บ้านไม่ใช่ Safe Zone ของเรา

เราคิดมาเสมอว่าที่บ้านเป็น safe zone ของเรา จนเรามาเจอเหตุการณ์ที่ทำให้เราเปลี่ยนความคิด
   ตอนที่อยู่ ม.ปลาย เราอยู่บ้านกับแม่ พ่อเลี้ยง  เราโดนพ่อเลี้ยงแอบถ่าย เพราะยังเด็กเลยเผลอลบหลักฐานไป ณ ตอนนั้นไม่กล้าบอกแม่ เลยโทรหาพี่ประโยคแรกที่เขาพูด คือ "โกหกรึเปล่า" 
   เหตุการณ์ตอนนั้น พ่อเลี้ยง เขาบอกว่าไม่ได้ทำ แจ้งตำรวจจับได้เลย พาไปสาบานให้ตายก็ได้ สุดท้ายเขายอมรับว่าเขาทำจริง โดยให้เหตุผลว่า "แม่เราไม่พูดจาหวานๆเหมือนแต่ก่อน" แม่ได้บอกทางครอบครัวของพ่อเลี้ยงว่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับเรานะ เขาบอกกับแม่เราว่า "ให้ลบคลิปไปก็จบแล้ว" เราเสียใจมาก ทำไมเขาพูดง่ายขนาดนั้น 
หลังจากนั้นเราก็ยังอยู่บ้านหลังเดียวกัน แต่เวลาอาบน้ำแม่จะเฝ้าหน้าประตูห้องน้ำให้ จากที่เราเคยกินข้าวด้วยกันปกติ เราต้องกินข้าวในห้องนอนของเราคนเดียว 
แม่ขอร้องว่า "ให้เราโอกาสเขา เพราะเขาช่วยส่งเราเรียน" เราไม่สามารถยอมรับตรงนี้ได้เลย 
   ตลอด 3-4 ปี เราไม่สามารถลืมเหตุการณ์เหล่านั้นได้ เวลามีปัญหากับที่บ้าน ในหัวเราต้องนึกถึงมันมาตลอด จนเราไม่อยากมีชีวิตอยู่ มันเป็นความรู้สึกที่แย่ๆมากๆสำหรับเรา เราคุยกับแม่เรื่องนี้ แม่บอกเรา "เรื่องมันผ่านมานานแล้วให้ลืมมันไป" 
เราทำไม่ได้เลยค่ะ 
   เรื่องผลการเรียนระดับ ม.ปลาย เราเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ผลการเรียนดี ช่วง ปิดเทอมก่อนที่จะขึ้น ม.6 เราต้องไปช่วยแม่ทำสวนที่ ตจว. ครั้งหนึ่งแม่พูดกับเราว่า "ไปต่างประเทศไหม จะหาเงินส่งไป ไม่รู้ ม.6 จะส่งเรียนจบไหม" ตอนนั้นเราอยากเรียนต่อมากๆ ที่แม่พูดเพราะคงเครียดเรื่องปัญหาหนี้ ค่าใช้จ่าย แต่เราเสียใจที่แม่พูดกับเราแบบนั้น อยากร้องไห้ตรงนั้นมาก เราได้แต่พูดในใจว่า 'ขอให้จบ ม.6 ก่อนได้ไหม หลังจากนั้นจะทำงานส่งตัวเองเรียนด้วย' 
   หลังจากที่เราจบ ม.ปลาย เราเดินทางเข้ากรุงเทพฯ แล้วหางานทำ เดือนแรกค่าใช้จ่ายเราไม่พอ เลยต้องพึ่งพาแม่ แม่พูดกับเราว่า "เงินไปไหนหมด" ในความคิดของแม่ แม่คิดว่า นับตั้งแต่เราเริ่มทำงานวันแรก เรามีเงินแล้ว ประมาณนั้น 
พี่เรายังเรียนอยู่ แต่ไม่ได้ทำงาน ทำงานพิเศษบ้างเป็นครั้งคราว แต่แม่ส่งพี่เราเรียน แม่จ่ายค่าที่พักให้พี่ ช่วงแรกเราหารค่าที่พักกับพี่ เวลาโทรหาแม่ แม่จะพูดเรื่องเงินตลอด จนเราไม่อยากคุยกับที่บ้าน ตอนนั้นเพราะอยากคุยกับที่บ้านเพราะเหนื่อยจากงานด้วย เลยต้องการกำลังใจ แต่ก็พูดเรื่องเงินทุกครั้ง เลยตัดสินใจนานๆครั้งถึงค่อยโทร เราบอกแม่นะว่า ช่วยบอกพี่หางานทำได้แล้ว เพราะพี่ใกล้เรียนจบแล้ว แม่ก็บอกนะ แต่ไม่ได้กดดันพี่ เราก็บอกนะว่าช่วยหน่อย ไม่ไหวแล้ว
พี่ : งานไม่ได้หาง่ายๆนะ 
เราเลยเงียบไป 
   หลายๆครั้งที่อยากจะปรึกษากับที่บ้าน แต่ส่วนมากคำพูดจะออกทางสั่ง ทำไมไม่ทำแบบนั้น แบบนี้ จนเราไม่เคยคุยกับที่บ้านเลย 
   วันเกิดเราทุกปี เราโดนว่า เสียน้ำตาหนักมากๆ ไม่เคยเครียดขนาดนี้มาก่อน แทบจะทำร้ายตัวเอง ดึงผมตัวเอง ตัดพ้อ ชีวิตทำไมมันแย่ ไม่น่าอยู่จัง อยากหนีไปให้ไกล 
   หลายๆเรื่องเราอยากพึ่งพาตัวเอง รับผิดชอบการกระทำของตัวเองถึงแม้จะเลือกผิดหรือถูก เราก็อยากลองใช้ชีวิตด้วยตัวเราเอง เราเข้าใจว่าเป็นห่วง แต่ถ้าวันหนึ่งไม่มีเขาให้พึ่งพา เราคงคิดว่า วันข้างหน้าจะใช้ชีวิตยังไง คงใช้ชีวิตไม่เป็น ทำอะไรไม่เป็นเลย ถ้าที่บ้านยังห่วงเรามากเกินไป เราอยากมีจุดยืนเป็นของตัวเอง มีความคิดเป็นของตัวเอง ตัดสินใจเอง แต่ที่บ้านมองว่า ทำไมต้องยืนด้วยลำแข้งตัวเอง เห็นชีวิตพ่อตัวเองไหม เละเทะไม่เป็นท่า เราเลยมองว่า การที่เราจะยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง ชีวิตของเราต้องล้มเหลวเหมือนพ่อเราใช่ไหม 
   ปัจจุบันเราตัดสินใจใช้ชีวิตเป็นของตัวเองเกือบ 100% แต่ก็ยังติดต่อที่บ้านบ้างเป็นครั้งคราว สภาพจิตใจดีขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน เราโชคดีที่มีแฟนคอยซัพพอร์ตความรู้สึก ให้กำลังใจ เป็นพลังบวก ทำให้เรารู้สึกว่า อยากมีชีวิตต่อไป 
   เราผิดไหมคะที่เลือกเดินของมาเพื่อหลีกปัญหาที่ทำให้เราเครียด เราผิดไหมคะที่เราเลือกทางให้กับชีวิตของตัวเอง เราทราบดีค่ะ บางเรื่องเราก็มีทำให้ที่บ้านเสียใจ แต่เราก็เสียใจเหมือนกันที่ทางบ้านไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจของเรา 
   ขอบคุณทุกความคิดเห็นนะคะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่