นิยายเบาสมอง : Mikaza ไอ้บ้าเอ๊ย! ( 62 : ยั่วประสาท )

กระทู้สนทนา
ศุภรักษ์สวมปอกแขนกัปตันทีมเดินองอาจไปกลางสนาม  ออร่าความขาวสะอาดภายใต้ชุดฟุตบอลสีขาว-แดง  เรียกเสียงกรี๊ดจนแสบแก้วหูอย่างไม่ขาดสาย
             กรรมการชุดดำยืนคอยตัวแทนทั้งสองโรงเรียน  อยู่ด้านหน้าศาลาปรัมพิธีเพื่อให้ช่วยเป็นสักขีพยาน  เพื่อแสดงความโปร่งใสไม่ได้ลำเอียงเข้าข้างใคร   ชนาสินทร์กัปตันทีมม่วง-ขาวเดินตามมาในเวลาไล่เลียกัน  ใบหน้าเหยียดยิ้มประกายตาร้ายกาจฉายแววสบประมาทมองมาที่กอล์ฟ  จนคนที่ไม่เคยยอมใครคิ้วเต้นกระตุกขึ้น
            ทั้งคู่ถือธงผ้าแขวนขนาดเล็กมีตราประจำโรงเรียนพร้อมระบุชื่อ  'ทีมฟุตบอลชายรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี'  อยู่ด้านใต้  ขณะยื่นแลกธงกันรอให้ตากล้องประจำโรงเรียนถ่ายรูปบันทึกภาพ  ก็ไม่วายต้องจับมือแสดงความเป็นมิตรต่อกัน
            คนต้องการยั่วประสาท  ออกแรงบีบคั้นมือกอล์ฟไว้แน่น  กะทดสอบเรี่ยวแรงกึ่งข่มขู่คู่ต่อสู้ไปในตัว  และที่สำคัญสิ่งที่ตัวจี๊ดเยาวชนทีมชาติคนนี้ต้องการสื่อคือ  'ปีนี้พวกไม่รอดแน่'
            กัปตันทีมเบอร์สิบ  ผ่านการฝึกกล้ามเนื้อมามาก  เขารู้สึกแปลกใจที่ชนาสินทร์แม้ตัวเล็ก  สูงไม่ถึงร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร  ร่างกายไม่ได้มีกล้ามเนื้อใหญ่โตอะไรมาก  หากแต่แรงบีบเค้นในครั้งนี้  สร้างความเจ็บปวดอยู่ไม่น้อย  กอล์ฟเห็นไม่ได้ที  จึงออกแรงต้านคืนพร้อมกับเก็บสีหน้าให้เป็นปกติ  แถมยิ้มกวนใส่คืนเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไรเลย
            "อย่านึกว่ากูตัวเล็ก  แล้วจะมีแรงไม่เท่าพวกที่ตัวใหญ่ ๆ นะ"  ชนาสินทร์แค่นเสียงต่ำในลำคอคล้ายคำรามใส่  แต่ได้แหงนหน้ามองคนตัวสูงกว่าพร้อมแสยะยิ้มแยกเขี้ยวกวนประสาทต่อ  
            ส่วนร่างสูงขาวร้อยแปดสิบกว่า  หัวเราะเฮอะ  "นี่เรียกว่าบีบแล้วเหรอ  นึกว่ากำลังเดินจูงมือกับหลานชายที่บ้าน"  แต่ความจริงรู้สึกปวดตุบ ๆ ที่อุ้งมือเป็นระลอก เหงื่อเย็นเริ่มซึมออกหน้าผาก
            กรรมการอยู่ตรงกลางระหว่างสองคน  เห็นไฟหนุ่มร้อนแรงกำลังประทุกัน  "เอาละ  หนุ่ม ๆ เลือดร้อนกันจริง  หนักได้  แต่ต้องอยู่ในเกมกีฬา  ศุภรักษ์ทีมแชมป์เก่าให้เลือกก่อน หัวหรือก้อย"
            ทั้งคู่จึงยอมคล้ายมือออก
            "หัวครับ"
            "ส่วนเธอเป็นก้อยนะ"
            "ครับ"  ชนาสินทร์รับคำแบบเซง ๆ เพราะในทางความเชื่อและโชคลาง  หัวหมายถึงที่หนึ่งอยู่อันดับต้น  ก้อยหมายถึงส่วนท้ายหรือด้านล่าง  เรื่องนี้จึงชวนทำให้เขาหัวเสียไปดอกหนึ่ง
            เพื่อความยุติธรรม  ผู้ตัดสินจึงดีดเหรียญขึ้นฟ้าให้ตกลงพื้นหญ้า  ทั้งสามคนก้มดูเหรียญที่แน่นิ่งอยู่ด้านล่าง  ผลออกมาเป็น 'หัว'  ทำให้กอล์ฟรู้สึกดีใจขึ้นมา  เหมือนโชคชะตายังมีใจให้กับเขา  อย่างน้อยก็เสี่ยงทายชนะเป็นนิมิตรหมายที่ดี  กอล์ฟคิด
            ทีมโรงเรียนขวัญเฉลิม  จึงเลือกเป็นฝ่ายเขี่ยลูกเล่นก่อน  ส่วนทีมคู่แข่งยังต้องการป่วนทีมคู่ต่อสู้ต่อ  โดยขอย้ายฝั่งเตะเพื่อสร้างความรำคาญใจให้หัวเสีย
            หลังเดินกลับไปยังซุ้ม  
“เห้ย!!  ย้ายซุ้ม  ประสาท-  กวนแค่นี้มันก็เอา”  กอล์ฟบอกเสียงดังให้คนในทีมเก็บของ 
ขณะนักฟุตบอลและทีมงานเดินสวนกันที่ข้างสนาม  มีประสานตากันกับคู่แข่งอยู่เนือง ๆ
            โดยเฉพาะโค้ชทั้งสองทีม  ที่กำลังเดินถึงกัน
            "ไง  ตัวเล็ก  ปีนี้เด็กไม่มาเหรอ"  โค้ชธีรเทพกล่าวสัพยอกในเชิงข่ม  คำเรียกขานว่า 'ตัวเล็ก' เวลาเจอหน้ากันบ่อย ๆ  ในเจลีค  อีกทั้งสมัยนั้นทีมของโค้ชทีมม่วง-ขาวอยู่ลำดับที่ดีกว่าทุกปี
            คนได้ยินกัดฟันกรอบแน่น  หยุดเดินเหมือนโดนรถชนดังตึง  มองหน้าคนหาเรื่อง ประกายตากลับมาดุดันอีกครั้ง  "กูต่อให้เว้ย  เด็กมีดีก็มาเอาไป  แล้วอย่ามาอ้างว่าไม่สมศักดิ์ศรี"
            นักกีฬาที่กำลังเดินสวนกัน  ต่างรู้ถึงความแค้นส่วนตัวของคู่นี้กันดี  จึงได้แต่มองแล้วเดินต่อ  ปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่เขาข่มกันไป
            "จำนัดเยอรมันกับบราซิลได้ไหม"  โค้ชธีรเทพพูดเปรยๆ ต่อ  รู้ความหมายกันสองคน  ว่าทีมโรงเรียนขวัญเฉลิมมีการเล่นร้ายกาจคล้ายกับทีมชาติบราซิล  ส่วนทีมของโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคมเปรียบดังทีมชาติเยอรมันที่แข็งแกร่งไร้ที่ติ  และที่สำคัญในนัดนั้น  บราซิลแพ้ยับเยินด้วยสกอร์เจ็ดต่อหนึ่ง  คำพูดนี้จึงสื่อความหมาย  จะทำให้ทีมโค้ชจังซี่ แดง  เละเป็นโจ้กต้องอับอายถึงที่สุด
            คนถูกกระตุ้นต่อมระเบิด  เก็บอารมณ์ไว้  กลั้วหัวเราะลั่นจนคนรอบข้างมอง  "ถ้าคิดว่าทำได้ก็ทำ  ดูกันที่ผลงานในสนาม  อย่าเจี้ยวจ้าวเป็นเสียงนกเสียงกาแถวนี้"  ว่าเสร็จ  หันหลังกลับ  เดินยิ้มรักษาภาพลักษณ์ให้ผู้คนที่กำลังจ้องมองเห็นว่า  เป็นการทักทายประสาสหายแค้นเก่า
            เมื่อเดินมาถึงซุ้มม้านั่งสำรอง  โค้ชหุ่นกะทัดรัดจึงเรียกรวมเพื่อประชุมแผนการเล่นก่อนเริ่มเกม
            "ศุภรักษ์  ครั้งนี้ครูเชื่อนาย  หวังว่าสิ่งที่นายพูดไว้มันจะเป็นจริง  เพราะนอกจากวิธีนี้แล้ว  มันก็คงไม่มีวิธีอื่นที่จะยังยั้งความบ้าคลั่งกระหายถ้วยของพวกนั้นได้"
            ทุกสายตามองมาที่กอล์ฟ  นักเตะเบอร์สิบเผยยิ้มนิด ๆ อย่างมั่นใจ  ใบหน้าที่แน่วแน่มั่นใจของเขา  ช่วยคลายความกังวลสร้างขวัญกำลังใจให้แก่คนในทีมได้หลายส่วน  
 
 
ผู้คนคราคร่ำรอบสนามแข่งปอมปอมเชียร์  เตรียมลุ้นเตรียมเชียร์  การแข่งขันที่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า  นักกีฬาทั้งสองโรงเรียน  กำลังล้อมวงกระชับเข้าหากันเป็นวงกลมเพื่อรวบรวมขวัญกำลังใจก่อนลงสนาม
            หากอยากชื่นชมความงาม  คงมีไม่กี่ช่วงเวลาและต้องเว้นระยะห่างไว้พอสมควรในการชำเลืองมอง  ตรีรัตนา  และปลายนภา เพราะในยามปกตินั้น  หากสองสาวงามลึกล้ำเข้ามาใกล้ผู้อยากเชยชม  ชายทั่วไปแค่ลอบสบตาไหนเลยจะกล้า  
หากแต่เวลานี้ไม่ใช่อย่างนั้นเลย  ทุกคนกลับลืมโอกาสนั้น ละสายตาไปยังสาวงามทีมโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคมเสียส่วนใหญ่  เพราะมีดรุณีสี่ห้านางที่มีเรือนร่างดั่งมนต์ขลังไม่ได้ด้อยไปกว่าสองคนนี้เลย
            คะแนนนิยมเหมือนจะเทไปฝั่งทีมม่วง-ขาวอย่างชัดเจน  ตอนนี้นักกีฬาทีมขาว-แดงต้องเรียกเค้นปลุกพลังให้แก่คนในทีมให้ได้ก่อน  จะมามั่ววอกแวกคิดเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องไม่ได้  ปลายนภาจึงกล่าว  "หน้าที่หัวหน้าทีมยังเหมือนเดิมคือ ฟาง  ดังนั้น  ฟางเธอกล่าวอะไรกับเพื่อน ๆ หน่อย"
            ฐิติณันท์ เวลานี้ใส่คอนแทคเลนเพื่อไม่ให้เกะกะเวลาอยู่ในช่วงตอนแข่ง  อีกทั้งแต่งหน้าเล็กน้อย  จนน่ารักขึ้นมา  สบตาเพื่อนรักที่มาจากนครสวรรค์ด้วยกัน  แล้วมองดวงตาทุกคนที่ออล้อมกันอยู่ขณะนี้  "อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด  เมื่อวานเดียร์เข้าโรงพยาบาลไปแล้ว  ตอนนี้คงกำลังนอนดูไลฟ์สดพวกเราอยู่  พวกเราก็ซ้อมกันมาหนัก  ถึงเวลาใช้งานสิ่งที่พวกเราฝึกกันมาเป็นปี ๆ..."  พูดถึงตอนนี้หันไปมองหน้าตรีรัตนา
            "ตรี  ที่ผ่านมาฉันขอโทษนะ  ฉันเห็นตรีตั้งใจและเต็มที่เพื่อพวกเรามามาก  ตอนนั้นฉันแยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องทีมไม่ออก  ที่พูดมาทั้งหมดนี้  ไม่อยากให้เธอกดดัน  หากผลออกมาเป็นยังไง  ก็ให้ถือสะว่าพวกเราทำดีที่สุดแล้ว  สิ่งสำคัญอยากให้ทุกคนสนุกสุดเหวี่ยงกับวันนี้ ..."  หัวหน้าทีมร่างเล็ก  ยื่นมือมากลางวง  ประสานตากับตรีรัตนาระบายยิ้มออกมาจริงใจแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  นั้นหมายถึงขอเป็นเพื่อนที่ดีกับเธอนับจากนี้
            ตรีรัตนาจากหน้าตาเคร่งเครียดจากเรื่องฟุตบอลที่แว่วเข้ามาในหัวแปรเปลี่ยนคลี่คลายลง  กำลังใจจากคนที่เธอไม่นึกว่าจะได้กลับมอบให้เธอเป็นคนแรก  เธอจึงพยักหน้ายิ้มกว้างจากใจ  ดวงตาสดใสส่องประกายยินดีตอบรับ  
พอเพื่อนร่วมวงเห็นรอยยิ้มอ่อนหวานดั่งดอกไม้ผลิบานก็พลอยสดชื่นตามไปด้วย  เรียวมือขาวจึงยื่นมือวางบนฝามือของฟาง  ปลายนภาแอบน้ำตารื้นขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื้นตัน  ยื่นไปทับหลังมือตามเป็นคนที่สอง  แล้วเพื่อนที่เหลือก็วางมือตามกันจนครบ  วงล้อมจึงย่อย่นกระชับเข้าหาแนบชิดตัวติดกันเบียดเสียดอย่างอบอุ่น
             ฐิตินันท์จึงตะเบ็งเสียงขึ้นอย่างกังวานเข้มแข็ง
            "พวกเราทีมขวัญฟ้าหน้าเด้ง  สวยมั้ย!"
            "สวย!!"
            "สวยมั้ย"
            "สวย!!"
            "ดัง ๆ อีกทีสิ"
            "สวยมากค่า!!..."
            เป็นการปลุกใจที่  ทั้งสนุกทั้งมีพลังและอบอุ่นใจมากในครั้งนี้  สมาชิกปอมปอมเชียร์ยี่สิบสี่คนใบหน้าสดชื่นแจ่มใส  สามารถปลดล็อกความเครียดที่แบกกันไว้อยู่หลายวัน  จากนั้นเดินแยกย้ายกันไปสลัดชุดวอร์มออกเพราะได้ลงแข่งก่อนเป็นทีมแรก  ด้วยฐานะแชมป์เก่า
            พอตรีรัตนา  ปลายนภาถอดชุดคลุมและกางเกงวอร์มออก  เผยผิวพรรณขาวราวดอกมะลิและเรือนร่างแช่มช้อยโค้งเว้าให้ผู้ชมรอบด้านได้เห็น  สร้างเสียงแตกตื่นฮือขึ้นดั่งที่เคยเป็น  บางคนถึงกับใจบางไม่กล้ามองความงามเลื่อมล้ำนั้น  หลายรายที่ยังพอมีสติหยิบโทรศัพท์รีบบันทึกภาพ
             นักกีฬาทุกประเภทในโรงเรียนรวมทั้งกองเชียร์  รอสัญญาณผลุระเบิดดังขึ้นเพียงเท่านั้น  
นายกเทศมนตรีเมืองพิษณุโลกอยู่บนศาลาปรัมพิธี  ขึ้นกล่าวเปิดพิธีการแข่งขันอย่างเป็นทางการอยู่ไม่กี่ประโยค  พอกล่าวเสร็จ  พยักหน้าให้สัญญาณคนจุดพลุ
            "ตูม!!! ตูม!!! ตูม!!!"
            การแข่งนัดชิงชนะเลิศเริ่มขึ้นแล้ว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่