POSTHUMOUS (13)

“เราสายแล้ว” เอมิลี่พูดขึ้น

แมกดาลีนเหม่อออกไปนอกหน้าต่างรถ

เธอมองไปตามตรอกซอยที่เต็มไปด้วยแสงสี ร้านค้าต่างๆที่ติดป้ายสะท้อนแสงแสบตา ไปจนถึงผู้คนที่เดินท่องราตรีกันอย่างครื้นเครง บางคนหัวเราะอย่างสนุกสนาน บางคนเกี้ยวพาราสีกัน ในขณะที่บางคนเริ่มต้นผลักกันไปมา แล้วทะเลาะกันอย่างรุนแรง จนกลุ่มเพื่อนต้องเข้ามาแยก

“กลางคืน มักจะรถติดแบบนี้ล่ะครับ” คนขับบอกมาจากทางด้านหน้า “แต่อย่ากังวลไปครับ ผมจะรักษาเวลามาตรฐานตามที่ตกลงกันไว้”

แมกดาลีนไม่ได้รู้สึกร้อนรนอะไร

เธอนั่งอย่างสงบนิ่ง สายตามองไปตามใบหน้าของผู้คนที่เต็มไปด้วยอารมณ์อันหลากหลายต่อไป -- จนกระทั่งรถเคลื่อนมายังหน้าซอยแห่งหนึ่ง

แล้วเธอก็เห็นรถยนต์ที่ไฟลุกเป็นเพลิงยักษ์ในซอยนั้น!

ตามพื้นถนน และกระจกร้านค้าแถวนั้นถูกพ่นด้วยสี จนปรากฏเป็นอักษรเรืองแสงว่า ต่อต้านร้านที่สนับสนุนหุ่นยนต์ และ ทวงคืนอิสรภาพของมนุษย์

แมกดาลีนกวาดตามองไปรอบบริเวณ ทันเห็นบรรดาผู้คนที่ต่างตื่นตระหนก ไปจนถึงกลุ่มคนชุดดำกลุ่มหนึ่งที่ถูกตำรวจจับกุมเอาไว้

พวกเขาต่างร้องคำราม ดิ้นสะบัดจากการถูกจับกุม สองมือถูกจับไพล่หลังไว้แน่น ในขณะที่เข่าทั้งสองข้างถูกกระแทก จับกดลงพื้นถนนอย่างรุนแรง

“ขอให้พวกแกถูกทำลายทิ้ง!” พวกเขาสาปแช่งดังลั่น “ขอให้หุ่นอย่างพวกแกถูกทำลายให้หมด!”

บรึ้ม!!!

เปลวไฟปะทุมาจากซากรถยนต์ ผู้คนต่างกรีดร้อง และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกันออกไปจากพื้นที่อย่างรวดเร็ว

“มันอันตราย” เจ้าหน้าที่หุ่นยนต์ร้องบอก “กรุณาอย่ามุงดูบริเวณนี้ครับ ไฟอาจจะปะทุขึ้นมาอีกได้ --”

ตอนนั้นเองที่ชายชุดดำคนหนึ่งสลัดตัวเป็นอิสระจากการถูกจับกุม แล้วพุ่งตัวหนีออกมาจากวงล้อมได้สำเร็จ

เขาวิ่งออกมากลางแยกถนน บรรดารถยนต์ที่วิ่งสวนกันไปมาต่างหลบเขาอย่างกะทันหัน จนเสียงแตรดังขึ้นรอบด้าน จากนั้นเสียงล้อรถที่เสียดสีไปกับพื้นถนน ก็ดังประสานไปกับเสียงกรีดร้องอย่างตื่นตกใจของผู้คนในทันที

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นทำให้ชายคนนั้นตื่นตระหนก  แสงไฟจากหน้ารถ และป้ายเรืองแสงหลากสีตามอาคารทำให้เขาหมุนตัวไปมาอย่างสับสน ราวกับคนหลงทางที่พยายามหาทางออกให้ตัวเอง

เสี้ยววินาทีถัดมา เขาก็ตัดสินใจ ออกวิ่งมาทางรถยนต์ของแมกดาลีนอย่างรวดเร็ว!

คนขับหยุดรถกะทันหันทันที เสียงล้อเสียดสีไปกับพื้นถนนดังลั่น! หากแต่ความเร็วที่ถูกชะลอเอาไว้นั้นกลับไม่มากพอที่จะลดแรงกระแทกนั่นได้

โครม!

ร่างของชายชุดดำกระแทกเข้ากับหน้ารถดังลั่น!

เขาเงยหน้าขึ้นอย่างตื่นตกใจ ระคนเจ็บปวด

เขามองผ่านกระจกรถเข้ามา จ้องมองคนขับตรงหน้า -- จากนั้นแววตาก็แปรเปลี่ยนเป็นความเคียดแค้น

“แกมันไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าหุ่นนรก --” เขาคำรามผ่านริมฝีปากที่อาบไปด้วยเลือด “เป็นเพราะแก -- และพวกของแก -- ถึงทำให้พวกเราต้องตกงาน!”

ร่างของตำรวจคนหนึ่งวิ่งไล่ตามชายชุดดำมาอย่างรวดเร็ว ฉุดกระชากลากร่างของเขาออกไปจากกระโปรงรถอย่างไม่ปรานีปราศรัย

“เพราะพวกแก ชีวิตของมนุษย์แบบเราถึงได้ตกต่ำขนาดนี้!” ชายชุดดำยังคงต่อต้านการจับกุม เขาตะโกนลั่น พร้อมกับถ่มน้ำลายใส่กระจกรถฝั่งคนขับ เหยียดหยาม และสาปส่งอย่างรุนแรง “ขอให้พวกแกถูกทำลายทิ้งจนไม่เหลือซาก! ขอให้ยุคที่พวกแกถูกกวาดล้างได้เกิดขึ้นในเร็ววัน! ขอให้ทั้งแก และผู้สร้างแกขึ้นมา ถูกทำลายจนหมดสิ้น! --”

แมกดาลีนมองชายชุดดำคนนั้นถูกจับกุมไปยังรถตำรวจ สองหูยังคงแว่วได้ยินเสียงด่าทอ และเสียงเพลิงไฟจากตรอกนั่นได้อย่างชัดเจน

คนขับรถขยับตัวเป็นคนแรก

เขาเอื้อมมือไปกดปุ่มหน้ารถ จากนั้นกระจก และฝากระโปรงรถที่เปื้อนไปด้วยคราบเลือดก็กลับกลายมาเป็นสะอาดเอี่ยมอีกครั้งหนึ่ง ราวกับว่าไม่เคยมีการปะทะใดๆเกิดขึ้นมาก่อน

“เขาอาจจะไม่รู้ว่าหุ่นรุ่นผมมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่ามนุษย์ เรามีน้ำยาเคลือบทำความสะอาดที่ดีที่สุด --” เขาบอก “และเขาอาจจะไม่รู้ ว่าไม่ใช่หุ่นทุกตัวที่จะได้เห็นผู้สร้าง -- ”

จากนั้นจึงสบตามองแมกดาลีนผ่านกระจกหน้า

“ผมเป็นหุ่นรุ่นหลัง -- ผมถูกสร้างด้วยเครื่องจักรกลในสำนังงานใหญ่ -- ไม่ใช่ผู้สร้าง” เขาอธิบายเพิ่มเติม

เอมิลี่เลิกคิ้วเล็กน้อย “คุณถูกสร้างด้วยเครื่องจักรกลหรือ”

คนขับพยักหน้ารับ “แต่อย่ากังวลไปครับ ระบบของผมมีมาตรฐานดีมาก -- รถคันที่ผมรับผิดชอบนี้ จะไม่มีแม้แต่คราบสกปรกสักจุด หรือรอยถลอกสักที่ ในตอนที่พาคุณไปส่งถึงโรงละคร -- เรารักษามาตรฐานบริการของเราดีมาก”

“หวังว่าจะเป็นแบบนั้น” เอมิลี่ตอบ ละสายตาจากตรอกที่เกิดเรื่อง “ไม่อย่างนั้นบริษัทคุณต้องชดใช้ที่ผิดสัญญาการให้บริการ”

“ผมจะรักษาบริการและสัญญาที่บริษัทให้ไว้อย่างดีเยี่ยมที่สุดครับ” เขารับคำ ก่อนที่จะเร่งความเร็วรถเพิ่ม เมื่อการจราจรเคลื่อนไปอย่างปกติอีกครั้ง

เกิดความเงียบขึ้นมาชั่วขณะ -- ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอยู่นาน --

จนในที่สุดเอมิลี่ก็พูดขึ้นมาเบาๆว่า “ผ่านมาเร็วเหมือนกันนะ”

แมกดาลีนยังคงมองไปยังถนนทางด้านหน้าตนเอง

“หลายปีก่อนพวกเขายังตื่นเต้น และคาดหวัง ว่าหุ่นยนต์คือความหวังของมนุษยชาติอยู่เลย -- สิ่งมีชีวิตที่มีระบบปฏิบัติการเสถียรที่สุด เร็วที่สุด ซับซ้อนที่สุด -- และเหมือนมนุษย์มากที่สุด -- ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยคาดหวังว่าหุ่นจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ และเข้ามาแก้ปัญหาสังคมที่เต็มไปด้วยความโกลาหลนี้ได้” เอมิลี่ถอนหายใจ “จำได้ไหม เขาเคยวางแผนให้หุ่นออกรบไปกับทหาร และเป็นแพทย์ทหารด้วยซ้ำ”

“นั่นคือหนึ่งในข่าวใหญ่ของประวัติศาสตร์มนุษย์เลย” คนขับรถพูดขึ้น “นั่นคือหุ่นที่เป็นตำนานเลยนะครับ หุ่นรุ่นใหม่บางรุ่นก็มีเรื่องราวข้อมูลนี้ในระบบ”

เอมิลี่ดีดนิ้วดัง เป๊าะ! 

“ใช่ ข่าวใหญ่ของมนุษย์เลย” ก่อนจะนิ่งคิดไปเล็กน้อย “และข่าวหุ่นอดัมกับอีฟ -- ใช่ไหม”

คนขับเห็นด้วย “ใช่ครับ” เขาตอบ “หุ่นทุกตัวย่อมมีเรื่องหุ่นอดัม กับหุ่นอีฟในระบบตัวเอง -- หุ่นรุ่นบุกเบิกของหุ่นทุกตัวในตอนนี้”

เอมิลี่นึกถึงข่าวใหญ่ที่พาดหัวหนังสือพิมพ์ในอดีต

“ว่ากันว่าผู้สร้างคนนั้นใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตในการสร้างหุ่นยนต์ชายหญิงคู่แรกขึ้นมา -- อดัมกับอีฟในรูปแบบหุ่นยนต์ -- สองหุ่นที่เหมือนมนุษย์มากที่สุด” คนขับรถหมุนพวงมาลัยผ่านหัวมุมถนนอย่างนุ่มนวล “สองหุ่นที่เหมือนมนุษย์มาก จนว่ากันว่าไม่มีใครแยกพวกเขาออกจากมนุษย์ได้ ไม่แม้แต่หุ่นด้วยกันเอง”

แมกดาลีนมองคนขับรถผ่านกระจกหน้า

คนขับพูดต่อไปว่า “แต่ผมสงสารพวกเขา พวกเขาดู --” เขานึกหาคำพูด “เหมือนเรื่องราวโศกนาฏกรรม -- เป็นความเศร้าสะเทือนใจ --”

“อะไรทำให้คุณคิดแบบนั้นกัน” เอมิลี่ถาม “คนส่วนใหญ่คิดว่ามันคือเรื่องราวความรักที่สวยงาม”

คนขับนิ่งคิด “ไม่รู้สิครับ” เขาตอบ “อาจจะเป็นเพราะผมไม่เคยรู้ตอนจบของคู่รักคู่นี้ -- ไม่มีแหวนเพชร ไม่มีคำอวยพร ไม่มีทายาท -- พวกเขาไม่เหมือนคู่รักของมนุษย์จากเรื่องอื่นๆ ผมก็เลยรู้สึกเศร้า --”

“มันไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่ผู้คนชื่นชอบ” แมกดาลีนที่นิ่งเงียบมานานพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “มันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ในตัวของมันเองตั้งแต่แรก มันคู่ควรกับการเป็นตำนานให้ถูกบันทึก -- เป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การถูกจดจำ ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปเท่าใดก็ตาม”

เกิดความเงียบขึ้นมาชั่วขณะ

ทั้งคนขับและเอมิลี่ต่างนิ่งเงียบไป

จนกระทั่งรถขับเคลื่อนผ่านการจราจรที่แออัดไปได้ คนขับจึงพูดขึ้นว่า “มันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ครับ -- ผมคงพูดเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากพวกเขาคือสิ่ง
มหัศจรรย์ โดยเฉพาะสำหรับหุ่นรุ่นแบบผม” เขาพูดเสียงเบา “ผมขออภัยหากพูดอะไรผิดไป ทำให้เป็นการเสียมารยาทต่อคุณ --”

 แมกดาลีนมองตอบดวงตาคู่นั้นผ่านกระจก ก่อนจะส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย “ไม่มีอะไรต้องขอโทษ” เธอตอบ “มันก็เป็นแค่เรื่องเล่าเรื่องหนึ่งเท่านั้น”

เอมิลี่มองออกไปนอกหน้าต่าง มองดูผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างพิจารณา

“แต่มาวันนี้มนุษย์กลับลืมทุกอย่างที่เคยสร้างขึ้นมา -- ต่อต้านสิ่งที่ตัวเองเคยยกย่อง -- และไม่รู้สิ --” เอมิลี่ถอนหายใจ เมื่อเห็นภาพเพลิงไฟปรากฏขึ้นมาในใจอีกครั้ง “ทุกอย่างไม่ได้ก้าวหน้าต่อไปอย่างยิ่งใหญ่ อย่างที่ทุกคนเคยคาดหวังไว้ -- ตอนนี้ทุกอย่างมันดู -- ดู --” เธอพยายามนึกหาคำพูด

“โกลาหล” แมกดาลีนว่า ดวงตายังคงมองถนนเบื้องหน้านิ่ง

เอมิลี่พยักหน้า “ใช่” เธอตอบ “และนี่เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเอาเสียเลย” ก่อนที่จะบอกคนขับรถว่า “อย่าจอดรถทางด้านหน้าโรงละครค่ะ” 

“คุณแน่ใจหรือครับ” คนขับถามอย่างไม่แน่ใจ ขณะที่มองไปยังหน้าโรงละคร ที่เต็มไปด้วยนักข่าวกับช่างภาพ 

พรมแดงผืนยาวที่ทอดตัวมาจากหน้าประตูใหญ่สีทองมาจนถึงขอบถนนนั้น รายล้อมไปด้วยบรรดาผู้ทรงอิทธิพล และผู้มีชื่อเสียง ทั้งในและนอกวงการละครเวทีภาพยนตร์

“ผมถูกสั่งมาว่าแขกทุกคนต้องถูกส่งที่พรมแดง”

เจมส์เป็นคนสั่งเขา -- แมกดาลีนบอกตนเอง -- จนถึงตอนนี้เจมส์ยังไม่ไว้ใจใคร

เขาต้องการรู้ชื่อของคนที่เข้าร่วมงาน ผ่านพยานรู้เห็นอย่างสื่อที่หน้าโรงละครให้ชัดเจน

เขาต้องการเห็นบรรดาคนสำคัญของเขาที่มาร่วมงานนี้กับตาตัวเอง

“อย่าจอดด้านหน้าเด็ดขาดค่ะ” เอมิลี่ยืนยันคำเดิม ขณะที่จัดชายกระโปรงสีเงินของตัวเองให้พ้นจากระยะอันตรายของส้นสูงแมกดาลีน

“แมกดาลีนไม่ได้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะเจอช่างภาพ” เอมิลี่หันมากระซิบบอกไค “เธอดูแย่มาก”

ไคที่พบว่าตนเองมานั่งอยู่ในรถยนต์คันเล็กคันนี้ ดูไม่ได้ประหลาดใจกับสถานการณ์ที่ตนกำลังเผชิญอยู่

เขาไม่ได้มีท่าทีแปลกใจอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นในตอนที่ถูกเจมส์ประเมินตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ตอนที่ถูกแมกดาลีนตามตัวให้ขึ้นมาในรถ หรือในตอนที่ต้องถือชายกระโปรงให้แมกดาลีนอยู่ในขณะนี้ก็ตาม
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่