แมวของฉันตาย และฉันทำใจไม่ได้ ควรทำไงดี

กระทู้คำถาม
สวัสดีชาวพันทิปทุกคนนะคะ กระทู้ที่เราตั้งนี้มันเกิดจากความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ให้แมวที่พึ่งตายของเรา ถ้าใครรำคาญจะกดออกก็ได้ค่ะ
     เราเป็นคนขี้สงสารค่ะ ไม่ใช่คนรักสัตว์แบบสุดโต่งนะคะ แต่จะรู้สึกสงสารถ้ามันกำลังลำบาก และด้วยความนิสัยเสียข้อนี้ของเรา เลยทำให้เราทำใจมองชีวิตอะไรบางอย่างต้องตายไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้   
     เราเลี้ยงแมวในบ้านไว้หลายตัวมาก ทุกตัวเป็นแมวจรหมด แต่จะถูกเก็บมาในกรณีที่ยังเป็นเด็กและกำพร้า เพราะถือว่าทิ้งไว้ต้องตายแน่ๆค่ะ ถ้าเป็นสัตว์ที่โตแล้ว ดูแลตัวเองได้เราจะไม่เก็บมาค่ะปล่อยเขาไปสู่โลกกว้าง มีอิสรภาพตามใจเขาดีกว่า
     ปัจจุบันเราเลี้ยงแมวไว้ในบ้าน 6 ตัว แต่แล้วมันก็มีปัญหาในตัวที่ 4 อายุน้อยที่สุด น้องชื่อ อาเซียง ค่ะ ได้เขามาหลังคุณพ่อเสียไป 1 เดือน (เราเป็นคนโสดชีวิตและความรักเรามอบให้คนในครอบครัวกับสัตว์เลี้ยงค่ะ) พอคุณพ่อไม่อยู่เราก็ร้องไห้ทุกวัน เสียใจตลอดเวลา จนกระทั่งหัวหน้ามาถามว่าอยากเลี้ยงแมวมั้ย คนรู้จักของหัวหน้าเขาเก็บได้แต่วันต่อมาน้องแมวก็ถูกหมาที่บ้านหลังนั้นกัดตายค่ะ เราก็เศร้าขึ้นมาทันทีเพราะถ้าเราตอบตกลงเร็วกว่านี้น้องคงไม่ตาย วันเดียวกันตอนเย็นหัวหน้าก็โทรมาบอกว่าเอามั้ย มันมีอีกตัวมาที่เก่าเวลาเดิมเลย ตอนนั้นเราเลยรีบตกลงค่ะ ก็คิดว่าจะเลี้ยงให้เหมือนตัวอื่นที่ผ่านๆมา แต่กลายเป็นว่าเซียงมาตอนยังเล็กมากๆ เหมือนพึ่งลืมตาได้แค่ 2 อาทิตย์เองค่ะ ตัวเล็กไปทุกส่วนแต่อ้วนและหนักมือดีค่ะ เราตกหลุมรักน้องตั้งแต่ครั้งแรกที่เปิดตะกร้าออกมาดูเลยค่ะ ตัวสีส้มลายแบบแมวสลิด แต่หน้าขาว จมูกชมพู ปุ่มมือสีชมพูหมดเลย ใส่ถุงเท้าขาว เป็นแมวที่เรามองแล้วชอบมากๆ เราเลี้ยงแมวมาหลายตัวค่ะ แต่ทุกตัวมาโดยที่เราไม่ได้อยากรับมาเลี้ยง เป็นเพราะเราสงสารเลยเก็บมาและเลี้ยงดูให้ความรัก อาหาร แต่เซียงพิเศษกว่าเพราะเราอยากเลี้ยงค่ะ เราสัญญาว่าจะเลี้ยงน้องให้ดีและโตแข็งแรงเนื่องจากน้องเด็กมากๆ เราเลยต้องเลี้ยงในห้องนอนให้โตก่อนค่ะ ว่าพอโตแล้วจะปล่อยไปเล่นกับพี่ๆ ในตอนที่เลี้ยงเซียงก็มีเหตุการณ์ตอนเขาเริ่มหัดกินนมเองว่ากินเยอะเกินไป จนอ้วก ท้องเสีย อาการคือจะไม่รอด ต้องพาไปหาคลีนิค 24 ชม.ที่อยู่ในเมืองใช้ระยะเวลาขับ 1 ชม. นึกว่าจะเสียเขาไปแล้ว และเราก็โทษตัวเองเลยความสะเพร่าที่ให้น้องกินนมแล้วเขาไม่ยอมหยุดกิน แต่ตอนนั้นก็รอดมาได้ราวกับปาฏิหาริย์เลยค่ะ เราเลยยิ่งห่วงเขามากๆ พอเลี้ยงเซียงได้ประมาณ 1-2 เดือนก็มีลูกแมวจรใหม่เข้ามาในบ้านอีก 2 ตัวค่ะ มาจากเพื่อนบ้าน เขากลัวโดนรถชนเลยบอกให้เราเก็บมาเลี้ยง เราก็เอามาเลี้ยงไปพลางประกาศหาคนเลี้ยงไปพลาง แต่ถือว่าน้องโตแล้วระดับหนึ่ง เลยไม่ได้คิดอะไรมากค่ะและเลี้ยงแบบที่ไม่ได้ใส่ใจมากเกินไปเหมือนตัวอื่นๆค่ะ
     เราเลี้ยงเซียงออกมาได้ดีมากค่ะ แข็งแรง ขนสวย สมบูรณ์ เป็นเด็กร่าเริง เขาจะมารับเราที่หน้าประตูห้องนอนทุกวันค่ะ และมาชะโงกดูเราที่ช่องหน้าต่างก่อนเข้าประตูตลอด แต่เราสะเพร่าบวกกับเป็นบุคลากรในโรงพยาบาล ที่โควิดกำลังระบาดหนักหน่วงมาก เหนื่อยมาก นอนไม่เป็นเวลา สะดุ้งตื่นตอนกลางดึก จนเมื่อเดือนที่แล้วเราถึงขีดสุดของทุกอย่างแล้วป่วยเป็นเครียดลงกระเพาะอาหารค่ะ อาเจียน กินไม่ได้ เวียนหัว จนทำงานแล้วผิดพลาดบ่อยทั้งๆที่ปกติจะเป็นคนทำงานไม่ผิดเลย แต่ทุกวันที่กลับมาจะมีเซียงคอยนอนและอยู่เคียงข้างจนเราสบายใจค่ะ
จนกระทั่งวันที่ 29 ต.ค. 2564 เซียงโตเป็นแมวหนุ่มอายุราวๆ 6-7 เดือนค่ะ เราเห็นน้องเหงาที่ได้เห็นพี่ๆเล่นกันข้างนอกและเขารอเราได้แค่เวลากลับบ้าน เราเลยเริ่มปล่อยเขาออกมาวิ่งเล่นข้างนอกตรงโถงบ้านค่ะ วันนั้นน้องออกไปเราไปกินข้าวกลับมาเจอน้องกำลังเคี้ยวแมลงสาบ เลยตีให้คายออก หลังจากวันนั้นสามวันน้องก็เริ่มกินข้าวน้อยลงค่ะ
   วันที่ 1 พ.ย. 2564 เราพาน้องไปหาหมอที่คลีนิคใกล้บ้านที่ดูดีสุดในบรรดาคลีนิคตั้งแต่สถานที่ อุปกรณ์ หมอ เขาตรวจช่องปากแล้วพบว่าน้องเป็นแผลในช่องปากกับเหงือกบวม เลยฉีดยาบางอย่างและให้น้ำเกลือค่ะ พอกลับมาเขาก็มีกินข้าวบ้างแต่กินอาหารที่เป็นซุปข้นราคา 99 บาทของโรยัลคานินค่ะ
   วันที่ 2 พ.ย. เราก็พามาหาหมอตามนัดค่ะ หมอก็จับฉีดยา ให้น้ำเกลืออีก แล้วก็บอกว่าทำไมไม่กินข้าว กลับมาเราก็เทอาหารซุปให้ค่ะ มากินหมดนะคะแต่ใช้เวลานิดนึง
   วันที่ 3 พ.ย. เราพามาหาหมออีกครั้งค่ะ หมอบอกดีขึ้นแล้วล่ะ เดี๋ยวเอายาก้างปลากลับไปกินก่อนอาหาร เราก็ดีใจว่าโอเค ดีจังนะ จะหายแล้ว พอกลับมาเทซุปเขาก็กินค่ะ ตลอดเวลาที่รักษา เขาไม่ซึมมากเท่าไหร่ เล่นก็เล่นด้วย กินได้ถึงจะกินน้อยลง แต่โดยรวมคือดูดีค่ะ
    วันที่ 4-5 พ.ย. เรากลับมาป้อนยาฆ่าเชื้อและเทอาหาร แต่ตัวอาหารซุปหมดเลยให้พี่ชายซื้ออาหารเปียกปกติมาค่ะ ปรากฏว่าเซียงไม่กินค่ะ เราเลยไปซื้อซุปแบบเดิมมาให้ตอนบ่ายค่ะ แต่ทีนี้พอเทแล้ว น้องไม่แตะอาหารเลย จนผ่านมา 1 วันเราเลยว่าแปลกต้องไปหาหมอ
   วันที่ 7 พ.ย. เราพาน้องกลับไปหาหมอค่ะ หมอบอก มีหนองในปากล่ะ เดี๋ยวฉีดยาและให้น้ำเกลือเนอะ เราก็โอเค พอกลับมาเขาก็เริ่มซึมๆ มาเล่นบ้างนิดๆหน่อยๆ แต่อาหารไม่กินเลย นอนอย่างเดียว แล้วเรามาสังเกตุทีหลังว่าเขาอ้วกมานิดนึงค่ะ
   วันที่ 8 พ.ย. เรามาตามนัด หมอตรวจช่องปากบอกจะหายแล้ว ฉีดยาเพิ่มภูมิคุ้มกันและให้น้ำเกลืออีก พอกลับมาบ้านเราก็พยายามป้อนแมวเลีย เขาก็ไม่กิน พยายามเทอาหาร เขาก็ไม่กิน เปลี่ยนอาหารให้สามเวลา 
วันที่ 9 พ.ย. เหมือนเมื่อวานเลยค่ะแต่วันนี้ที่คลีนิคทาสีใหม่เหม็นทินเนอร์มากๆ เราห่วงแมวมากเพราะรอคิวนาน พอเขาไปหมอก็จับฉีดยาอีกครั้ง ให้น้ำเกลืออีก และบอกให้เราฟีดอาหารด้วย เราบอกป้อนได้ใช่มั้ย เขาบอกป้อนได้ค่ะ บังคับน้องกิน แล้วเขาก็เอาขนมแมวเลียผสมน้ำฉีดใส่ปากให้น้องไปสองสลิงค์ค่ะ เรากลับมา น้องอ้วกค่ะ เราเลยตกใจรีบถามมหมอในไลน์ว่าน้องอ้วก แถมรอบนี้ดูแย่มาก เขาบอกน้องอาจจะท้องว่าง เราเลยรอพี่ชายกลับจากเวรมาช่วยฟีดอาหารค่ะ เซียงอ้วกไม่หยุดประมาณ 3 ครั้งได้และอ้วกเยอะมาก เราสงสารน้องมากแต่ไม่รู้จะทำไงดี พอตอนดึกพี่ชายกลับมาเราก็จับฟีดอาหารซุปผสมน้ำให้ไปสองสามสลิงค์ ไม่นานเซียงก็อ้วกอีก เราบอกจะพาไปหาหมอ แต่ตอนนั้นคลีนิค 24 ชม.มันไกลและพี่ชายเพลียมาก เราเลยได้แต่นอนไม่หลับ ตื่นมาเป็นรอบๆเพื่อเช็คว่าน้องอยู่ไหน
   วันที่ 10 พ.ย.ในที่สุดตอนตีห้าน้องก็หยุดอ้วกแต่ดูไม่มีแรง ซึม เลิกขู่ เราเลยขอลางานแล้วขอให้ลูกพี่ลูกน้องพาไปคลีนิคมือดีที่ตัวเมืองที่มีคนแนะนำมาค่ะ คลีนิคเปิดเก้าโมง เราออกตัวแปดโมงเลย เอาเขาใส่ตะกร้า นั่งมองตาเขาตลอดทาง เขายังดูโอเค ไม่มีหอบหายใจไม่มีอะไร ดูดีมากๆ พอถึงมือหมอ หมอกลับบอกเราว่า "น้องน่าจะเป็นหัดแมว" เราใจสลายเพราะรู้ว่าโรคนี้มันตายกันเยอะ เราก็ยังรู้สึกสู้เพราะน้องดูดี แต่หมอบอกน้องแทบจะไม่ไหวแล้วค่ะตัวเริ่มเย็นแล้ว มันยิ่งขยี้ใจเราให้แหลกกว่าเดิม เราฝากแอดมิทและเตรียมเดิมทางกลับ ก่อนกลับได้ลูบหน้าเอาหนึ่งทีแล้วจากมา ร้องไห้ตลอดทาง ไม่ว่าลูกพี่ลูกน้องจะพาแวะกินข้าวแวะซื้อของเราก็ร้องไห้ กลับมาถึงบ้านตอนบ่าย เราก็นอนร้องไห้กังวลหาเขาตลอด รู้สึกอ้างว้าง แต่ก็มีคนรอบข้างปลอบใจว่าน้องจะโอเค จนกินยาแก้เครียดและหลับไป ตอน 14.00 น. เราตื่นมาเพื่อส่งยอดคนไข้ให้กับทางโรงพยาบาล ในตอนที่กำลังจะผ่อนคลายก็มีเบอร์แปลกโทรเข้ามา "เจ้าของอาเซียงใช่มั้ยคะ พอดีจะมาอัพเดทอาการ ตอนนี้น้องเสียแล้วนะคะ" เหมือนมีค้อนทุบที่อกเราจนแตก เรากรีดร้องแล้วร้องไห้ ในมือถือหมอเลยบอกว่าทำใจได้ค่อยโทรกลับหาเขา เราฟูมฟายไม่ต้องการรับรู้อะไร แต่สุดท้ายก็ต้องหยุดแล้วโทรบอกหัวหน้าให้พาไปรับน้องกลับที ใช่ช่วงเวลา 2 ชั่วโมงที่รอมันยาวนานเป็นสิบกว่าชั่วโมง ใจหนึ่งไม่อยากไปอยากหลอกตัวเองว่าหมอโทรผิดและอยากเฝ้ารอปาฏิหาริย์อีกสักครั้ง แต่อีกใจก็อยากรีบไปรับเขามากอดแบบที่เขาชอบแต่เรายังทำใจไม่ได้
 ตอนที่ไปรับ เขาเอาน้องห่อใส่ถุง หยิบออกจากตะกร้าแล้วมอบให้เรา ตัวน้องยังอุ่นและนิ่มเหมือนที่เราเคยกอด แต่ขาเขากลับแข็งตึงจนทำให้เราตั้งสติได้ว่าน้องตายแล้วจริงๆ เราจูบเขาผ่านถุงที่ห่อเหมือนที่ทำกับเขาทุกครั้ง แม้เขาจะไม่รู้สึกถึงมันแล้ว เราถามหมอว่าทำไมไม่เคยมีใครบอกเราวาเขาเป็นหัด ใบส่งตัวน้องถึงจะเขียนว่าน้องเป็นหัดแต่เขาก็รู้ว่าน้องเป็นหัดหลังเราบอกย้ายคลีนิคด้วยสาเหตุอะไร ในใบรักษาเขียนว่าเริ่มรักษาวันที่ 8 แต่เราพาเขามารักษาตั้งแต่วันที่ 1 แต่คลีนิคใหม่ก็บอกว่าเขาเขียนยาที่ฉีดมาเป็นยารักษาหัดนะแต่ร่างกายของเซียงมันไม่รับการรักษา จุดนี้เราทั้งโกรธทั้งเศร้า แต่ก็โทษตัวเองที่ไม่ยอมพาน้องไปฉีดวัคซีนหัดแมว ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าตัวในบ้านจะเป็นหัดกันไปกี่ตัวแล้ว เรารู้สึกถูกเล่นตลกกับความรู้สึกจากทุกสิ่ง
   เซียงจากไปแล้ว เราทำใจไม่ได้เลย แม้แต่รูปเขาเราก็มองไม่ได้ เราถ่ายรูปเขาน้อยมากเพราะช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันมันน้อย กระทันหัน ทั้งๆที่เราไม่ค่อยถ่ายรูปเขาแต่คืนก่อนที่เขาจะตาย เรากลับถ่ายรูปเขาเอาไว้ราวกับกังวลถึงอนาคต และมันก็เกิดขึ้นจริง มีคนปลอบเรามากมายแต่เราก็ทำใจไม่ได้เพราะเป็นความผิดเรา เราโทษตัวเองที่ไม่มีไหวพริบประมาทเพราะคิดว่าเขาคงเหมือนแมวตัวอื่นๆ
   ตลอดทางเรากอดศพเขาไว้จนเขาตัวอุ่น ตัวนุ่มไม่แข็ง จับขนและขาเขาเป็นครั้งสุดท้าย ตอนที่ดินกลบร่างเขาเราแทบจะขาดใจ อาการป่วยเรากำเริบหนักมากในคืนนั้นทั้งๆที่ใกล้จะหาย เราอ้วกทั้งคืนจนเจ็บคอ นอนปวดหัว จนแม่ต้องเอายานอนหลับให้กิน ตื่นมาก็ยังคงเจ็บปวดเพราะไม่มีเขามาเลียหน้าปลุก เราทำใจไม่ได้เลยค่ะ เราอยากรู้ว่าเราผิดมั้ย เรามันแย่จริงๆใช่มั้ย หัวเรามันเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดจนเราไม่อยากให้อภัยตัวเอง เขายังเด็กและต้องมาตาย ขาดอิสภาพ หญ้าและดินก็ไม่เคยได้เหยียบ เราจะทำยังไงดี มีใครพอจะเข้าใจเราบ้างมั้ย
   ปล.เราอยากลงรูปน้องมากๆแต่เราลงไม่เป็นค่ะ มันเป็นความทรงจำทั่งดีและข่มขื่นในใจเรา

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่