หากจะนับว่าแนวคิดของบุคคลคนใดที่มีอิทธิพลต่อชาวโลกมากที่สุด เชื่อว่าชื่อแรกๆ ที่หลายคนเอ่ยขึ้นมาจะต้องเป็น “คาร์ล มาร์กซ์”
ยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง ผู้คนราว 1 ใน 3 ของโลก เคยใช้ชีวิตอยู่ใต้ระบบการปกครองที่รับแนวคิดมาจากเขา และจนปัจจุบันคนทุกคนในโลกนี้ ยังได้รับอิทธิพลจากแนวคิดดังกล่าวไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
นักปราชญ์ทุกสำนักต้องทบทวนตนเองเพราะเขา!
ศาสนาทุกศาสนาเสื่อมอำนาจลงเพราะเขา!
กษัตริย์ทุกราชวงศ์ถูกสั่นคลอนบัลลังก์เพราะเขา!
...เป็นเพราะเขาโลกจึงได้เปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าคว่ำดิน...
...บางคนบอกว่าเขาเป็นปีศาจที่ก่อความวุ่นวาย ทำให้คนบาดเจ็บล้มตายมากมาย
...บางคนบอกว่าเขาเป็นผู้ปลดปล่อย ซึ่งช่วยเหลือผู้คนให้สามารถลืมตาอ้าปากได้
แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่ถูกต้องคืออะไร? มาร์กซ์สอนอะไรกันแน่? บทความนี้เราจะพาท่านผู้อ่านไปเรียนรู้ชีวิตและอุดมการณ์ของเขาแบบเข้าใจง่ายนะครับ
*** ชีวิตวัยเยาว์กับอิทธิพลเสรีนิยม ***
"คาร์ล ไฮน์ริช มาร์กซ์" เกิดในปี 1818 ในเมืองเทรียร์ (Trier) ของเยอรมัน ซึ่งตอนนั้นยังเป็นอาณาจักรปรัสเซีย
ครอบครัวเขาเป็นชนชั้นกลางฐานะดี โดยแม่มาจากครอบครัวร่ำรวย (เป็นญาติของผู้ก่อตั้งบริษัทฟิลลิปส์ บริษัทผู้ผลิตสินค้าอิเล็กโทรนิกส์ยักษ์ใหญ่สัญชาติดัตช์ ในเวลาต่อมา) ส่วนพ่อเป็นทนายความ และชื่นชอบงานของนักปรัชญาสายเสรีนิยมที่มีชื่อเสียง เช่น "อิมมานูเอล คานต์" และ "วอลแตร์"
ภาพแนบ: บ้านสมัยเด็กของมาร์กซ์ในเมืองเทรียร์ ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์
ในวัยเด็กมาร์กซ์เรียนโฮมสกูลกับพ่อ ต่อมาได้เข้าโรงเรียนมัธยมของเมือง ซึ่งในขณะนั้นกระแสเสรีนิยมกำลังมาแรง อาจารย์ของมาร์กซ์หลายคนก็เป็นเสรีนิยม เชื่อว่าทำให้มาร์กซ์ได้รับอิทธิพลเสรีนิยมไปด้วย
สำหรับทวีปยุโรปในเวลานั้นกำลังมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สำคัญ ระบบทุนนิยมที่เกิดขึ้นเริ่มเข้าแทนที่ระบบศักดินา ทำให้เกิดคนชนชั้นใหม่ๆ และปัญหาสังคมแบบใหม่ตามมา เช่นเดียวกับอุดมการณ์ต่างๆ ที่ตามติดมาเป็นพรวน ได้แก่ เสรีนิยมซึ่งเชื่อมั่นในการลดการควบคุมจากรัฐและเพิ่มเสรีภาพของคน และ สังคมนิยมซึ่งส่งเสริมให้เกิดความเสมอภาคทางเศรษฐกิจมากขึ้น
ปรัสเซียในเวลานั้นปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช บรรดาขุนนางเจ้าของที่ดินรายใหญ่ยังมีอำนาจอยู่ พวกเขารู้สึกหวาดระแวงต่อกระแสเสรีนิยมและสังคมนิยม จึงมักปราบปรามอยู่เสมอ
ภาพแนบ: เฮเกล
เมื่อโตขึ้นมาร์กซ์เข้าเรียนด้านกฎหมาย แต่ให้ความสนใจกับวิชาปรัชญาด้วย โดยมาร์กซ์สนใจในปรัชญาของ "เกออร์ค วิลเฮล์ม ฟรีดริช เฮเกล" ซึ่งเป็นนักปรัชญาสายอุดมคตินิยมชาวเยอรมัน และได้รับเอาวิภาษวิธี (แปลว่า “วิธีการโต้แย้ง”) ของเฮเกลมา
ต่อมาเขาเขียนวิทยานิพนธ์ในสาขาปรัชญา และได้ปริญญาเอก (ทั้งที่ไม่ได้เป็นวิชาที่เรียน แต่อาจารย์ให้ผ่าน) เมื่อปี 1841
ภาพแนบ: มาร์กซ์ในวัยหนุ่ม
*** มาร์กซ์ในวัยหนุ่ม ***
มาร์กซ์ย้ายไปอยู่โคโลญในปี 1842 แล้วเริ่มทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ พร้อมกับหันไปสนใจในวิชาเศรษฐศาสตร์
หลังจากรัฐบาลสั่งปิดหนังสือพิมพ์ที่มาร์กซ์ทำงานอยู่ เขาจึงได้ย้ายไปเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ที่ค่อนข้างหัวรุนแรงในกรุงปารีสแทน
ภาพแนบ: ฟรีดริช เองเงิลส์ และหนวดของเขา
ในปี 1844 มาร์กซ์ได้พบกับ "ฟรีดริช เองเงิลส์" เป็นครั้งแรก ซึ่งต่อมาจะได้คบเป็นเพื่อนตลอดชีวิต
เองเงิลส์เป็นคนจุดประกายมาร์กซ์ว่าชนชั้นกรรมกรจะเป็นผู้ลงมือปฏิวัติครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ ทำให้มาร์กซ์เริ่มพัฒนาแนวคิดกลุ่มสังคมนิยมที่ต่อมาคือ “ลัทธิมาร์กซ์” เป็นรูปเป็นร่างขึ้นในปลายปีเดียวกัน
ภาพแนบ: การใช้แรงงานเด็กในสมัยทุนนิยมยังตั้งไข่ ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง Oliver Twist (1948)
เมื่อศึกษาทุนนิยมลึกลงไป ยิ่งตอกย้ำมาร์กซ์ให้เชื่อว่าจำเป็นต้องมีระบบเศรษฐกิจและการเมืองแบบใหม่ขึ้นมาแทนระบบเก่าๆ
มาร์กซ์ได้สร้างแนวทางศึกษาปรัชญาของตัวเองที่เรียกว่า วัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์ (historical materialism) ซึ่งเน้นการศึกษาประวัติศาสตร์แบบวัตถุ (หรือศึกษาตามความเป็นจริง) ซึ่งต่างจากปรัชญากลุ่มอื่นๆ ในยุคนั้นที่ยังเน้นอุดมคติ
ภาพแนบ: คำประกาศนโยบายพรรคคอมมิวนิสต์
ในปี 1848 มาร์กซ์กับเองเงิลส์เขียน “คำประกาศนโยบายพรรคคอมมิวนิสต์” หรือคอมมิวนิสต์มานิเฟสโต ให้แก่พรรคคอมมิวนิสต์ที่เขาเข้าร่วมด้วย
ใจความของผลงานดังกล่าวคือ ชี้ให้เห็นความแตกต่างของพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคสังคมนิยม และเสรีนิยมอื่นๆ ในยุโรป โดยระบุว่าพรรคเขาต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อชนชั้นกรรมกรอย่างแท้จริง
ประโยคดังจากผลงานเล่มนี้ เช่น “ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้น” ซึ่งเป็นการสรุปรวบยอดจากการศึกษาประวัติศาสตร์ของมาร์กซ์ที่เชื่อว่ามีการต่อสู้ทางชนชั้นมาตลอด
และประโยค “กรรมกรทั่วโลกจงสามัคคีกัน” ซึ่งหวังปลุกให้กรรมกรต่อสู้เพื่อสิทธิ์เสียงของตัวเอง
(จะอธิบายแนวคิดเหล่านี้ต่อช่วงท้ายบทความ)
ภาพแนบ: เหตุการณ์การปฏิวัติ 1848 ในปรัสเซีย
ในช่วงปี 1848-1849 เกิดเหตุการณ์กระแสเสรีนิยมทั่วยุโรปที่เรียกว่า "การปฏิวัติ 1848"
มาร์กซ์สนับสนุนการปฏิวัตินี้ในปรัสเซีย แต่เนื่องจากมันล้มเหลว ตัวเขาเองจึงถูกตามปราบปรามทำให้ต้องย้ายไปมาในหลายประเทศ จนสุดท้ายต้องลี้ภัยไปอยู่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่ซึ่งเขาพำนักจนเสียชีวิต
ภาพแนบ: บ้านของมาร์กซ์ในลอนดอน
*** มาร์กซ์ในวัยแก่ ***
ในช่วงที่เขาอยู่กรุงลอนดอนนั้น เงินมรดกของมาร์กซ์ร่อยหรอลง เขาจึงต้องพยายามหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว ด้วยการเป็นนักหนังสือพิมพ์ให้กับหนังสือพิมพ์ของชนชั้นกรรมกรในสหรัฐเวลานั้นอยู่ราว 10 ปี (ทำงานให้ นสพ. สหรัฐ แต่อาศัยในอังกฤษ)
ในช่วงนี้มีเรื่องเล่าว่าเขาไปมีลูกนอกสมรสกับแม่บ้าน 1 คน นอกจากนี้ ยังต้องพึ่งพาเงินของเองเงิลส์อยู่เรื่อยๆ กลายเป็นข้อครหาที่ว่าเขา “คบชู้” กับ “เกาะเพื่อนกิน”
ภาพแนบ: ภาพวาดเหตุการณ์ความตื่นตระหนกปี 1857
มาร์กซ์ได้เห็นขบวนการกรรมกรทำการล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาคาดว่าจะมีการปฏิวัติของกรรมกรในเหตุการณ์ "ความตื่นตระหนกปี 1857" (Panic of 1857) ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกครั้งแรก แต่สุดท้ายเขาก็ผิดหวัง เพราะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ขึ้น
ภาพแนบ: หนังสือเรื่อง "ทุน"
อย่างไรก็ตามมาร์กซ์ก็มิได้ย่อท้อ เขาหันมาเอาดีด้านการเขียนหนังสือวิจารณ์ทุนนิยม ผลงานเอกของเขา ชื่อว่า “Das Kapital” หรือ “ทุน” พิมพ์ครั้งแรกในปี 1867 และได้รับความนิยมมาก เขาใช้เวลาบั้นปลายของชีวิตเขียนเล่ม 2 และ 3 กระทั่งล้มป่วยลงจนเขียนหนังสือไม่ได้อย่างเดิม
ในหนังสือนี้ได้บอกเล่าประเด็นใหญ่เกี่ยวกับพัฒนาการของทุนนิยม การหมุนเวียนของทุน และการต่อสู้ระหว่างชนชั้น ซึ่งเป็นที่มาว่าเหตุใดจึงจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในสังคม
ภาพแนบ: สุสานมาร์กซ์ในประเทศอังกฤษ
แต่อิทธิพลทางความคิดของมาร์กซ์เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น...
เขาไม่ทราบเลยว่าหลังจากนี้ แนวคิดของเขาจะมีอิทธิพลยิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก... รัฐบาลที่ปกครองด้วยระบบที่มีแนวคิดมาร์กซิส, เหมาอิสต์, เลนินนิสต์, คอมมิวนิสต์ ล้วนได้รับอิทธิพลจากเขา
ตามที่ได้เกริ่นไปตอนแรกว่าครั้งหนึ่งเคยมีประชากรถึง 1 ใน 3 ของโลกอยู่ภายใต้การปกครองที่อ้างชื่อเขา และแม้แต่ในสังคมทุนนิยมเองที่ “ยี้” มาร์กซ์มาแต่ไหนแต่ไร ก็ต้องรับเอาข้อเสนอของมาร์กซ์ไปปรับใช้ด้วย เรียกว่าทุกคนในโลกต้องปรับตัวเพราะชายผู้นี้
*** ปรัชญาแนวมาร์กซ์ ***
เชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านคงน่าจะเคยได้ยินปรัชญาของมาร์กซ์มาบ้าง ในส่วนนี้ขอสรุปความคิดของมาร์กซ์แบบง่ายๆ นะครับ
เนื้อหาปรัชญาแนวมาร์กซ์มีเนื้อหาสำคัญอยู่ที่:
1) ความขัดแย้งระหว่างชนชั้น
2) สังคมคอมมิวนิสต์
มาร์กซ์เขียนในคำแถลงนโยบายพรรคคอมมิวนิสต์ว่า “ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้น” โดยชี้ให้เห็นว่าประวัติศาสตร์เป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้นปกครองกับชนชั้นใต้ปกครองอยู่เสมอ (เทียบกับประวัติศาสตร์แนวอื่นๆ เช่น ชาตินิยมมองว่าประวัติศาสตร์เป็นการต่อสู้ระหว่างคนต่างชาติต่างภาษากัน)
ซึ่งหากแจกแจงความขัดแย้งระหว่างชนชั้นที่ผ่านมา จะประกอบด้วย:
1) ยุคโบราณ เป็นความขัดแย้งระหว่าง ทาส กับ นายทาส เช่น เหตุการณ์กบฏสปาร์ตาคัส
2) ยุคกลาง เป็นความขัดแย้งระหว่าง ข้าติดที่ดิน (serf) กับ เจ้าศักดินา (feudal lord) เช่น กบฏชาวนาต่างๆ
3) ยุคใหม่ จะเป็นความขัดแย้งระหว่าง ผู้ใช้แรงงาน (“ชนชั้นกรรมาชีพ”) กับ นายทุน (“ชนชั้นกระฎุมพี”)
มาร์กซ์เป็นผู้ศึกษาระบบทุนนิยมอย่างลึกซึ้ง อ่านทั้งงานของ "อดัม สมิธ" และ "เดวิด ริคาร์โด"
มาร์กซ์ระบุว่าในระบบทุนนิยม มีการ “ขูดรีด” ชนชั้นแรงงาน เพราะนายทุนหากำไรจาก “มูลค่าส่วนเกิน” (surplus value) ที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของกรรมกร …พูดง่ายๆ คือ มาร์กซ์มองว่านายทุนเป็น ผู้ “ทำนาบนหลังคน” ฉกฉวยผลประโยชน์ส่วนที่ควรตกกับกรรมกรผู้ลงแรงด้วยตัวเอง
นี่เป็นการขยายความจากทฤษฎีของริคาร์โดที่ระบุว่า มูลค่าของสินค้าต่างๆ ควรขึ้นอยู่กับแรงงานที่ใส่เข้าไป และต้องตอบแทนแรงงานนั้นอย่างสมน้ำสมเนื้อ
ดังนั้นมาร์กซ์เชื่อว่าสังคมที่ดีจะต้องล้มล้างระบบทุนนิยม ตั้งระบบการผลิตแบบสังคมนิยม ก่อนที่จะเปลี่ยนเข้าสู่สังคมคอมมิวนิสต์ตามลำดับ
อนึ่ง ระบบการผลิตแบบสังคมนิยม มีลักษณะดังนี้:
1) การผลิตจะเป็นไปเพื่อใช้ประโยชน์จริงอย่างเดียว (ไม่ได้เอาไปใช้ในทางฟุ่มเฟือย)
2) การผลิตจะมาจากการวางแผนเศรษฐกิจของรัฐ
3) ตั้งใจให้การกระจายทรัพยากรมีความเป็นธรรมมากขึ้น
4) รัฐเป็นถือกรรมสิทธิ์ของปัจจัยการผลิตต่างๆ เพื่อจัดการอย่างเป็นธรรม

ส่วนสังคมคอมมิวนิสต์ จะหมายถึง สังคมที่ทุกคนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตร่วมกัน ยกเลิกกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล ไม่มีใครถูกกีดกันจากการใช้ประโยชน์จากปัจจัยเหล่านั้น
...เมื่อพูดถึงสังคมคอมมิวนิสต์ ลองนึกภาพสังคมเกษตรสมัยก่อนที่ทุกคนแบ่งอุปกรณ์ทำเกษตรกัน แล้วจากนั้นก็นำผลผลิตมาแบ่งกันนะครับ
*** อ่านต่อใน comment นะครับ ***
*** รู้จัก คาร์ล มาร์กซ์ ใน 10 นาที ***
ยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง ผู้คนราว 1 ใน 3 ของโลก เคยใช้ชีวิตอยู่ใต้ระบบการปกครองที่รับแนวคิดมาจากเขา และจนปัจจุบันคนทุกคนในโลกนี้ ยังได้รับอิทธิพลจากแนวคิดดังกล่าวไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
นักปราชญ์ทุกสำนักต้องทบทวนตนเองเพราะเขา!
ศาสนาทุกศาสนาเสื่อมอำนาจลงเพราะเขา!
กษัตริย์ทุกราชวงศ์ถูกสั่นคลอนบัลลังก์เพราะเขา!
...เป็นเพราะเขาโลกจึงได้เปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าคว่ำดิน...
...บางคนบอกว่าเขาเป็นปีศาจที่ก่อความวุ่นวาย ทำให้คนบาดเจ็บล้มตายมากมาย
...บางคนบอกว่าเขาเป็นผู้ปลดปล่อย ซึ่งช่วยเหลือผู้คนให้สามารถลืมตาอ้าปากได้
แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่ถูกต้องคืออะไร? มาร์กซ์สอนอะไรกันแน่? บทความนี้เราจะพาท่านผู้อ่านไปเรียนรู้ชีวิตและอุดมการณ์ของเขาแบบเข้าใจง่ายนะครับ
*** ชีวิตวัยเยาว์กับอิทธิพลเสรีนิยม ***
"คาร์ล ไฮน์ริช มาร์กซ์" เกิดในปี 1818 ในเมืองเทรียร์ (Trier) ของเยอรมัน ซึ่งตอนนั้นยังเป็นอาณาจักรปรัสเซีย
ครอบครัวเขาเป็นชนชั้นกลางฐานะดี โดยแม่มาจากครอบครัวร่ำรวย (เป็นญาติของผู้ก่อตั้งบริษัทฟิลลิปส์ บริษัทผู้ผลิตสินค้าอิเล็กโทรนิกส์ยักษ์ใหญ่สัญชาติดัตช์ ในเวลาต่อมา) ส่วนพ่อเป็นทนายความ และชื่นชอบงานของนักปรัชญาสายเสรีนิยมที่มีชื่อเสียง เช่น "อิมมานูเอล คานต์" และ "วอลแตร์"
ภาพแนบ: บ้านสมัยเด็กของมาร์กซ์ในเมืองเทรียร์ ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์
ในวัยเด็กมาร์กซ์เรียนโฮมสกูลกับพ่อ ต่อมาได้เข้าโรงเรียนมัธยมของเมือง ซึ่งในขณะนั้นกระแสเสรีนิยมกำลังมาแรง อาจารย์ของมาร์กซ์หลายคนก็เป็นเสรีนิยม เชื่อว่าทำให้มาร์กซ์ได้รับอิทธิพลเสรีนิยมไปด้วย
สำหรับทวีปยุโรปในเวลานั้นกำลังมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สำคัญ ระบบทุนนิยมที่เกิดขึ้นเริ่มเข้าแทนที่ระบบศักดินา ทำให้เกิดคนชนชั้นใหม่ๆ และปัญหาสังคมแบบใหม่ตามมา เช่นเดียวกับอุดมการณ์ต่างๆ ที่ตามติดมาเป็นพรวน ได้แก่ เสรีนิยมซึ่งเชื่อมั่นในการลดการควบคุมจากรัฐและเพิ่มเสรีภาพของคน และ สังคมนิยมซึ่งส่งเสริมให้เกิดความเสมอภาคทางเศรษฐกิจมากขึ้น
ปรัสเซียในเวลานั้นปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช บรรดาขุนนางเจ้าของที่ดินรายใหญ่ยังมีอำนาจอยู่ พวกเขารู้สึกหวาดระแวงต่อกระแสเสรีนิยมและสังคมนิยม จึงมักปราบปรามอยู่เสมอ
ภาพแนบ: เฮเกล
เมื่อโตขึ้นมาร์กซ์เข้าเรียนด้านกฎหมาย แต่ให้ความสนใจกับวิชาปรัชญาด้วย โดยมาร์กซ์สนใจในปรัชญาของ "เกออร์ค วิลเฮล์ม ฟรีดริช เฮเกล" ซึ่งเป็นนักปรัชญาสายอุดมคตินิยมชาวเยอรมัน และได้รับเอาวิภาษวิธี (แปลว่า “วิธีการโต้แย้ง”) ของเฮเกลมา
ต่อมาเขาเขียนวิทยานิพนธ์ในสาขาปรัชญา และได้ปริญญาเอก (ทั้งที่ไม่ได้เป็นวิชาที่เรียน แต่อาจารย์ให้ผ่าน) เมื่อปี 1841
ภาพแนบ: มาร์กซ์ในวัยหนุ่ม
*** มาร์กซ์ในวัยหนุ่ม ***
มาร์กซ์ย้ายไปอยู่โคโลญในปี 1842 แล้วเริ่มทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ พร้อมกับหันไปสนใจในวิชาเศรษฐศาสตร์
หลังจากรัฐบาลสั่งปิดหนังสือพิมพ์ที่มาร์กซ์ทำงานอยู่ เขาจึงได้ย้ายไปเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ที่ค่อนข้างหัวรุนแรงในกรุงปารีสแทน
ภาพแนบ: ฟรีดริช เองเงิลส์ และหนวดของเขา
ในปี 1844 มาร์กซ์ได้พบกับ "ฟรีดริช เองเงิลส์" เป็นครั้งแรก ซึ่งต่อมาจะได้คบเป็นเพื่อนตลอดชีวิต
เองเงิลส์เป็นคนจุดประกายมาร์กซ์ว่าชนชั้นกรรมกรจะเป็นผู้ลงมือปฏิวัติครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ ทำให้มาร์กซ์เริ่มพัฒนาแนวคิดกลุ่มสังคมนิยมที่ต่อมาคือ “ลัทธิมาร์กซ์” เป็นรูปเป็นร่างขึ้นในปลายปีเดียวกัน
ภาพแนบ: การใช้แรงงานเด็กในสมัยทุนนิยมยังตั้งไข่ ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง Oliver Twist (1948)
เมื่อศึกษาทุนนิยมลึกลงไป ยิ่งตอกย้ำมาร์กซ์ให้เชื่อว่าจำเป็นต้องมีระบบเศรษฐกิจและการเมืองแบบใหม่ขึ้นมาแทนระบบเก่าๆ
มาร์กซ์ได้สร้างแนวทางศึกษาปรัชญาของตัวเองที่เรียกว่า วัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์ (historical materialism) ซึ่งเน้นการศึกษาประวัติศาสตร์แบบวัตถุ (หรือศึกษาตามความเป็นจริง) ซึ่งต่างจากปรัชญากลุ่มอื่นๆ ในยุคนั้นที่ยังเน้นอุดมคติ
ภาพแนบ: คำประกาศนโยบายพรรคคอมมิวนิสต์
ในปี 1848 มาร์กซ์กับเองเงิลส์เขียน “คำประกาศนโยบายพรรคคอมมิวนิสต์” หรือคอมมิวนิสต์มานิเฟสโต ให้แก่พรรคคอมมิวนิสต์ที่เขาเข้าร่วมด้วย
ใจความของผลงานดังกล่าวคือ ชี้ให้เห็นความแตกต่างของพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคสังคมนิยม และเสรีนิยมอื่นๆ ในยุโรป โดยระบุว่าพรรคเขาต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อชนชั้นกรรมกรอย่างแท้จริง
ประโยคดังจากผลงานเล่มนี้ เช่น “ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้น” ซึ่งเป็นการสรุปรวบยอดจากการศึกษาประวัติศาสตร์ของมาร์กซ์ที่เชื่อว่ามีการต่อสู้ทางชนชั้นมาตลอด
และประโยค “กรรมกรทั่วโลกจงสามัคคีกัน” ซึ่งหวังปลุกให้กรรมกรต่อสู้เพื่อสิทธิ์เสียงของตัวเอง
(จะอธิบายแนวคิดเหล่านี้ต่อช่วงท้ายบทความ)
ภาพแนบ: เหตุการณ์การปฏิวัติ 1848 ในปรัสเซีย
ในช่วงปี 1848-1849 เกิดเหตุการณ์กระแสเสรีนิยมทั่วยุโรปที่เรียกว่า "การปฏิวัติ 1848"
มาร์กซ์สนับสนุนการปฏิวัตินี้ในปรัสเซีย แต่เนื่องจากมันล้มเหลว ตัวเขาเองจึงถูกตามปราบปรามทำให้ต้องย้ายไปมาในหลายประเทศ จนสุดท้ายต้องลี้ภัยไปอยู่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่ซึ่งเขาพำนักจนเสียชีวิต
ภาพแนบ: บ้านของมาร์กซ์ในลอนดอน
*** มาร์กซ์ในวัยแก่ ***
ในช่วงที่เขาอยู่กรุงลอนดอนนั้น เงินมรดกของมาร์กซ์ร่อยหรอลง เขาจึงต้องพยายามหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว ด้วยการเป็นนักหนังสือพิมพ์ให้กับหนังสือพิมพ์ของชนชั้นกรรมกรในสหรัฐเวลานั้นอยู่ราว 10 ปี (ทำงานให้ นสพ. สหรัฐ แต่อาศัยในอังกฤษ)
ในช่วงนี้มีเรื่องเล่าว่าเขาไปมีลูกนอกสมรสกับแม่บ้าน 1 คน นอกจากนี้ ยังต้องพึ่งพาเงินของเองเงิลส์อยู่เรื่อยๆ กลายเป็นข้อครหาที่ว่าเขา “คบชู้” กับ “เกาะเพื่อนกิน”
ภาพแนบ: ภาพวาดเหตุการณ์ความตื่นตระหนกปี 1857
มาร์กซ์ได้เห็นขบวนการกรรมกรทำการล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาคาดว่าจะมีการปฏิวัติของกรรมกรในเหตุการณ์ "ความตื่นตระหนกปี 1857" (Panic of 1857) ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกครั้งแรก แต่สุดท้ายเขาก็ผิดหวัง เพราะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ขึ้น
ภาพแนบ: หนังสือเรื่อง "ทุน"
อย่างไรก็ตามมาร์กซ์ก็มิได้ย่อท้อ เขาหันมาเอาดีด้านการเขียนหนังสือวิจารณ์ทุนนิยม ผลงานเอกของเขา ชื่อว่า “Das Kapital” หรือ “ทุน” พิมพ์ครั้งแรกในปี 1867 และได้รับความนิยมมาก เขาใช้เวลาบั้นปลายของชีวิตเขียนเล่ม 2 และ 3 กระทั่งล้มป่วยลงจนเขียนหนังสือไม่ได้อย่างเดิม
ในหนังสือนี้ได้บอกเล่าประเด็นใหญ่เกี่ยวกับพัฒนาการของทุนนิยม การหมุนเวียนของทุน และการต่อสู้ระหว่างชนชั้น ซึ่งเป็นที่มาว่าเหตุใดจึงจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในสังคม
ภาพแนบ: สุสานมาร์กซ์ในประเทศอังกฤษ
แต่อิทธิพลทางความคิดของมาร์กซ์เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น...
เขาไม่ทราบเลยว่าหลังจากนี้ แนวคิดของเขาจะมีอิทธิพลยิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก... รัฐบาลที่ปกครองด้วยระบบที่มีแนวคิดมาร์กซิส, เหมาอิสต์, เลนินนิสต์, คอมมิวนิสต์ ล้วนได้รับอิทธิพลจากเขา
ตามที่ได้เกริ่นไปตอนแรกว่าครั้งหนึ่งเคยมีประชากรถึง 1 ใน 3 ของโลกอยู่ภายใต้การปกครองที่อ้างชื่อเขา และแม้แต่ในสังคมทุนนิยมเองที่ “ยี้” มาร์กซ์มาแต่ไหนแต่ไร ก็ต้องรับเอาข้อเสนอของมาร์กซ์ไปปรับใช้ด้วย เรียกว่าทุกคนในโลกต้องปรับตัวเพราะชายผู้นี้
*** ปรัชญาแนวมาร์กซ์ ***
เชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านคงน่าจะเคยได้ยินปรัชญาของมาร์กซ์มาบ้าง ในส่วนนี้ขอสรุปความคิดของมาร์กซ์แบบง่ายๆ นะครับ
เนื้อหาปรัชญาแนวมาร์กซ์มีเนื้อหาสำคัญอยู่ที่:
1) ความขัดแย้งระหว่างชนชั้น
2) สังคมคอมมิวนิสต์
มาร์กซ์เขียนในคำแถลงนโยบายพรรคคอมมิวนิสต์ว่า “ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้น” โดยชี้ให้เห็นว่าประวัติศาสตร์เป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้นปกครองกับชนชั้นใต้ปกครองอยู่เสมอ (เทียบกับประวัติศาสตร์แนวอื่นๆ เช่น ชาตินิยมมองว่าประวัติศาสตร์เป็นการต่อสู้ระหว่างคนต่างชาติต่างภาษากัน)
ซึ่งหากแจกแจงความขัดแย้งระหว่างชนชั้นที่ผ่านมา จะประกอบด้วย:
1) ยุคโบราณ เป็นความขัดแย้งระหว่าง ทาส กับ นายทาส เช่น เหตุการณ์กบฏสปาร์ตาคัส
2) ยุคกลาง เป็นความขัดแย้งระหว่าง ข้าติดที่ดิน (serf) กับ เจ้าศักดินา (feudal lord) เช่น กบฏชาวนาต่างๆ
3) ยุคใหม่ จะเป็นความขัดแย้งระหว่าง ผู้ใช้แรงงาน (“ชนชั้นกรรมาชีพ”) กับ นายทุน (“ชนชั้นกระฎุมพี”)
มาร์กซ์เป็นผู้ศึกษาระบบทุนนิยมอย่างลึกซึ้ง อ่านทั้งงานของ "อดัม สมิธ" และ "เดวิด ริคาร์โด"
มาร์กซ์ระบุว่าในระบบทุนนิยม มีการ “ขูดรีด” ชนชั้นแรงงาน เพราะนายทุนหากำไรจาก “มูลค่าส่วนเกิน” (surplus value) ที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของกรรมกร …พูดง่ายๆ คือ มาร์กซ์มองว่านายทุนเป็น ผู้ “ทำนาบนหลังคน” ฉกฉวยผลประโยชน์ส่วนที่ควรตกกับกรรมกรผู้ลงแรงด้วยตัวเอง
นี่เป็นการขยายความจากทฤษฎีของริคาร์โดที่ระบุว่า มูลค่าของสินค้าต่างๆ ควรขึ้นอยู่กับแรงงานที่ใส่เข้าไป และต้องตอบแทนแรงงานนั้นอย่างสมน้ำสมเนื้อ
ดังนั้นมาร์กซ์เชื่อว่าสังคมที่ดีจะต้องล้มล้างระบบทุนนิยม ตั้งระบบการผลิตแบบสังคมนิยม ก่อนที่จะเปลี่ยนเข้าสู่สังคมคอมมิวนิสต์ตามลำดับ
อนึ่ง ระบบการผลิตแบบสังคมนิยม มีลักษณะดังนี้:
1) การผลิตจะเป็นไปเพื่อใช้ประโยชน์จริงอย่างเดียว (ไม่ได้เอาไปใช้ในทางฟุ่มเฟือย)
2) การผลิตจะมาจากการวางแผนเศรษฐกิจของรัฐ
3) ตั้งใจให้การกระจายทรัพยากรมีความเป็นธรรมมากขึ้น
4) รัฐเป็นถือกรรมสิทธิ์ของปัจจัยการผลิตต่างๆ เพื่อจัดการอย่างเป็นธรรม
ส่วนสังคมคอมมิวนิสต์ จะหมายถึง สังคมที่ทุกคนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตร่วมกัน ยกเลิกกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล ไม่มีใครถูกกีดกันจากการใช้ประโยชน์จากปัจจัยเหล่านั้น
...เมื่อพูดถึงสังคมคอมมิวนิสต์ ลองนึกภาพสังคมเกษตรสมัยก่อนที่ทุกคนแบ่งอุปกรณ์ทำเกษตรกัน แล้วจากนั้นก็นำผลผลิตมาแบ่งกันนะครับ
*** อ่านต่อใน comment นะครับ ***