สิ่งที่อยากเห็นในหนัง 007 หลังยุค Daniel Craig ในความเห็นของผม [กระทู้มโน]


ในที่สุดยุคสมัยของ James Bond ฉบับ Daniel Craig ก็ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์ด้วย No Time To Die ซึ่งก็มีทั้งคนที่ประทับใจ และคนที่ไม่ปลื้มปะปนกันไป (แต่โดยส่วนตัวแล้วผมชอบมาก) อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ภาพยนตร์ได้จบลงแล้ว ทุกคนก็คงมีคำถามใหญ่เกิดขึ้นมาในใจว่า “James Bond ในยุคหลังจาก Daniel Craig จะเป็นอย่างไรกันแน่”  

เพราะ James Bond ในยุคถัดไปไม่เพียงแต่ต้องเจอกับมาตรฐานใหม่ที่ตั้งไว้ในยุคของ Daniel Craig เท่านั้น หากแต่ยังต้องแข่งขันกับแฟรนไชส์หนังสายลับชื่อดังเรื่องอื่นๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันด้วยไม่ว่าจะเป็น Mission Impossible, Jason Bourne , Kingsman หรือ Fast and Furious ด้วย ไม่เพียงเท่านั้น บริบทของสังคมในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น กระแสเรื่อง Diversity (ที่เรียกร้องให้นักแสดงผิวสีหรือเพศทางเลือกได้รับบท 007) , Feminism (ซึ่งกระทบเรื่อง Bond Girl โดยตรง) หรือแม้แต่ความยิ่งใหญ่ของจีน (ถ้าทำให้จีนรู้สึกว่าดูแย่ หนังโดนแบน ) ก็จัดเป็นข้อท้าทายที่ James Bond ในยุคถัดไปต้องต้องรับมือให้ได้เช่นกัน
 
ตัวผมได้ลองคิดเล่นๆ เกี่ยวกับสิ่งที่อยากเห็นใน James Bond ยุคถัดไปแล้ว ก็ได้ไอเดียที่ได้มาเล่าสู่กันฟังสนุกๆ ครับ

1. หนัง James Bond แบบไม่เปิดเผย


ผมได้ไอเดียในข้อนี้มาจากคลิปวิดิโอบน Youtube คลิปหนึ่งที่ได้ดูในช่วงที่ Sean Connery เสียชีวิตได้ไม่นาน คลิปดังกล่าว มีหัวข้อว่า "หรือว่า The Rock (หนัง Action ระดับ Masterpiece ในยุค 90 ของ Jerry Bruckheimer ที่นำแสดงโดย Sean Connery และ Nicholas Cage)  เป็นหนัง James Bond แบบลับๆ ? "

ผู้จัดทำคลิปได้นำหลักฐานต่างๆ มาสนับสนุนทฤษฏีที่ว่า จริงๆ แล้วตัวละครลุง John Mason นั้น ก็คือ James Bond ฉบับ Sean Connery นั่นเอง โดย Bond จะใช้ชื่อปลอมว่า John Mason มาทำภารกิจขโมยไมโครฟิล์มลับที่อเมริกา แต่ก็พลาดท่าโดนทางฝ่ายอเมริกาจับได้ ส่วน M ก็ตัดหางปล่อยวัด เลยถูกจำคุกจนถึงวัยแก่ อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่ติดปัญหาลิขสิทธิ์ ทางผู้กำกับ The Rock เลยไม่เปิดเผยให้คนดูทราบตรงๆ

 
ผมเองไม่เชื่อทฤษฏีที่ว่าสักเท่าไรนัก  (ถ้ามีเวลา ผมจะไปตั้งเป็นอีกกระทู้หนึ่ง)  แต่ผมก็ยังคิดว่ามันเข้าท่าไม่น้อย  หากทางค่ายหนังจะลองเอาไอเดียนี้มาลองเล่นบ้าง  ผมเห็นว่า เนื้อหาตอนต้นเรื่องของ A Man with the Golden Gun ที่แต่งโดย Ian Fleming สามารถเอามาดัดแปลงเป็นหนัง James Bond แบบลับๆ ได้เหมือนกัน

เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า James Bond ได้หายสาบสูญไปหลังจากที่ฐานทัพของ Blofeld ถูกระเบิดในภาค You Only Live Twice จนทุกคนต่างนึกว่าเขาตายไปแล้ว แต่จริงๆ แล้ว James Bond เพียงแค่ความจำเสื่อมเท่านั้น  ในระหว่างที่ออกเดินทางค้นหาความทรงจำที่หายไป Bond ได้ถูก KGB จับไปล้างสมองและได้รับภารกิจให้ไปลอบสังหารฆ่า M  แต่ด้วยความโชคดี Bond ปฏิบัติการล้มเหลว  Bond จึงได้รับการรักษา ก่อนที่จะถูกส่งตัวไปปฏิบัติภารกิจหลักในนิยายต่อไป

ถ้าลองเอาเนื้อหาเฉพาะส่วนดังกล่าวไปดัดแปลงเป็นหนัง เนื้อเรื่องที่ได้คงอารมณ์ประมาณตัวเอกของเรื่องถูกส่งตัวไปตามจับมือสังหารลึกลับที่มีแผนจะลอบฆ่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอังกฤษ ระหว่างที่เนื้อเรื่องดำเนินไป รายละเอียดก็จะค่อยๆ ถูกเฉลยว่าเป้าหมายเป็นหัวหน้าหน่วยสายลับ 00 ของอังกฤษ  ส่วนตัวตนที่แท้จริงของมือสังหารก็คือ 007 ที่ทุกคนต่างคิดว่าตายไปแล้ว หลังจากที่ตัวเอกจับกุม Bond ได้ในตอนท้ายเรื่อง M ก็จะพบว่า Bond ถูกล้างสมองและสั่งให้นำตัว Bond ไปรักษาต่อไป ส่วนตัวเอกของเรื่องก็จะถูกทาบทามให้เป็นสายลับหน่วย 00 คนใหม่  หลังจากนั้น 007 และสายลับ 00 คนใหม่ก็จะได้รับมอบหมายภารกิจให้ไปสืบสวนเรื่ององค์กรลับที่นำตัว Bond ไปล้างสมองต่อไป

2. ขยายจักรวาลสายลับ 00



จากเนื้อเรื่องทั้งในนิยายและภาพยนตร์ James Bond ที่ผ่านมา เราสามารถทราบได้ว่าสายลับหน่วย 00 นั้นไม่ได้มีแค่ 007 เพียงแค่คนเดียว แต่ก็น่าเสียดายที่สายลับ 00 คนอื่นที่มีบทบาทเด่นๆ จะมีเพียงแค่สองคนเท่านั้นคือ Alec สายลับรหัส 006 ที่พลิกบทบาทมาเป็นจอมบงการฝ่ายผู้ร้ายในตอน Goldeneye และ Nomi ผู้ใช้รหัส 007 หลังจากที่ James Bond เกษียณตัวเองจากหน้าที่หลังจบภาค Spectre เท่านั้น    

ส่วนสายลับ 00 คนอื่นที่เหลือ ส่วนหนึ่งจะถูกกล่าวถึงลอยๆ (008 จะถูกกล่าวถึงโดย James Bond ในตอน Goldfinger ว่าถ้าเขาตายไป 008 จะมาช่วยสานต่อแทน  009 จะถูกบรรยายในตอน The World is not Enough ว่าเป็นคนที่ยิง Renard แบบ Headshot  และเป็นตัวละครที่โดน 007 ยึดรถเอาไปใช้ในตอน Spectre)   บางคนจะมาเป็นตัวประกอบเข้าร่วมการประชุมเฉยๆ (ในภาค Thunderball และ The World is Not Enough) ส่วนบางคนจะซวยมากหน่อยเพราะกลายเป็นตัวประกอบกีกี้ที่ถูกจัดการแบบง่ายๆ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
หากผู้สร้างหนัง 007 ในยุคหลัง Daniel Craig สามารถเขียนบทให้สายลับ 00 คนอื่นๆ เข้ามามีบทบาทหรือโชว์ความเก่งในหนัง 007 ตอนต่อไปได้มากกว่าที่เคยเป็นมา ผมเชื่อว่าแฟนๆ คงรู้สึกตื่นตาตื่นใจขึ้นกว่าเดิมแน่นอน  (ไม่จำเป็นต้องโผล่มาหลายฉากก็ได้ มาแบบน้อยๆ แต่เท่ๆ ก็โอเคแล้ว)
 
3. ฉากบู๊แบบตะลุมบอนเต็มรูปแบบสไตล์ยุค Sean Connery และ Roger Moore



 
แฟนๆ ที่โตขึ้นมากับยุคที่ Pierce Brosnan เป็น 007 จะทราบกันดีว่าเมื่อเรื่องราวดำเนินไปจนถึงจุด Climax ตัว 007 และนางเอกก็จะบุกไปต่อสู้ในฐานทัพของศัตรูอย่างเต็มรูปแบบ แต่พอมาถึงสมัยของ Daniel Craig กว่า James Bond จะมีบทไปลุยฐานทัพศัตรูแบบจริงๆ จังๆ ก็ปาเข้าไปจนถึงภาค No Time to Die ซึ่งเป็นภาคสุดท้ายแล้ว (ที่จริงภาค Spectre ก็มีฉากที่ Bond ไปบุกฐานของ Blofeld เหมือนกัน แต่ฉากลุยฐานที่ว่าทำออกมาได้น่าผิดหวังมาก)

อย่างไรก็ดี หากลองย้อนกลับไปที่ยุคของ Sean Connery และ Roger Moore แล้ว ก็จะพบว่าฉากบู๊ท้ายเรื่องของบางภาค เช่น Thunderball, You Only Live Twice , Spy Who Loved Me หรือ Moonraker จะมีสเกลที่ยิ่งใหญ่กว่า เพราะ 007 จะนำทีมทหารติดอาวุธหนักกลุ่มใหญ่เข้าต่อสู้กับกองทหารของผู้ร้ายอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ได้มีแค่ Bond และนางเอกเท่านั้น

ถ้า Bond ภาคต่อไป มีฉากต่อสู้สเกลใหญ่อย่างนี้อีก มันก็คงจะยอดเยี่ยมมาก อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เห็น 00 มาร่วมลุยด้วย
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่