ค้นหา ตรวจสอบ วิเคราะห์ สรุปผล ทักษะสำคัญของเด็กยุคนี้

เด็กๆคนไหน ทำการบ้านด้วยการ "คัดลอก" และ "วาง" จากวิกิ จากเว็บต่างๆแล้วไปส่งครูบ้าง ยกมือขึ้นนนน
คุณพ่อคุณแม่วัยเต๋า สมชาย หรือ  ทันละครพริกขี้หนูกับหมูแฮม เคยสังเกตุมั้ยครับว่า ทักษะอะไรกันนะที่สำคัญมากในการเรียนของเด็กยุคนี้ และหนึ่งในทักษะนั้น มีทักษะไหนที่ขาดตกหล่นหลายไปจากระบบการฝึกฝนของโรงเรียน ทั้งๆที่ มันคือวิถีชีวิตของพวกเราไปเรียบร้อยแล้ว
ใช่ครับ มันคือเรื่องราวของการ "สืบค้นข้อมูล"

สมัยก่อน (วันที่ยามเมื่อลมพัดหวนกำลังดัง) พวกเราค้นหาเอกสารจากห้องสมุด นั่งหาชื่อผู้แต่ง สืบค้นจากบัตรแยกแยะหมวดต่างๆในห้องสมุด ซึ่งสมัยนี้ผมเชื่อว่า เด็กๆไม่น้อยเลยน่าจะไม่เคยแม้แต่จะเห็นระบบเหล่านี้แล้ว เพราะ เครื่องมือใกล้ตัวทำให้เค้าเข้าถึงข้อมูลต่างๆได้ง่ายมากขึ้น จากเดิมที่ใครจะหาข้อมูลดีๆ เก่งๆได้ วัดกันที่ คนๆนั้น เข้าถึงข้อมูลได้เจ๋งขนาดไหน หนังสือเล่มไหนต้องหามาประกอบงานให้ได้ บทความของใครที่ขาดไม่ได้ต้องมี ถึงขนาดว่า สมัยเรียน มีเพื่อนที่ต้องเอาหนังสือในห้องสมุดไปซ่อนกันเลยนะครับ ซ่อนเพราะ ไม่ต้องการให้เพื่อนคนอื่นมาได้เล่มนี้ไป เดี๋ยวงานเค้าจะดีขนของตนเองตกกระป๋อง

วันเวลาผ่านไป สังคมทุกวันนี้ ไม่ได้วัดกันที่การเข้าถึงข้อมูลอีกแล้ว แต่มันวัดกันที่ ใครจะนำข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์ แยกแยะ ย่อย ละนำเสนอได้เก่งกว่ากัน ในเมื่อทุกคนก็สามารถหามาได้ กึ๋นมันเลยอยู่ที่ใครจะใช้งานมันได้แน่กว่าเพื่อนนี่แหละครับ ในขณะที่เด็กส่วนใหญ่ เก่งทางด้าน Ctrl+C กับ Ctrl+V เรามาหาวิธีสร้างพื้นฐานเรื่องนี้ให้ลูกๆยุคมิลเลเนียลกันครับ

นี่คือตัวอย่างที่ผมใช้ โดยเริ่มมาตั้งแต่อนุบาลเลยครับ อย่าตกใจนะครับ เริ่มฝึกกันตั้งแต่อนุบาลเลย และปรับใช้ตามช่วงวัยจนถึงปุจจับนนี้ ม.1 แล้ว พอจะเห็นผลอยู่บ้างว่า แนวทางที่ปั้นมา พอจะส่งผลดีพอควร อย่างน้อย ลูกสาวผมก้ไม่ Ctrl+C  จากวิกิฯไปส่งครุครับ (แต่อ่านแล้วเรียบเรียงใหม่ให้ครูจับไม่ได้ ผ่าง!!)
ทำแบบไหนในแต่ละวัย ผมแยกเป็น สามช่วง ลองมาดูกันนะครับ

ปฐมวัย
พ่อแม่คงสงสัยกันนะครับว่า อนุบาล จะมาฝึกอะไรกันได้ จะมาเร่งอะไรกันขนาดนั้นในวัยนี้ แต่ผมคิดว่า พื้นฐานการค้นหาและวิเคราะห์ และการแยกแยะข้อมูลเราสามารถใส่ให้เด็กได้ โดยสอดคล้องกับธรรมชาติของเค้า ไม่ยัดเยียดจนเกินไปด้วยครับ เคยสังเกตุกันมั้ยว่า เด็กๆชอบถามคำว่า "ทำไม" คำนี้แหละครับหัวใจสำคัญของเรื่องนี้เลย ถ้าเค้าถามคำว่าทำไม แปลว่าเค้ายังสงสัยและต้องการหาคำตอบต่อไปเรื่อยๆ ดังนั้น แหล่งข้อมุลแรกที่เค้ามีคือ....พ่อ แม่ ที่อยู่ข้างตัวเค้าครับ ยิ่งเค้าถามคำว่า"ทำไม" แล้วเราช่วยเค้าตอบไปได้เรื่อยๆ นี่คือบันไดก้าวแรกของการสอนให้รู้จักอยากค้นหาต่อ แต่ถ้าคุณหงุดหงิด รำคาญกับคำถามง่ายๆ ดูแล้วไร้สาระของเด็ก จนชอบตัดบท หรือผลักภาระ โยนมือถือให้เงียบ นั่นล่ะครับ คุณกำลังทำร้าย และลบล้างความช่างสงสัยของเค้า

นอกจากต้องหมั่นเพียรตอบคำว่าทำไมของเค้า จนสิ้นสุดให้ได้ ก็ต้องรู้จักที่จะตอบคำถามด้วยการโยนคำตอบกลับไปด้วย  นั่นคือพื้นฐานของการสอนให้รู้จักคิดวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับมา เช่น เมื่อลูกน้อยถามว่า "ทำไมฝนถึงตกจากฟ้า" แน่นอนครับว่าเราคงไม่ตอบตามเนื้อหาวิทยาศาสตร์ประถมปลายให้สาวน้อยหนุ่มน้อยวัยอนุบาลฟังกัน ไม่ว่าคุณจะตอบว่า เทวดาฉี่ หรือ ตอบว่า มันลงมาจากเมฆ คุณลองโยนคำถามต่อไปว่า "เอ๊ะ แล้วหนูว่า ทำไมเทวดาถึงปวดฉี่ล่ะ" หรือ "อ๊ะ ถ้ามันตกมาจากเมฑ แล้วเมฆมันคืออะไรนะ"

ท้ายที่สุด อย่าลืมฝึกให้เค้า"ย่อย" เนื้อหาและนำเสนอด้วยนะครับ วิธีการนำเสนอที่ง่ายที่สุด ทำได้ทันทีคือการ"เล่า" ให้ฟัง คุณพ่อลองให้ลูกน้อย ย่อยเล่าเรื่องที่คุยกันให้คุณแม่ฟังดูสิครับ ดูว่าเค้าจับประเด็นได้หรือไม่ สามารถนำเสนอออกมาได้ครบถ้วนหรือไม่ ลองช่วยเค้าจับประเด็นและดึงเนื้อหาออกมา มหั่นทำแบบนี้บ่อยๆ เค้าจะเริ่มจับทางได้ครับว่า เวลารับเนื้อหาอะไรมา จะหยิบตรงไหนจดจำเป็นความสำคัญ จะดึงมาเรียงร้อยต่อกันแบบไหนได้บ้าง โดยเด็กๆจะมีคำติดปากกันเช่น "แล้วก็"  นี่แหละครับ คือความพยายามเชื่อมโยงความคิดของเค้า (คิดตามลำดับความ)  เป็นเบสิกที่สุดของการเชื่อมโยงข้อมูลที่มีเข้าด้วยกัน

วัยประถมต้น
เมื่อเริ่มโตขึ้นถึงวัยนี้ ทักษะที่เค้ามีเพิ่มมาคือการอ่านและเขียน รวมถึงการฟังอะไรที่ซับซ้อน ยาวขึ้นได้ จากการถามคำว่า"ทำไม" เริ่มสนใจตั้งคำถามที่เป็นเหตุเป็นผลและต้องการคำอธิบายที่ละเอียดขึ้น นี่คือช่วงเวลาเหมาะที่เราจะใส่เรื่องของการอ่านเข้าไปให้เค้าครับ ลองค้นหาอะไรที่เค้าชอบ และจูงใจให้อ่านดูครับ จะเป็นการ์ตูน นิทานผมใช้การ์ตูนนี่แหละครับ ทั้งแบบเล่มและแบบอนิเมะ ให้เค้าอ่าน ให้เค้าดู แต่ข้อแม้คือ เราต้องอ่านหรือดูไปด้วย แล้วชวนกันคุยเนื้อหาเรื่องราวนั้นๆ ตัวละครนี้ ทำไมทำแบบนั้น แล้วถ้าทำแบบโน้นล่ะ หรือชวนกันเดาเรื่องต่อว่า ตอนต่อไปจะเป็นแบบไหน  แม้แต่เกมส์ก็ช่วยฝึกเรื่องนี้ได้ครับ หากคุณเลือกเกมส์ที่มีเรื่องราวซับซ้อนให้เค้าเล่น เค้าจะต้องอ่าน และฟัง เพื่อประกอบเนื้อหาต่างๆเข้าด้วยกัน มันคือการหลอกให้อ่านอย่างสนุกกับเกมส์นั่นเอง

วัยนี้ เราสามารถกระตุ้นการนำเสนอเค้าให้เอาความคิดมาสื่อสารได้เพิ่มอีกหลายวิธีครับ โดยวิธีที่ผมชอบให้ทำที่สุดคือการทำผังความคิด หรือ Mind Map   เช่นการเชื่อมโยงของตัวละครต่างๆที่ต้องสร้างภาพออกมา หรือการเจียนเส้นเรื่องของเกมส์นั้น ตรงไหนมีเนื้อหาอย่างไร แยกไปทางไหน จากจุดเริ่มต้นนี้แหละครับ ที่จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลในการเรียนต่อไปได้ไม่ยาก

ประถมปลาย
เมื่อเริ่มเป็นเด็กโตกัน ก็ต้องท้าทายกันหน่อยครับ อายุรุ่นนี้ ใช้สมาร์ทโฟน ใช้อากู๋ รู้จักวิกิ และ Youtube  กันแล้ว  พ่อๆแม่ๆอย่าได้กลัวนะครับ พวกเรายังคงเป็นต่อเค้าอยู่ ดังนั้น วิธีที่ผมใช้คือการสร้าง"ชาเลนจ์" กันแต่ละสัปดาห์ กับเนื้อหาเรื่องราวอะไรก็ได้ที่เราคุยกัน สังเกตุกัน และแข่งกันไปหาคำตอบต่างๆมาเล่าสู่กันฟัง โดยแรกๆก็สอนเค้าใช้เครื่องมือพวกนี้ สอนว่าค้นหาอย่างไรบ้าง จากนั้น ปล่อยให้การแข่งขันเป็นเครื่องมือช่วยการพัฒนาครับ  เมื่อเค้าได้เห็นว่าคุณพ่อคุณแม่ หาข้อมูลอย่างไร จากแหล่งแรก ดยงไปหาแหล่งที่สอง จากคนเขียนนี้ไปสู่อีกคนเขียน พบข้อมูลลึกกว่าเดิม หรือจะไปเจอข้อมูลต่างมุม  เค้าก็ค่อยๆซึมซับจับสังเกตุวิธีเจาะลงไปหาข้อมุลที่น่าสนใจมานำเสนอได้ครับ ไม่ใช่สุดอยู่แค่คำตอบแรกที่เจอ

ผมเล่นกันสัปดาห์ละหนึ่งหัวข้อ เรื่องอะไรก็ได้เลยครับตั้งแต่เล่นๆไปถึงจริงจัง ยากบ้าง ง่ายบ้าง กระตุ้นให้เค้าไม่หยุดนิ่ง ผมเคยเล่นกันเรื่องไร้สาระมากๆอย่าง ขนมครกมีอะไรบ้าง (เพราะกินขนมครกแล้วนั่งแกะสูตรกัน) แล้วนำพาไปสู่ทัวร์ทริปตามล่าขนมครกชื่อดัง แล้วนั่งหาสูตรขนมครกเทียบกันว่าแต่ละเจ้าเด่นตรงไหน อย่างไร จบสัปดาห์นั้น เป็นเบาหวานกันไปเลย หรือบางเรื่องเกิดจากที่ผมสงสัย ถามเค้าไปว่า อนิเมะฮาเร็มคืออะไร เค้าก็ใช้หัวข้อนี้ล่ะครับ ให้เอาข้อมูลมาเล่าสู่กันฟังในหัวข้อ"เมะฮาเร็ม" สรุปลงท้ายคือ มนุษย์พ่อติดอนิเมะ นอนดูรอบดึกกันไปยาวๆครับ ลูกสาวจับได้ถึงกับเอือมพ่อตัวเองเลย

============================================================

จะสังเกตุนะครับว่า แทบทุกอย่างที่ผมใช้เป็นแนวทางนี้ สามารถทำได้ง่ายๆด้วยสิ่งที่เราทุกคนต้องมีอยู่แล้ว และ ใช้เรื่งอราวใกล้ตัว เห็นและพบกันอยู่ทุกวันนี่แหละ ไม่ได้จำเป็นต้องพาเค้าไปหาดาวเสาร์ หรือขุดลงไปหาลาวาใต้แผ่นดินเลย ไม่ต้องใช้งบประมาณ ไม่ต้องเปลืองทรัพยากรอะไรนอกจากสิ่งที่ต้องใช้คือ"เวลา" ในการเข้าไปชวนเค้าทำเรื่องราวเหล่านี้ รวมถึงพ่อแม่เอง ต้องอัพเดทตัวเองนะครับ อย่าชะล่าใจ หรือมองข้ามเรื่องต่างๆไปด้วยคำพูดว่า "ไม่มีเวลากับเรื่องไร้สาระ" เพราะถึงเรื่องมันจะไร้สาระ แต่สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ สาระล้วนๆ และคนที่ได้ประโยชน์คือลูกของเรา

ท้ายที่สุด  นี่เป็นเพียงแนวทางหนึ่งเท่านั้น อาจไม่ได้ดีที่สุด ไม่ได้เหมาะสมกับทุกๆครอบครัว เลือกใช้ เลือกปรับกันตามแต่ละท่าน หรือจะเห็นต่าง โต้แย้งว่ามันไม่เวิร์คก็ถือเป็นปกติครับ โลกนี้ไม่มีอะไรถูกที่สุดเสมอ หากท่านไหนมีวิธี มีเคล็ดลับอะไร ก็ลองแชร์แนะนำกันได้เลยครับ



แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่