POSTHUMOUS (3)

“นั่นที่นั่งของคุณหรือ”

ชายผู้สูงวัยถาม -- เขาค่อยๆเงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์ ดวงตาอันคมกริบจ้องมองมานิ่ง

ผมตอบกลับไปอย่างสุภาพว่า “ไม่เชิงครับ”

ชายคนนั้นยินยอมให้ผมนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เขาลดระดับหนังสือพิมพ์ลงกว่าเดิม วางมันบนโต๊ะกระจกตรงหน้าอย่างเป็นระเบียบ จนตัวอักษรที่พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งว่า ข่าวแรง นักแสดงหญิงตั้งครรภ์กับคู่รักลึกลับ ปรากฏชัดขึ้น

“คู่รักของเธอ --” เขาพยักเพยิดไปทางข่าวหน้าหนึ่งนั่น ขณะประสานมือไว้ที่ระดับอกตนเองอย่างไว้ท่าที “เป็นคนที่ลึกลับมาก --”

ผมพยักหน้ารับ “ผมรู้”

“แน่นอน -- คุณรู้จักเขา” ชายสูงวัยตอบ เอนตัวมาเบื้องหน้า แล้วคว้าแก้วบรั่นดีของตนเองไปจากโต๊ะ “คุณดื่มไหม” เขาถาม

ผมส่ายหน้า

ชายสูงวัยเลิกคิ้ว ก่อนจะอมยิ้มเล็กน้อย “น่าเสียดาย” เขาตอบ “คุณควรจะลองดื่มสักหน่อย”

ผมมองบรั่นดีในมือของอีกฝ่าย “ทำไมคุณถึงรู้ว่าผมรู้จักเขา

ชายสูงวัยดื่มบรั่นดีไปเล็กน้อย “ไม่อย่างนั้นคุณก็คงไม่มาอยู่ที่นี่” เขาตอบ “และคุณเป็นคนเดียวที่ไม่ได้ถูกเชิญมาที่นี่ -- และคุณเชื่อว่า หากคุณต้องการจะเจอเขา คุณต้องมาที่นี่ -- จริงไหม”

ผมกวาดตามองโถงอันหรูหราที่ประดับไปด้วยโคมระย้าขนาดยักษ์ พรมสีแดงผืนยาว และบันไดที่ตกแต่งด้วยรูปปั้นหินอ่อนโบราณ

“ทุกคนที่อยู่ที่นี่ ต่างมาที่นี่ เพราะถูกคนของเขาเชิญมาที่นี่” ชายสูงวัยบอก “บัตรเชิญเพิ่งถูกส่งมาก่อนหน้านี้นี่เอง”

ผมกวาดตามองบรรดาผู้คนทั้งหลายในโถง ที่มีร่วมหลายสิบคน

พวกเขาคือคนสำคัญของเขาคนนั้น --

“โรงละครอันเก่าแก่” ผมพึมพัมออกมา “น่าแปลกใจที่เห็นบรรดาคนสำคัญของเขามาร่วมงานที่โรงละครอย่างพร้อมเพรียงกันขนาดนี้”

ชายสูงวัยพยักหน้า “มันน่าแปลกใจ --” เขาบอก “โดยเฉพาะเป็นการเชิญมาคืนปฐมทัศน์ละครเวทีเรื่องสุดท้าย ก่อนที่โรงละครจะปิดตัวลง -- ไม่ใช่การประชุมวิชาการใดๆ -- แต่กระนั้นแล้ว ผมก็ได้รับหน้าที่ดูแลพวกเขาจนกว่าการแสดงคืนพรุ่งนี้จะจบลง -- ป้องกันพวกเขาจากเหตุประท้วง หรือเหตุร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ --”

เหตุประท้วง หรือเหตุร้ายแรงงั้นหรือ -- ผมนึกถึงเหตุการณ์รุนแรงต่างๆที่เกิดขึ้นในเมืองขณะนี้ --

ชายสูงวัยพินิจมองผม ผ่านขอบแก้วบรั่นดีในมือ

“ผมรู้จักคุณไหม” เขาถาม

ผมส่ายหน้า

“คุณดูคุ้นตาสำหรับผม” เขาบอก จิบบรั่นดีช้าๆ “แน่ใจนะ ว่าคุณไม่ต้องการสักแก้ว”

ผมส่ายหน้าอีก

“มันน่าเสียดาย ถ้าคนอย่างคุณ -- ที่ยังหนุ่มแน่น และเต็มไปด้วยพลังงานแบบนี้ -- จะไม่เคยดื่มอะไรที่ดีขนาดนี้สักครั้งในชีวิต”

ผมมองดูเขาจรดเครื่องดื่มนั่นที่ริมฝีปาก --

เขาดื่มมันเข้าไปอึกใหญ่ แล้วหลับตาลง ดื่มด่ำไปกับรสชาติของบรั่นดีในโพรงปากของตนเอง ราวกับว่ากำลังลิ้มรสอะไรบางอย่างที่ดีเลิศที่สุดในชีวิตก็ไม่ปาน

“คุณสัมผัสรสชาตินั้นได้หรือ” ความสงสัยทำให้ผมถามคำถามนั้นออกมา

เขาไม่ได้ตอบ หากแต่ส่งยิ้มมาให้เล็กน้อย

เขาวางแก้วบรั่นดี คว้าซองบุหรี่ออกมาจากใต้เสื้อสูทตัวเนียบของตนเอง คาบมวนบุหรี่ไว้ที่ปลายริมฝีปาก แล้วจุดไฟ -- ค่อยๆสูบมันเข้าเต็มปอด ก่อนจะพ่นควันสีเทาออกมาอย่างช้าๆ “สักมวนไหม”

ผมปฏิเสธอีกครั้ง

“น่าเสียดาย” เขาพูดย้ำคำเดิม “คุณไม่ดื่ม และไม่สูบ -- คุณเพิ่งพลาดความรู้สึกดีๆแบบเรียบง่ายไป”

ผมไม่ได้ตอบเขา

“บางคนต้องเดินทางไปต่างเมือง ต้องผจญภัยในดินแดนต่างถิ่น ต้องได้ใช้เวลาร่วมกับคนแปลกหน้าเป็นวันๆ --” เขาพ่นควันสีเทาออกมา “ต้องเป็นผู้ให้ และเป็นผู้รับ -- ต้องเป็นผู้รัก และผู้ได้ถูกรัก -- ถึงจะค้นพบความรู้สึกดีๆที่ต้องการ -- ทั้งๆที่บรั่นดีชั้นดีหนึ่งแก้ว กับบุหรี่สักมวน อาจจะช่วยให้พวกเขาค้นพบความรู้สึกนั้นได้เร็วกว่าที่คิด และง่ายกว่าที่คาด --”

จากนั้นจึงวางไฟแช็กลงบนโต๊ะกระจก ออกแรงผลักมันมาทางผม

ผมเอื้อมมือรับไฟแช็กนั่นไว้ก่อนที่มันจะตกลงจากขอบโต๊ะ ขณะที่ได้ยินเขาพูดต่อไปว่า “เก็บไว้เสีย -- อย่างน้อยคุณก็อาจจะช่วยจุดไฟให้คนที่ต้องการมันได้สักมวน”

ผมลอบมองไปยังป้ายที่ติดอยู่หน้าประตูทางเข้าอาคารโรงแรม “ที่นี่ห้ามสูบบุหรี่”

ชายสูงวัยยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจนัก “แต่กฎเกณฑ์นั้นไม่มีผลต่อคนในโถงล็อบบี้นี้”

ผมกวาดตามองไปรอบๆตัว มองไปยังบรรดาผู้คนที่อยู่ในชุดหรูหราระยิบระยับเหล่านั้น

สุภาพสตรีต่างอยู่ในชุดกระโปรงที่ตัดเย็บด้วยเนื้อผ้าชั้นดี พากันนั่งพูดคุย หัวเราะคิกคักกันอยู่ตามเก้าอี้บุนวมราคาแพง ในขณะที่สุภาพบุรุษต่างนั่งอยู่ที่มุมพิเศษของห้องโถงโรงแรม ล้อมวงกันอยู่รอบโต๊ะกระจกขนาดใหญ่ และกระซิบสนทนากันอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังพูดคุยถึงเรื่องสำคัญบางอย่าง

“พวกเขาเป็นคนสำคัญ” เขาพูด โดยไม่หันไปมองคนรอบตัวเหล่านั้น “ผมหมายถึงทั้งสำหรับฝ่ายผม และอีกฝ่าย -- ผมถึงต้องดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี”

ผมมองร่างตรงหน้านิ่ง

“สำหรับความโกลาหลที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ ผมคิดว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณดูแลพวกเขาดีหรือไม่” ผมบอก “เราต่างรู้ดี ว่าเรื่องนี้เริ่มใหญ่โตและรุนแรงเกินกว่าที่เราจะควบคุมได้ -- ไม่มีใครควบคุมพวกเขาได้ -- พวกเขาไม่ได้ทำตามคำสั่งอย่างเดิมอีกต่อไปแล้ว --”

ร่างสูงนิ่งชะงักไปเมื่อผมพูดประโยคนั้นออกมา -- ดวงตาคู่นั้นจ้องมองมานิ่ง ราวกับประเมินผมอยู่ในใจ

“มีเหตุผลที่ทำให้ผมได้นั่งโต๊ะตัวนี้คนเดียวเป็นพิเศษ มาตลอดหลายปีนี้” เขาพูดขึ้นช้าๆ “พวกเขาที่คุณเห็นในที่แห่งนี้ ต่างเป็นบุคคลสำคัญ มีชื่อเสียงระดับโลก และร่ำรวยเงินทองมหาศาล -- แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้รับสิทธิพิเศษในการนั่งโต๊ะกระจกคนเดียวเช่นที่ผมมี” เขาพ่นควันสีเทาออกมา “คุณอยากรู้เหตุผลไหม ว่าเพราะอะไร”

ผมคิดว่าผมรู้คำตอบ

“คุณเป็นคนสำคัญกว่าพวกเขา” ผมละสายตาจากบรรดาสุภาพบุรุษเหล่านั้น กลับมายังชายตรงหน้าตนเอง “คุณคือเอ็ดมุนน์ คุณทำงานให้ผู้สร้างนิรนาม คนนั้นใช่ไหม”

เขาคือคนของคนคนนั้น

“ใช่” เอ็ดมุนน์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา “ผมทำงานให้เขาเท่านั้น --” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “และสิ่งที่ทำให้ผมสำคัญกว่าพวกเขานั้น เป็นเพราะผมสามารถควบคุมให้พวกเขาทำตามคำสั่งของผมได้ -- ผมจัดการให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนอย่างที่ควรจะเป็นได้ และนั่นทำให้ผมเป็นผมมาจนถึงทุกวันนี้”

ผมพยักหน้าช้าๆ “ถ้าอย่างนั้นคุณก็คงรู้ตัวดี ว่าผมพูดถูกต้องทุกอย่าง --” ผมตอบ “คุณรู้ว่าคุณเริ่มควบคุมทุกอย่างไม่ได้อย่างที่เคยเป็น”

เอ็ดมุนน์เลื่อนหนังสือพิมพ์ข้ามโต๊ะมาทางผม “คุณบอกว่าคุณรู้จักเขาใช่ไหม”

ผมหลุบตา มองข่าวหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งตรงหน้า

“เขาคือคนที่ตามหา และจับตัวได้ยาก -- ” ผมตอบ “เขาคือผู้สร้างเครือข่ายอยู่ในเงามืด”

เอ็ดมุนน์สูบควันบุหรี่เข้าปอดอีกเฮือกใหญ่ “ผมประทับใจที่คุณรู้ข้อมูลนี้” เขาเอนร่างพิงพนักเก้าอี้เล็กน้อย “ถ้าอย่างนั้นคุณคงรับรู้ถึงสถานการณ์รอบตัวเราขณะนี้ด้วย”

ผมพยักหน้า

เอ็ดมุนน์พยักหน้ารับ “ตอนนี้ทุกอย่างโกลาหล และวุ่นวาย -- ไร้ซึ่งการจัดระเบียบใดๆ” เขาบอก “มีแต่ระเบิด เปลวเพลิง และการกล่าวโทษกัน -- สังคมในตอนนี้ไม่มีกระบวนการยุติธรรมอีกต่อไป มีเพียงศาลเตี้ยเท่านั้น -- ผมเดาว่าคุณคงเห็นข่าวฆาตกรรมหมู่เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนแล้ว”

ผมนึกถึงข่าวที่เกิดการต่อสู้ปะทะกันของกลุ่มคนสองฝั่ง และจบลงที่การระเบิดริมถนน

“ความเกลียดชัง และการเอาตัวรอด กลายเป็นเหตุผลที่มากพอที่จะทำให้เราต่างฆ่ากันตายได้ทั้งสองฝ่าย” เอ็ดมุนน์ถอนหายใจออกมา “ผมคิดว่าคุณคงเห็นตรงกับผมในเรื่องนี้”

ผมไม่ได้ปฏิเสธ

“จุดจบของเรื่องนี้จะมีแต่เสียกับเสีย” ผมตอบ “สำหรับทุกๆฝ่าย -- ทั้งฝ่ายคุณ และฝ่ายเขา”

“ถ้าอย่างนั้นใครได้ประโยชน์กันหรือ” เอ็ดมุนน์ย้อนถาม มองผมผ่านควันสีเทาที่ลอยไปมา “คนที่อยู่ตรงกลาง ระหว่างฝ่ายผมและอีกฝ่าย อย่างคุณ อย่างงั้นหรือ”

ผมส่ายหน้า

“ผมไม่รู้” ผมตอบอย่างตรงไปตรงมา

เอ็ดมุนน์พ่นควันสีเทาออกมา “ไม่ นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะมีใครอยู่ตรงกลางได้ -- นี่เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่คนหนุ่มอย่างคุณจะเข้าใจ -- และซับซ้อนเกินกว่าที่จะถูกตัดสินด้วยความคิดฉาบฉวยจากเปลือกนอก” เขากระซิบ โน้มร่างมาเบื้องหน้าเล็กน้อย “นี่ไม่ใช่เรื่องของการอยู่ตรงกลาง สมานฉันท์ หรือเป็นมิตรสหายกัน -- นี่เป็นเรื่องการต่อสู้แห่งยุคใหม่นี้ -- ยุคที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลไปเกินขีดจำกัดเช่นในอดีต”

คราวนี้ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่