[CR] รีวิว "Salang(ซาลัง)" ร้านบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างเกาหลีระดับตำนานย่านพญาไท สั่งได้ 20 เมนู ราคาแค่คนละ 300฿

ใครเป็นสายเกาหลีตั้งแต่ยุคแรกเริ่มและเพิ่งหัดเล่นสังคมโซเชียลใหม่ๆเมื่อสิบกว่าปีก่อน น่าจะเคยเห็นบทความรีวิวเก่าๆผ่านตามาบ้างกับร้านบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างเกาหลีเจ้าดังที่สุดในสมัยนั้นก็คือ "Salang Korean BBQ Buffet" หรือ "ร้านอาหารเกาหลีซาลัง" ตอนนี้ก็ยังคงให้บริการอยู่เหมือนเดิมหากนับตั้งแต่วันที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2009 ซึ่งปัจจุบันก็เข้าสู่ปีที่ 12 แล้ว จุดเด่นดั้งเดิมของทางร้านที่รักษารูปแบบมาอย่างยาวนานก็คือเน้นเมนูอาหารเกาหลีที่อร่อย-ราคาถูกเข้าถึงได้ง่ายๆทุกเพศทุกวัย วันนี้ผมกับแฟนเลยนัดกันมาย้อนระลึกความหลังกันอีกครั้งด้วยบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างสไตล์เกาหลีเพียงคนละ 300 บ. สั่งอาหารได้ทั้งหมด 20 เมนูตลอดระยะเวลา 90 นาที แถมยังจัดโปรโมชั่นสุดโหดรับชำระผ่านโครงการ "คนละครึ่ง" เหลือแค่เพียงหัวละ 150 บ. รวมเครื่องดื่มกับขนมหวานและไม่มี Vat./ Service Charge มาบวกเพิ่มเติม วิธีการเดินทางหากมาด้วยรถยนต์ส่วนตัวให้ปักหมุดมาตามแผนที่บนมือถือจอดรถได้ภายในโครงการปทุมวันรีสอร์ทฟรี 1 ชั่วโมงแรก ชั่วโมงถัดไปคิดราคา 20 บ. หากเดินทางมาด้วยบริการขนส่งสาธารณะให้ลง BTS สถานีพญาไทออกทางประตูฝั่งหน้ากรมปศุสัตว์แล้วเดินเท้าเข้ามาประมาณ 250 เมตรจะพบกับตัวร้านเป็นห้องกระจกใสและมีเก้าอี้เตี้ยๆเรียงกันเอาไว้ให้นั่งรอด้านหน้าทางซ้ายมือแบบนี้แสดงว่ามาถึงแล้วครับ

บรรยากาศภายในร้านทุกอย่างก็คือเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่โซฟาสีแดงสดที่ผ่านกาลเวลาจนกลายเป็นสีชมพู/ผนังร้านสีครีมวาดรูปกราฟฟิกด้วยดอกทานตะวันขนาดใหญ่ จุดที่เพิ่มเติมมาก็คือฉากกั้นทำจากพลาสติกใสเพื่อป้องกันเชื้อไวรัส Covid-19 แพร่กระจายภายในร้านตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ระบบดูดควันยังเป็นแบบท่อเหล็กต่อมอเตอร์ขนาดใหญ่ระบายออกไปด้านนอกร้าน ปัจจุบันได้ขยายพื้นที่ให้บริการเป็น 2 ชั้นเพราะมีจำนวนลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเราจึงขอแนะนำว่า"โทรมาจองก่อน"เพราะมานั่งแค่แปปเดียวคนอื่นแห่กันมาแน่นเต็มร้านแล้ว วัน จ.-ศ. เปิดให้บริการ 2 ช่วงเวลา 11.30-14.00 น. และ 17.00-22.00 น. ส่วนวัน ส.-อา.และวันหยุดนักขัตฤกษ์เปิดตลอดทั้งวันตั้งแต่เวลา 11.30-22.00 น. เลือกโต๊ะให้เรียบร้อยแล้วมาดูกันเลยครับว่าร้านนี้มีเมนูอะไรเด็ดให้เราทานบ้าง

เมื่อเรามานั่งที่โต๊ะน้องพนักงานก็จะถามเลยว่าจะทานเป็น A La Carte หรือบุฟเฟ่ต์ พร้อมนำใบเมนูสั่งอาหารมาวางไว้ให้ สำหรับรายการอาหารบุฟเฟ่ต์มีใบแปะเอาไว้ที่หัวโต๊ะอยู่แล้วไม่ต้องเรียกหา ส่วนเมนู A La Carte ก็สั่งได้ตั้งแต่วัตถุดิบสำหรับย่างทั้งเนื้อวัว/เนื้อหมู/เนื้อไก่และเห็ดพร้อมชุดข้าวสวยเสิร์ฟพร้อมซุปกับกิมจิ ราคาเริ่มต้นที่ จานละ 50-130 ไปจนถึง 170 บาท นอกนั้นก็เป็นเมนูจานเดียวทานง่ายราคาประหยัดทั้งข้าวยำ/รามยอน/ข้าวผัดกิมจิ/ข้าวหน้าสไตล์เกาหลี/ไก่ทอด/ต๊อกโปกี/เนื้อสัตว์ผัดกระทะร้อนพร้อมข้าวและเครื่องเคียงต่างๆ ราคาเริ่มต้นที่ 80-240บาท ถ้าใครเป็นสายดื่มที่ร้านก็มีเบียร์/โซจูให้บริการ โดยรวมถือว่าราคาไม่แพงและก็มีลูกค้าบางโต๊ะมาสั่งอาหารเป็นจานๆแล้วนั่งดื่มชิลล์พูดคุยเล่นกันยาวๆก็มี อีกทั้งไรเดอร์จากแอปพลิเคชั่นส่งอาหารต่างๆวิ่งเข้า-ออกมารับออเดอร์ในร้านอยู่เรื่อยๆค่อนข้างวุ่นวายหน่อยช่วยแต่บ่งบอกถึงความอร่อยและนิยมของที่ร้านได้เป็นอย่างดีครับ

แน่นอนว่าวันนี้เราตั้งใจจะทานบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างสไตล์เกาหลีและเมนูอาหารของภายในร้านไม่ได้มีเยอะมาก เลยสั่งมาอย่างละจานเริ่มต้นด้วยหมูสามชั้น/หมูสันคอ/หมูสันนอกและสันในไก่เป็นแบบหมักโคชูจังสีแดงๆรสออกหวานนำเผ็ดเล็กน้อยกลมกล่อมเนื้อนุ่มทานง่ายและรสชาติแทรกซึมเข้าถึงด้านในทั่วทั้งชิ้น มาต่อกันด้วยเนื้อวัวหมักของทางร้านเป็นสูตรซีอิ๊วเกาหลีปรุงรสให้หวานเค็มกลมกล่อมหอมกลิ่นขิงสไลด์มาบางๆจึงทำให้รสชาติซึมเข้าไปแบบเข้มข้นและไม่มีกลิ่นเนื้อวัวมารบกวนใจเสิร์ฟทั้งหมด 3 ส่วนตามลำดับมีชั้นไขมันแทรกคือเนื้อลาย/เนื้อติดมัน/เนื้อสัน ส่วนเห็ดออเร็นจิราดซอสสำหรับย่างใครที่เป็นนักทานบุฟเฟ่ต์รุ่นเก๋าจะทราบกันดีว่าเมื่อ 10 ปีก่อน ร้านปิ้งย่างไหนก็ต้องมีเสิร์ฟไม่ว่าจะเป็นสไตล์ญี่ปุ่นหรือเกาหลีก็ตาม เรียกได้ว่ารักษาคุณภาพของวัตถุดิบมาดีเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ทานบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างสไตล์เกาหลีสิ่งที่ขาดจะไม่ได้ก็คือผักสดสำหรับห่อเป็นคำทางร้านใช้ผักกาดหอมเสิร์ฟใส่มาในกาละมังใบใหญ่สะใจจนไม่ต้องขอเพิ่ม ส่วนกิมจิก็เป็นสูตรโฮมเมดทำเองรสชาติเค็มนำเปรี้ยวเบาๆไม่จัดจ้านมากเท่ากับที่ขายตามท้องตลาดทั่วไป เครื่องเคียงอีกอย่างเป็นสลัดหรือยำผักเกาหลีใส่มะละกอ/กระหล่ำปลีสดซอยเป็นเส้นเล็กและผักกาดหอมปรุงรสชาติให้เปรี้ยวอมหวานเสิร์ฟมาเย็นๆทานแล้วสดชื่นดี สุดท้ายคือน้ำจิ้มมีวางไว้ให้เป็นขวดใหญ่เติมได้ด้วยตัวเองที่โต๊ะรสชาติหวานตัดด้วยเค็มพอกลมกล่อมหอมกลิ่นโคชูจังผสมน้ำผึ้งเผ็ดอ่อนๆแนะนำว่าผสมพริกกับกระเทียมลงไปเยอะๆเข้ากับเมนูเนื้อหมู/เนื้อวัวและไก่หมักสูตรต่างๆของทางร้านได้อย่างดีเยี่ยมครับ

เตาย่างที่ร้านใช้เป็นแบบถ่านไม้ที่มีจุดศูนย์กลางร้อนจัดแต่เว้นพื้นที่รอบๆเอาไว้วางพักเนื้อที่สุกให้อุ่นพร้อมทานอยู่เสมอ จัดการลงวัตถุดิบที่อยากทานลงไปในเตาและรอให้สุกประมาณ 80-90% จากนั้นใช้กรรไกรช่วยตัดให้เป็นชิ้นพอดีคำก่อนจะห่อด้วยผักสดใส่กิมจิหรือยำผักและราดน้ำจิ้มสูตรพิเศษของทางร้านลงไปให้ฉ่ำๆ นำเข้าปากแบบเต็มๆคำบอกได้เลยว่าอร่อยฟินห์ถึงใจสุดๆ ย่างเนื้อไปสักพักแล้วเตาจะเริ่มไหม้พนักงานที่ร้านก็เดินมาเปลี่ยนใหม่ให้ฟรีไม่คิดเงินเพิ่มแต่อย่างใด โดยรวมถือว่าเป็นปิ้งย่างสไตล์เกาหลีที่ถูกปรับปรุงรสชาติมาให้เข้มข้นเข้ากับลิ้นคนไทยส่วนใหญ่จึงเข้าถึงได้ง่ายไม่เหมือนกับร้านใหม่ๆที่เน้นความเป็นต้นตำรับแท้ๆไม่แปลกใจที่จะได้รับความนิยมเลยครับ

นอกจากเนื้อย่างห่อผักสดสไตล์เกาหลีดั้งเดิมแล้วยังสามารถทานได้อีกหลายรูปแบบเช่นวางบนข้าวสวยราดน้ำจิ้มตักทานแบบไทยๆหรือจะนำข้าวสวยไปห่อกับผักสดใส่เนื้อย่างทานเป็นคำก็ดี เปลี่ยนเป็นข้าวสวยธรรมดามาเป็นข้าวยำเกาหลีหม้อร้อนผัดทุกอย่างในชามให้เข้ากันกับซอสโคชูจังสูตรพิเศษของทางร้านรสหวานเค็มกลมกล่อมเพิ่มเนื้อย่างลงไปพร้อมไข่ดาวทอดกรอบๆก็อร่อยฟินห์ไม่แพ้กัน ระหว่างปิ้งย่างรอให้เนื้อสุกแล้วไม่อยากเสียเวลาเปล่าๆก็สั่งเนื้อวัวผัดซอสรสหวานเค็มใส่หอมใหญ่กับแครอท/หมูสันนอกและสันในไก่ผัดซอสโคชูจังสีแดงรสหวานเผ็ดมาทานด้วยเล่นๆหรือคลุกข้าวสวยก็อร่อยเสิร์ฟมาเป็นถ้วยๆตอบโจทย์สำหรับคนที่อยากเน้นทานเนื้อแต่ไม่ชอบรอครับ

นอกจากเมนูเนื้อย่าง/ผัดซอสและข้าวแล้วยังมีอาหารเกาหลี Street Food กับรามยอน ให้สั่งมาทานอีกถึง 4 เมนูก็คือ 1. ซุปกิมจิที่ในรูปมีเต้าหู้แต่เหมือนวันนี้จะลืมใส่มา ใช้กิมจิสูตรทำเองชิ้นใหญ่รสเปรี้ยวอ่อนๆทานกับน้ำซุปรสเค็มหวานกลมกล่อมโดยรวมคล้ายกับแกงส้มไทยเสิร์ฟมาร้อนๆซดแล้วสดชื่นช่วยลดความเลี่ยนจากเมนูของย่างได้เป็นอย่างดี 2. ต๊อกโปกีที่ร้านใช้เป็นแบบแท่งใหญ่ต้มจนสุกนุ่มซึมน้ำซอสรสหวานเผ็ดเข้มข้นหอมกลิ่นโคชูจังผสมน้ำมันงาและน้ำซุปสูตรพิเศษอร่อยกลมกล่อมไม่แพ้ร้านอาหารเกาหลีแท้ในย่านโคเรียทาวน์เลยครับ 3. ซาลังราเมนเป็นรามยอนสูตรเฉพาะของทางร้านรสนัวๆหอมกลิ่นน้ำซุปที่เป็นเบสพื้นฐานเดียวกับต๊อกโปกีใส่ลูกชิ้นเต้าหู้ปลาเส้นใหญ่เหนียวนุ่มเสิร์ฟมาในหม้อร้อนๆทานได้เพลินๆ 4. ชินดังดงราเมนเป็นรามยอนผสมซอสถั่วดำหมักเกาหลีและใส่ผักต่างๆ/ลูกชิ้นลงไปทำให้น้ำซุปมีรสหวานเพิ่มความกรุบกรอบด้วยแผ่นเกี๊ยวทอดเสิร์ฟมาแบบยกทั้งหม้อ สามารถวางลงบนเตาถ่านกลางโต๊ะเพื่อทานแบบหม้อไฟเกาหลีเพิ่มเนื้อสัตว์หมักต่างๆลงไปต้มให้สุกก็อร่อยดีไปอีกแบบครับ

ส่วนเครื่องดื่มที่รวมในบุฟเฟ่ต์มีรายการเดียวก็คือ "ชาข้าวบาเล่ย์เกาหลี" กลิ่นหอมใบชาผสมยอดอ่อนข้าวสาลีอ่อนๆไม่หวานดื่มง่ายและไม่ต้องเดินไปกดเองเพราะมีน้องพนักงานคอยเดินมาเติมให้ที่โต๊ะให้ตลอดเวลา ยังมีอีกสิ่งที่ทางร้านร่วมรณรงค์ก็คือ "Say No Plastic Straw" หรืองดใช้หลอดพลาสติดภายในร้านก็ยกแก้วกระดกเองได้เลย ส่วนขนมหวานก็มีให้สั่งแค่รายการเดียวคือ "น้ำแข็งใสถั่วแดง" เป็นน้ำแข็งใสราดน้ำแดงกลิ่นสละและนมข้นจืดทานคู่กับถั่วแดงบดญี่ปุ่นรสหวานเย็นสดชื่นได้ทั้งความกรุบกรอบของน้ำแข็งและถั่วแดงบดละเอียดเนื้อเนียนนุ่มในคำเดียวกัน และข้อควรระวังของคนที่ชอบนั่งไม่สงบหรือมีเด็กเล็กๆมาทานด้วยกันคือใต้โต๊ะร้อนเพราะมีเตาถ่านอยู่ภายในถึงแม้ว่าจะมีฉนวนกันความร้อนอยู่ส่วนนึงแล้วก็ตาม ทานจนอิ่มแน่นแล้วเรียกน้องพนักงานมาคิดเงินกันครับ

มื้อนี้เรามาทานกัน 2 คนราคาบุฟเฟ่ต์คนละ 300 บาท (ไม่มี Vat. กับ Service Cherge คิดบวกเพิ่ม) แล้วยังสามารถใช้โครงการ "คนละครึ่ง" ลดได้อีกคนละ 150 บาท ถือว่าคุ้มค่าและคงหาร้านบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างสไตล์เกาหลีในกรุงเทพฯที่ราคาถูก-อร่อยแบบนี้ไม่มีอีกแล้ว เลยไม่แปลกใจที่จะมีลูกค้าหลากหลายกลุ่มเข้ามาใช้บริการทั้งนักเรียนนักศึกษา/พนักงานออฟฟิศและข้าราชการบริเวณใกล้เคียงต่างก็เลิกงานแล้วมาสังสรรค์ด้วยกันอย่างคับคั่งจนต้องตั้งเก้าอี้ให้รอคิวเป็นแถวยาวเยียด สำหรับวันนี้ร้าน "Salang Korean BBQ Buffet" ถือว่ายังรักษาคุณภาพและรสชาติได้ดีสมกับเป็นร้านในตำนานเช่นเคย รับคะแนนความอร่อยคุ้มไป 5 ดาวเต็มๆเลยครับผม 🌟🌟🌟🌟🌟

******* เกิน 10,000 ตัวอักษร เขียนสรุปรีวิวต่อในช่อง Comment นะครับ *******
ชื่อสินค้า:   Salang Korean BBQ Buffet (ซาลัง)
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่