เจ้าป่า...เจ้าเขา

เพื่อนๆ ... เชื่อว่า ผีมีจริงไหม ?
ผมคนหนึ่งล่ะ ที่ไม่เชื่อ...จนกระทั่ง

ปลายปี พ.ศ. 2544

ก๊วนมอเตอร์ไซด์มือสมัครเล่นออกทริปครั้งแรก
ประกอบไปด้วย ผม...หัวหน้าก๊วน ขี่เจ้า Honda CBR 250 ซีซี สีดำ-แดง
ลูกก๊วน...ก็พวกเด็กหนุ่ม 3 คนที่เป็นพนักงานในบริษัทสายการบินด้วยกัน
รวมเป็น 4 คัน...4 คน
ออกเดินทางจากดอนเมืองมุ่งสู่ปลายทางที่เมืองกาญจนบุรี
เลยราชบุรีมาซักหน่อย ถนนก็ชักเริ่มว่างจากสิบล้อ

ลองบิดยาวๆ ดูเล่นๆ ซักหน่อยซิ...ปรู๊ด
เกจ์วัดความเร็วรถกระดิกไปชี้ที่ 140 กม. / ชม.
เหลือบมองกระจกข้างดูพวกลูกก๊วนทั้งหลาย
ก็ยังพอเห็นว่า ตามตูดมากันดีอยู่นะ

ยังไม่หมดปลอกดี...
ถ้าหมดปลอกเนี่ย จะไปได้ถึงเท่าไหร่กันน้า ?
บิดต่ออีก...

เข็มวัดรอบเครื่องยนต์เขยิบเข้าไปใกล้ย่านสีแดง
ความเร็วรถที่ทำได้ ...180 กม. / ชม.
ลากยาวเพลินไปนิด แหงะมองกระจกข้าง...ดู
อะจ๊าก...ลูกทีมหายไปไหนกันหมดล่ะวะ เนี่ย !!

จอดรถข้างทาง จุดบุหรี่สูบ...รอ
มาแล้วลูกทีมคันที่ 1 ...  
คันที่ 2 ก็ค่อยๆ ชะลอมาจอดรอด้วย ... 
บุหรี่หมดไปครึ่งตัว ไอ้คันสุดท้ายก็ยังไม่เห็นจะโผล่ !!
บอกให้เจ้าอี๊ด เด็กในทีมขับรถวนกลับไปดูซิ

รอต่ออีก เอ้า...บุหรี่หมดตัวพอดี
เจ้าอี๊ดขับนำหน้า อีกคันขับตามตูดมา
มัวไปทำอะไรอยู่ เพื่อนๆ เค้ารอ...เห็นมั้ย ? " ผมตวาดแว้ด

ดราม่าบังเกิด น้ำตาเอ่อไหลจากเบ้า
ผมก็อยากจะกวดตามพวกพี่ๆ อยู่หรอกนะ "
พูดไป ปาดน้ำตาไป แล้วก็เดินไปยังรถเจ้าอี๊ด

มัน : นี่...รถอะไรครับพี่ ?
ผม :  เอ๊า...ก็ Honda VFR 400 ซีซี ไง
มัน : กี่สูบ ?
ผม : 4 สูบ...จะถามทำไมกันเนี่ย !!

หยิ่งเสียด้วย...ไม่ตอบ
แล้วก็เดินปาดน้ำตาต่อไปที่มอเตอร์ไซด์เด็กในทีมอีกคน

มัน : แล้วคันนี้ล่ะ รถอะไรครับพี่ ?
ผม :  จะลองภูมิกันหรอ ก็ Suzuki GSX 250 ซีซี 4 สูบ...ไงวุ้ย

มัน : แล้วรถพี่ล่ะ ?
ผม : 4 สูบ Honda CBR 250 ซีซี...ถามทำไมหรอ ?

มัน : แต่ละคันบิ๊กไบค์ทั้งนั้น..ประทานโทษ พี่แหกตาดูกรูบ้างสิ ว่าขับรถอะไร ?

ผมค่อยๆ ชำเลืองไปทางจักรยานยนต์ Honda Nova S 105 ซีซี...ของมัน

 มัน : รถกะเทย ซีซีก็น้อย แถมสูบเดียวเนี่ยนะ ที่จะให้...กวดตาม

เออ...จริงของมัน !!

มัน : อีตอนชวน ก็บอกว่าจะรอๆ ขับไม่ค่อยเร็วหรอก...ฮือ ๆ

พี่ลืม...โทษ 2 ที (ขอโทษ ๆ)
น้ำตามันไหลอย่างกับเผาเต่า ร้องไห้ยังกับเด็ก

ถึงไทรโยคน้อย ผมพาพวกเด็กๆ ออฟโรด (ออกนอกเส้นทางหลัก)
เข้าไปตามทางดินฝุ่น ลืมไปเลยว่า...
รถมอเตอร์ไซด์ของพวกเราเป็นจำพวกเรซซิ่งสปอร์ต (Racing Sport Bikes)

หน้าหนาวก็จริง แต่กลางวัน...งี้ ให้ร้อนตับแทบแลบ
ผมขับนำหน้าก็ค่อยสบายตัวหน่อย
พวกขับตามมา ก็รับประทานฝุ่นเป็นอาหารว่างกันไป
จนมาถึงปากทางเข้าถ้ำสวรรค์วังบาดาล
จอด ล็อครถเรียงเสร็จกันเป็นตับ
ก็งัดไฟฉายออกมาคาดกันไว้ที่หน้าผาก

แดดให้ออกเปรี้ยง ดวงอาทิตย์ส่องกลางกะบาลแท้ๆ
ผมนำทางเข้าไปก่อนพวก แต่พอเข้าไปในถ้ำได้ไม่ถึง 5 นาที
ความมืดตึ๊ดตื๋ออย่างกับค่ำคืนที่ไร้จันทราก็เข้ามาแทนที่
พวกเด็กๆ ตื่นตาตื่นใจกันซะยกใหญ่
คุยกันเจี๊ยวจ๊าว เสียงงี้...ให้เล้ง

แรกๆ ปากถ้ำก็ดูโอ่โถงดีหรอกนะ มีรอยคนเดินให้พอเห็น
แต่พอเข้ามาซักพัก เริ่มต้องปีนป่ายก้อนหินกันบ้างแล้วล่ะ
เสียงคุยกันชักเริ่มสงบลงบ้าง เบาบางลงให้พอได้ยินอยู่
เสียงพรึ่บๆ ของค้างคาวที่บินเฉี่ยวหัว เล่นเอาผมถึงกับต้องผงะ
ผมเคยเข้ามาในถ้ำนี้ครั้งหนึ่งแล้ว แต่นานมาก
ลงไปเรื่อยๆ ข้างในถ้ำจะมีเวิ้งน้ำใสแจ๋วอยู่ ผมจำได้
ที่นั่นแหละมั้ง ถึงเป็นที่มาของท้ายชื่อถ้ำนี้ว่า...วังบาดาล

ไปตามรอยดินที่เห็นเป็นทางไปเรื่อยๆ ก็พบเข้ากับ
ท่อนไม้ผูกขวางกันเป็นรูปกากบาทขนาดใหญ่ขวางอยู่
เหมือนจะทำเป็นสัญลักษณ์ให้ผู้ที่ได้พบเห็นพึงสดับรับรู้ว่า
ผ่านตรงนี้ไปไม่ได้แล้วนะ มัน...อันตราย
ทางสุดอยู่แค่ตรงนี้แล้วแหละ หันหลังกลับไปซะ...พวก

ยังไม่หายมันเลย พี่..." เสียงเจ้าโนวาเอส
ใช่...ไหนล่ะวังบาดาล ไม่เห็นมีเลย.... " ไอ้ซูซูกิจีเอสเอกซ์เสริม

ผมก็เลยพาลุยต่อ มุดเจ้าท่อนไม้ที่ขวางทางอยู่นี่แหละ...เข้าไป
พาเดินเข้าไปได้เพียงไม่กี่เมตร รอยทางเดินกลับหายไปซะดื้อ ๆ
พวกเด็กๆ คงจะตระหนักกันได้แล้วว่า ทำไมเขาถึงนำไม้มาขวางกั้นไว้
ก็เหว...น่ะสิ ครับ

แต่ก็พอไต่ลงไปได้นะ มีเชือกเส้นออกเขื่องผูกทิ้งไว้ที่ปากเหว
ผมพาพวกเด็กๆ โรยตัวด้วยเชือกเส้นนั้นลงไปกันทีละคน
พอถึงข้างล่าง...ก็มีร่องรอยทางเดินปรากฏต่ออีก
เพดานถ้ำชักค่อยๆ เตี้ยลงไปเรื่อยๆ แล้ว
จากเดิน...เริ่มกลายเป็นคลาน
เตี้ยลงหนักเข้าไปกว่าเก่าอีก เมื่อคลานเข้าไปเรื่อยๆ
จากคลาน...จึงเปลี่ยนกิริยามาเป็นมุด
ผมพาพวกเด็กๆ มุดกันเข้าไปตามรู ตามช่องที่เห็นอยู่ตรงหน้า
ช่องเหล่านั้นก็ขนาดพอดีกับคนตัวไม่อ้วนอย่างพวกผมมุดกันเข้าไปได้
แต่อย่าเผลอเงยหัวขึ้นมาเลย เชียวนะ...
หินย้อย จ่อรอแทงกะบาลอยู่กันเป็นทิวแถว
แบบจ่อๆ เลย...ขอบอก ผมเองก็เผลอโดนเข้าไปหลายที

ขณะกำลังมุดลงไปตามทางลาดบนพื้นดินเหนียวที่เปียกแฉะ
จู่ๆ ผมก็รู้สึกตัวว่าเหมือนกำลังเล่นสไลด์เดอร์ลงมา
แต่ในสภาพคว่ำหน้า เอาศีรษะนำลงมาก่อนนะ
...ตู้ม...
ทะลุลงมาในเวิ้งน้ำกว้างๆ ไม่ลึกมาก ใต้ผิวน้ำนั้นเป็นทราย
เสียงตามๆ มากันอีกทีละตู้ม สองตู้ม สามตู้ม
เย้...สุดท้าย พวกเราก็ลงมาถึงวังบาดาลกันจนได้ เย้ ๆ
ยังดีนะ...ที่คอไม่หักกันเลยซักคน

มีหาดทรายให้อีกด้วย...
แสงไฟจากไฟฉายผมส่องกระทบกับผิวน้ำ
น้ำที่นี่ใสอย่างกับกระจกเชียว
แสงสว่างสะท้อนขึ้นไปบนเพดานต่ำๆ ของที่นี่อีกทีด้วย
ทำให้ภายในวังบาดาลนี้ สว่างมากยิ่งขึ้นเข้าไปอีก
ก็ชื่นชมกับบรรยากาศกันไป ใครใคร่เล่นน้ำ...เล่น
ใครใคร่นอนบนหาดทราย...นอน

ผมงัดบุหรี่ที่ห่อกันน้ำมาอย่างดีขึ้นมาเพื่อจะจุดดูด
แต่ทำไม...ไฟแช็กดูจะไม่ค่อยติดเลยวะ
แหงะหน้ามองไปทางเจ้าอี๊ดที่นั่งอยู่บนโขดหินกลางเวิ้งน้ำ
ก็พอดีเห็นร่างมันร่วงหล่นลงไปในน้ำอย่างกับนกเผลอหลับ
เสียงดัง ตู้ม...
ผมเริ่มรู้สึกตัวเองว่า ชักเริ่มหายใจถี่ๆ สั้นๆ อย่างไรพิกล
ไฟแช็กก็มีประกายไฟนะ แต่ไม่ยอมติดซักที
แว่บหนึ่งของความคิดผุดขึ้นมา หรือเป็นเพราะว่า...
อ๊อกซิเจนในบริเวณนี้ กำลังจะหมด !!

" พี่ๆ ...ไม่รู้ ใครผลักผม ? "

เจ้าอี๊ดโผล่หัวขึ้นมาจากน้ำได้ ตะโกนฟ้อง

ไอ้สองคนที่เหลือกำลังนั่งเล่นอยู่บนหาดส่องไฟมาที่ผม
ผมตะโกนบอกให้ทุกคนถอนตัวจากที่นี่โดยด่วน

" อ๊อกซิเจนกำลังหมด ๆ....หนี...หนี ...."

ผมแหวกน้ำจนไปถึงปากทางลงมาเป็นคนแรก
ให้พวกเด็กๆ เหยียบบ่า เหยียบหัว ปีนขึ้นไปในปล่องช่องทางที่ลื่นลงมา
คนสุดท้าย ยื่นมือลงมาฉุดตัวผมขึ้นไปอย่างทุลักทุเล
นี่ต้องตะกายเป็นตะกวดกันเลยสินะ กว่าจะหลุดพ้นช่องนั้นกันมาได้
ต่างคนพากันมุดกลับขึ้นมาทางเดิมอย่างวุ่นวาย
หินย้อยแทงกะบาล มีบาดแผลถลอก ปอกเปิกอย่างไม่รู้ตัว
ไต่เชือกกันขึ้นมาจากเหวได้ ผมเริ่มหายใจเป็นปรกติ
ก้มหน้าก้มตารีบเดินกลับมาตามทางโดยมีผมรั้งท้าย
แบบไม่พูดจากันเลย...ซักคำ
แล้ว...ก็มาถึงปากถ้ำจนได้ สว่างแจ้งจางปาง

" เอ้า...เฮ้ย ฝนตกมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันวะเนี่ย ? "

ทางดินฝุ่นเมื่อตอนขาเข้ามา
บัดนี้...ได้กลายเป็นทางดินโคลนเหลวๆ

ตรงไปสำรวจ สิ่งของและอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่บนรถ
ไม่มีสิ่งใดหาย แต่...ทุกอย่างเปียกฝนหมด
หมวกกันน็อค...เปียก
ถุงมือ...เปียก
ชุดเซฟตี้สูท...เปียก
แม้แต่เสื้อผ้าที่เราใส่อยู่กันในตอนนี้ ก็เปียกไปหมดทุกตัวตน
ลูกหมาตกน้ำดีๆ...ทุกคน ก็ว่าได้

" ไหนพี่บอก มาหน้าหนาว...ฝนไม่ตก ไง ? "

นั่นสิ ผมเองก็งงๆ ไม่รู้จะตอบมันไปว่ากระไรดี
เปลี่ยนเรื่องดีกว่า เพื่อที่จะเป็นการแก้เกี้ยว

" ไง...อี๊ด นั่งเป็นนกหลับ จนร่วงตกน้ำเลยหรือ ฮ่าๆ "

" ไม่...นะพี่ ไม่รู้ใครผลัก คอแทบเคล็ด !! " มันปฏิเสธเสียงแข็ง

ผมขับนำหน้า ลุยฝ่าทะเลโคลนมาได้ไม่ถึง 10 เมตร
ก็บังคับรถให้ไปตามทางไม่ไหว มันลื่นไถลไปหมด
ยางมอเตอร์ไซด์พวกเรซซิ่งสปอร์ตนี้ จะไม่ค่อยมีดอกยางหรอก
โล้นๆ ได้ยิ่งดี เพื่อให้มีการยึดเกาะกับพื้นผิวถนนมากที่สุด
มีร่องรีดน้ำให้ออกจากหน้ายางอยู่บ้าง ก็แค่นิดหน่อย

แต่สภาพภูมิประเทศที่ผมกำลังประสบอยู่นี้
ไม่ใช่...น้ำสิ แต่เป็นดินโคลนเหลวเป๋ว
แล้วก็ไม่ใช่ถนนราดยางมะตอยหรือเทคอนกรีตเสียด้วย
แต่เป็นถนนดิน ทางคนเดิน...

พวกบิ๊กไบค์ที่ขับตามมา ก็ไม่แตกต่างจากผม
ล้มคะมำ เค้เก้กันไปถ้วนหน้า เหมือนมีใครคอยผลัก
ผมลองจูงรถเดินดู ก็ล้มอีก มันลื่นได้ใจจริงๆ
แค่จะประคองรถให้ตั้งขึ้นมา ก็ล้มอีก
สู้ขับไปเหมือนเดิมดีกว่า ถึงจะเซซ้ายที ขวาที
ก็ยังพอเก็บระยะทางไปได้เรื่อยๆ
แต่ละคน ไม่สามารถแชร์ความช่วยเหลือไปให้แก่กันได้เลย
จากที่หัวเราะ ขำกัน ในตอนที่ล้มทีแรก
นี่ก็จวนจะพ้นถนนดินโคลนนั่นแล้ว
ไม่ยักกะได้ยินเสียงหัวเราะจากปากผู้ใดอีกเลย...

กว่าจะฝ่าเส้นทางหฤโหด สมรภูมิทะเลโคลนออกมาได้
ก็เล่นทำเอารถผมถึงกับเดี้ยง กระบอกสูบลูกหนึ่งไม่มีการจุดระเบิด
เหลือแค่ 3 สูบที่ยังร้อนตอนเอามือไปอังๆ จับๆ เช็คดูที่คอท่อไอเสีย
เครื่องยนต์กำลังตกจนแทบจะวิ่งไม่ออก เร่งก็แทบจะไม่ขึ้น
จากที่เคยวิ่งฉิว ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นเต่าคลาน

เราล้างรถกันในแอ่งน้ำข้างทาง

Honda VFR 400 ซีซี นั่นก็หนัก ... กระจกมองข้างทั้งซ้ายและขวาหัก
Suzuki GSX 250 ซีซี ก็ใช่ย่อย...คลัชท์ไหม้จนกลิ่นออกโชย
มีรอดสันดอนอยู่คันเดียว...
Honda Nova S 105 ซีซี อีรถกะเทย

แล้วใครกัน...ที่ผลักเจ้าอี๊ด ?
แล้วฝน...หลงมาได้ยังไง ?
แล้วทำไม...Honda Nova S ถึงไม่เป็นอะไรกับเขาเลย ?

เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นประเด็นที่พวกเราถกกันตอนกำลังล้างรถ
ที่น่าสงสัยอีกประการหนึ่ง ก็คือ...
ในขณะที่พวกผมกำลังทำแผลจากชุด First Aid Kit กันนั้น
ปรากฏว่า ทั้ง 3 คนที่ขับ 4 สูบได้แผลกันหมด
ไม่เลือดอาบหัว เพราะโดนหินย้อยทิ่มแทง
ก็ถลอกปอกเปิกตามข้อศอก แขน ขา อันเนื่องมาจากรถล้ม
แต่มีเพียงเขาคนนั้นที่ขับ...สูบเดียว
กลับดันไม่มีแผลอะไรดั่งใครเขา

เจ้าของรถกะเทย Honda Nova S 105 ซีซี สูบเดียว
กระแอมกระไอ อะแฮ่ม ๆ อย่างกวนบาทาและฝ่าเท้า
คงคิดว่าโล่งคอดีแล้วมั้ง จึงค่อยๆ คลายปม เฉลย...

"ผมเข้าถ้ำทีหลังพวกพี่...ก็จริง
แต่ก็ไม่ลืมที่จะยกมือไหว้ขอขมา...เจ้าป่าเจ้าเขา

ที่พวกพี่ๆ โดน ผมว่า...ก็สมควรอยู่หรอก "

มันทิ้งช่วงนิดนึง ดูเหมือนจะยังพูดไม่ค่อยสะเด็ดน้ำดี
ต้องเป็นจุดไคลแม็กซ์ของเรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงแน่ๆ
พวกผม...พากันเงี่ยหูฟังด้วยใจอันระทึก

" ขับรถกัน...ก็ดันไม่รอกรู ด้วย !! "
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่