สัญญาอมตะ ตอนที่ 18

กระทู้คำถาม
เซธลุกจากที่นอนด้วยความเพลียเพราะการพูดคุยกับเหล่ามังกรเมื่อคืนก่อน ตอนนี้ผู้เป็นอมตะทำงานในห้องหนังสือของรัฐสภาเหมือนเป็นงานประจำ หากเขาไม่ออกข้างนอกตามภารกิจหลักก็จะช่วยงานจัดเรียงหนังสือ บางครั้งถ้ามีการส่งหนังสือเข้าออกจำนวนมากก็จะไปช่วยพิมพ์ข้อมูลลงคอมพิวเตอร์อีกเครื่องให้งานเสร็จเร็วขึ้น
 
            ตามปกติท่านผู้นั้นจะบอกให้เตรียมพร้อมก่อนเสมอหากพบพวกมังกร วันนี้แค่ทำงานรอคำสั่งเหมือนทุกครั้ง พอเริ่มงานด้วยการรวบรวมหนังสือบนชั้นพักพนักงานอีกคนก็ทักขึ้น
 
            “เซธวันนี้เตรียมพร้อมเดี๋ยวจะมีคนเอาหนังสือชุดใหญ่มาส่ง เดี๋ยวเราสองคนช่วยกันตรวจนับว่าครบตามรายชื่อไหม” พนักงานชายร่างผอมถามอีกว่าเซธอาการดีขึ้นแล้วหรือไม่เพราะได้ยินว่าไม่สบายจนต้องหยุดงานหลายวัน “เศรษฐีแก่ ๆ อยากบริจาคของสะสมของตัวเองแต่เกิดเสียดาย เขาเอาหนังสือทั้งหมดส่งร้านทำสำเนาแล้วส่งเล่มสำเนามาให้เราเพื่อเปิดให้คนทั่วไปเข้ามาอ่าน ส่วนเล่มจริงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวที่เอาไว้จัดแสดงเท่านั้น ใช้เวลาเกือบอาทิตย์กว่าร้านหนังสือจะทำรูปเล่มและรายงานขั้นตอนทั้งหมดเสร็จสิ้น ไม่เข้าใจพวกคนมีเงินจริง ๆ อย่างน้อยทางนั้นก็เป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด”
 
            เซธยิ้มตอบอย่างสนอกสนใจ เขาอยู่มาหกร้อยกว่าปีพบหนังสือมากมาย ในบรรดาของสะสมอาจมีหนังสือที่เขาเคยอ่านอยู่ด้วยก็ได้ ผู้เป็นอมตะขอตัวจัดการนำหนังสือเก็บเข้าที่ต่อ เขาชอบทำงานหนักแต่ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเครียดอย่างเมื่อวานนี้สักนิด 
 
            เพียงสองชั่วโมงจากเวลาเปิดทำการคนจากร้านส่งของก็นำลังไม้ใบใหญ่สี่ลังมาส่ง เซธต้องช่วยเปิดประตูห้องทั้งสองบานเพื่อนำเข้ามาได้อย่างสะดวก เขาเชื่อว่าพนักงานขนส่งใช้เวทมนตร์ทำให้เบาขึ้นจนสะดวกต่อการเคลื่อนย้าย
 
            เซธกลับมาจากการหาอุปกรณ์มาเปิดลังก็พบรวิกานต์กับพนักงานร้านหนังสืออีกคนหนึ่งกำลังทยอยขนหนังสือออกมาวางเรียงบนโต๊ะเพื่อตรวจดูความถูกต้องก่อนส่งมอบ
 
            “คุณทำงานอยู่ที่นี่หรือเซธ สวัสดีตอนเช้า” รวิกานต์ผู้หน้าเหมือนคนรักของเซธทักทายอย่างคนกันเอง เซธทักตอบอย่างสุภาพแล้วหันไปสนใจหนังสือที่วางเรียงเป็นตั้ง “ร้านของฉันรับทำตัวสำเนาให้เจ้าของหนังสือพวกนี้ ฉันแค่มาช่วยเท่านั้น” พอหญิงสาวเห็นเซธเสไปหยิบรายชื่อหนังสือมาตรวจสอบก็บอกว่าจะรอให้ทำงานเสร็จก่อนค่อยพูดคุยกัน
 
            ของนำมาส่งส่วนมากเป็นตัวคัดลอกของหนังสือเก่าอายุร่วมร้อยปีจริง ๆ มีชื่อผู้แต่งหลายชื่อสะดุดตาตามประสาคนชอบอ่านหนังสือ ความรู้สึกเพลิดเพลินกับงานครอบงำเขาราวผ้านวมนุ่ม ๆ ในวันฝนตกจนแทบตัดขาดจากรอบข้าง กระทั่งหนังสือนิทานเล่มหนึ่งลอยเข้ามือตามลำดับรายชื่อ ผู้เป็นอมตะเลิกคิ้วลองพลิกดูด้วยความคิดถึง เขานิ่งเพราะท้ายชื่อเรื่องในหน้ารองปกมีรูปดาววาดอยู่ มันเป็นหมึกพิมพ์สมัยใหม่ไม่ใช่หมึกจากปากกาสมัยก่อน 
 
            “เราใช้เครื่องถ่ายเอกสารบางครั้งก็มีรอยเขียนเล่นจากเจ้าของเก่าหลงมาบ้าง รอยเขียนใหญ่ ๆ เราจัดการปกปิดจนเกือบหมด มีอะไรหรือ” รวิกานต์ทำหน้าที่เรียงกองหนังสือเห็นเซธยืนนิ่งจึงพูดขึ้น 
 
            “ใครบริจาคหนังสือฉบับคัดลอกพวกนี้มา เห็นท่านพนักงานบอกว่าเป็นเศรษฐี” เซธละความทรงจำเก่าแก่มาสนใจเรื่องตรงหน้าแทน เขาไม่อยากใกล้ชิดนางมากนักด้วยกลัวทัณฑ์คำสาป หญิงสาวบอกชื่อทำให้เขายิ้มอย่างอ่อนโยน
 
            คนบริจาคหนังสือเหล่านี้คือคนรู้จักของเซธ ลูกชายผู้พิพากษาชอบเรื่องทะเลจนวาดรูปดาวลงหนังสือนิทานซึ่งบอกเล่าเรื่องการเดินทางของโจรสลัด ตอนนั้นเซธตีสนิทครอบครัวดังกล่าวเพราะได้ยินว่ามีการยึดของกลางจำพวกมังกรหายากได้ สุดท้ายสัตว์ผิดกฎหมายเหล่านั้นเป็นแค่มังกรธรรมดาเพียงเป็นพันธุ์คุ้มครองห้ามเลี้ยงโดยไม่มีใบอนุญาต ตอนนั้นเกิดเรื่องร้ายครอบครัวของเด็กชายโดนป้ายสีจนเกือบถูกรุมประชาทัณฑ์ เซธสงสารจึงขอให้ท่านผู้นั้นกับซาเรียช่วยพาทั้งครอบครัวไปตั้งรกรากในเมืองชายทะเลห่างไกล 
 
            “รวิกานต์ ช่วยสอนวิธีค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ทหน่อยได้ไหม อยากรู้เรื่องของเศรษฐีคนนี้” 
 
            เซธขอร้องหญิงสาวอย่างกระดากเพราะตั้งใจว่าจะไม่พูดคุยตีสนิทด้วย ตลอดหกร้อยปีเขาพบเจอคนมากมายทว่าสุดท้ายก็ทิ้งพวกนั้นเพราะเป้าหมายของตัวเอง ผู้เป็นอมตะคิดอยู่ตลอดว่าตนไร้ความรับผิดชอบที่เข้าไปแทรกแซงชีวิตของคนอื่นแล้วเดินหนีหน้าด้าน ๆ คราวนี้เขาจะได้เติมเต็มความรู้สึกนั้นด้วยการตามร่องรอยชีวิตของเด็กหนุ่มน่าสงสารคนหนึ่งแม้จะผ่านมากกว่าหกสิบปีแล้วก็ตาม
 
            รวิกานต์ดูไม่โกรธเรื่องการทำเมิน นางยิ้มแล้วบอกว่าเอาไว้คุยกันตอนทานอาหารกลางวันเพราะรู้ว่าเขาไม่มีทางใช้อินเตอร์เน็ทด้วยตัวเองได้...
 
 
            จากคำบอกเล่าของรวิกานต์ เศรษฐีคนนั้นสร้างตัวจากการต่อเรือประมงในอู่ของเมือง ส่วนคนพ่อทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้ผู้คนจนมีชื่อเสียงและฐานะอีกครั้ง เซธจำได้ดีว่าเด็กหนุ่มถูกบีบบังคับจากบิดาให้สืบทอดอาชีพผู้พิพากษาทั้งที่ตัวเขาชอบเครื่องยนต์กลไกมากกว่า เขาคาดว่าการช่วยเหลือตอนนั้นทำให้พ่อกับแม่ของเด็กหนุ่มยอมรับฟังความต้องการในที่สุด 
 
            เมื่อทำเพื่อผู้อื่นด้วยความชอบธรรมผลดีตอบแทนย่อมตามมาเสมอ ครอบครัวสามคนอาศัยอยู่เมืองชายทะเลอย่างสงบแม้มีข่าวลวงลอยเข้ามาก็เปลี่ยนความคิดของชาวเมืองต่อพวกเขาไม่ได้ ความผิดที่ไม่ได้ก่ออย่างไรก็ไม่มีหลักฐาน มีแค่ส่วนน้อยที่มองพวกเขาอย่างสงสัยจนวันสุดท้ายของชีวิต บัดนี้เศรษฐีคนดังกล่าวแก่มากแล้วจึงอยากยกสมบัติส่วนหนึ่งให้เป็นของสหพันธรัฐให้คนอื่นได้ศึกษาบ้าง
 
            เซธนั่งฟังรวิกานต์เล่าเรื่องผู้บริจาคหนังสือจนลืมว่าหากใกล้ชิดเกินไปจะเกิดปัญหา ยิ่งคุยกันนานไปยิ่งเหมือนเขาได้อยู่กับโซลาน่าอีกครั้ง ด้วยมารยาทอันดีเขาเล่าให้ฟังบ้างว่าได้รับมอบหมายบันทึกข้อมูลในห้องหนังสือบางครั้งหากงานล้นมือพนักงาน 
 
            “มะรืนนี้ฉันกับพี่จะไปเที่ยวทางเหนือ เขาต้องไปอบรมเรื่องโบราณคดีสองวัน เราวางแผนจะพักโรงแรมสักแห่งแล้วออกเที่ยวก่อนค่อยกลับ เห็นพี่เพชรบอกว่าหากเป็นฤดูหนาวจะมีหิมะเต็มไปหมดจนต้องอาบแช่น้ำร้อนแทนน้ำธรรมดา แต่นี่เป็นฤดูร้อนคงไม่มีหิมะกระมัง คุณบอกว่าไปโน่นมานี่ทั่วไปหมด เคยไปรัฐนั้นหรือเปล่า” รวิกานต์อวดแผนเที่ยวทั้งที่ยังกลืนอาหารไม่เสร็จ เซธหยิบแก้วน้ำส่งให้เพราะกลัวสำลัก 
 
            “เคยไปอยู่ครั้งหนึ่ง” เซธตอบ เขาคิดว่าวันนี้จะเลิกงานเร็วแล้วไปหาเพื่อนเก่าแสดงความรับผิดชอบที่ก้าวก่ายชีวิตคนอื่น “พี่ชายเจ้าชื่อธาร์นนี่นา หรือนั่นคือชื่อเล่น” 
 
            “ธารินทร์ต่างหาก นั่นคือชื่อจริงเพชรคือชื่อเล่น ส่วนชื่อเล่นของฉันคือตะวันแปลว่าดวงอาทิตย์ ส่วนชื่อจริงของฉันแปลว่าเป็นที่รักดุจดวงอาทิตย์ แม่บอกว่าฉันสดใสเหมือนพระอาทิตย์จึงตั้งชื่อนี้ให้” แววตาของรวิกานต์เป็นประกายเหมือนทุกครั้งที่พูดเรื่องครอบครัว
 
            ตกเย็นเซธตรงดิ่งกลับห้องเตรียมไปเยี่ยมเพื่อนเก่า เมื่อตอนบ่ายเกิดเหตุปริศนาตัวประหลาดในชั้นหนังสืออาละวาดจึงปลีกตัวไม่ได้ ตอนนี้เมืองที่จะไปเยือนกลายเป็นรัฐที่มีชื่อเรื่องการต่อเรือมากที่สุด แม้จะห่างไกลจากเมืองหลวงซาเรียก็สามารถพาเขาไปด้วยมนตร์เคลื่อนย้ายได้ทันที ท่านผู้นั้นดักรอเขาหน้าห้องบอกว่าจะตามไปในสภาพล่องหนเหมือนเดิม 
 
            “ให้ข้าช่วยไหมเซธ บริการทำให้ล่องหนกับผ่านประตูอย่างอิสระ” ซาเรียซึ่งเป็นเหมือนเชือกล่องหนผูกบนแขนเสื้อยื่นข้อเสนอแลกกับเครื่องประดับพวกไข่มุก
 
            ความสะดวกสำหรับการเข้าถึงตัวเศรษฐีชรามีค่าเหนือกว่าสร้อยคอราคาแพงระยับวันยันค่ำ เขาตอบตกลงอย่างไม่ต้องคิด
 
            เซธเริ่มหายตัวตอนถึงรั้วคฤหาสน์ของเศรษฐีผู้นั้น ประตูรั้วเหล็กไม่ต่างกับอากาศธาตุเมื่อเดินผ่าน เขาใช้เวทมนตร์เบื้องต้นค้นหาพลังชีวิตบอบบางผ่านการสะท้อน คลื่นเวทมนตร์ไหลต่อเนื่องออกจากมือทั้งสองข้างกระทบสิ่งต่างๆ ผู้คนเดินไปมาในอาคารใหญ่โตสีอิฐเผาไม่สนใจเสียงเดินของผู้หายตัวเลยสักคนเดียว เวทมนตร์สะท้อนกลับบอกว่ามีจุดพลังชีวิตอ่อนมากสามจุด หนึ่งจุดข้างบน สองจุดชั้นล่างไกลไปส่วนปีกขวา เป้าหมายเป็นเจ้าของบ้านก็น่าจะอยู่ข้างบน
 
            คราวนี้คือครั้งแรกในการใช้เวทมนตร์ค้นหาเซธจึงรักษาความเสถียรไม่ได้ พอดีมีคนรับใช้นำอาหารกับน้ำเดินมาถึงชั้นสามจึงตามไป หญิงรับใช้นำอาหารมาให้ชายชราที่นอนติดเตียงอยู่ เซธไม่มั่นใจว่าใช่เขาหรือไม่จึงขอให้ซาเรียเปิดการมองเห็นกับชายแก่เท่านั้น
 
            “คุณเซธ มารับผมแล้วหรือ” ชายชรามองเซธด้วยแววตาขุ่นมัว คำพูดเหมือนสมัยก่อนเปล่งออกมาอย่างอ่อนระโหย 
 
            หญิงรับใช้มองซ้ายขวาไม่พบใครก็บ่นว่าเจ้านายมองเห็นภาพหลอนอีกแล้ว นางจัดจานอาหารง่าย ๆให้ชายชราบนโต๊ะมีล้อเข็นข้างที่นอน 
 
            “เธอมองไม่เห็นหรือ คนที่ฉันเล่าให้ฟังว่าช่วยฉันกับพ่อเอาไว้ คงถึงเวลาต้องไปแล้วสินะ” ชายชรายันตัวนั่งโดยมีหญิงสาวคอยประคอง 
 
            “คุณท่านแค่เห็นภาพหลอนเหมือนทุกครั้ง บอกท่าน ๆ เหล่านั้นว่าเราต้องการให้คุณท่านอยู่ด้วยจนถึงที่สุด อยากให้ฉันนั่งด้วยเหมือนเดิมไหม” สาวใช้เลื่อนโต๊ะทานอาหารเข้ามาชิดตัวชายชราผมหงอกบาง เขามองเซธไม่วางตาราวกลัวภาพจางหายไป 
 
            เซธมั่นใจว่าอีกฝ่ายคือเด็กหนุ่มตอนนั้นจึงเดินเข้ามาจับมือแล้วบอกว่าต้องการความเป็นส่วนตัว ชายชราได้ยินก็บอกให้สาวใช้กลับไปทำงานต่อ
 
            “เพิ่งรู้ว่าผีต้องนั่งเก้าอี้ด้วย ผมอายุปูนนี้แล้วแต่คุณยังหนุ่มอยู่เลย คงเป็นผีเท่านั้นล่ะ” ชายชรามองเซธลากเก้าอี้มานั่งอย่างสงสัย
 
            “ข้าฟังเรื่องของเจ้ามาแล้ว ขอโทษที่ปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น” เซธเสริมอีกว่าให้อีกฝ่ายกินอาหารไปคุยไป “อย่างน้อยข้าก็คิดถูกที่พาหนีมาที่นี่ มนุษย์บางพวกชั่วร้ายพิพากษาคนตามสิ่งที่เชื่อเท่านั้น”
 
            “คุณพูดถูกว่าทะเลสดใสเจิดจ้าและไม่สิ้นสุด พวกเราเริ่มต้นใหม่กันที่นี่ เราทำดีกับทุกคนเพื่อไม่ให้คนใส่ร้ายอีก” เสียงของชายชรายังชัดเจนทว่ามีร่องรอยอ่อนล้าตามอายุขัย 
 
            เซธสังเกตมานานแล้วว่าบางครั้งเขามักได้ยินเสียงแปลก ๆ โดยเฉพาะเวลามีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน เขาคิดว่าเป็นเสียงของสัตว์หรือลม ทว่าความเชื่อเปลี่ยนไปเมื่อท่านผู้นั้นบอกว่าสิ่งมีชีวิตโบราณเฝ้าดูเขาเพื่อรอจับผิด คราวนี้หน้าต่างห้องนอนกระทบผนังด้านนอกเบา ๆ เหมือนโดนลมทั้งที่ไม่มีลมพัดและหน้าต่างอีกบานไม่กระดิก อาจมีบางสิ่งเฝ้ามองเขาอยู่ว่ากำลังทำอะไร เซธไม่อยากเป็นเครื่องมือของเสาค้ำจุนแต่ไม่มีทางเลือก เขาใจร้ายกับคนที่ทำดีด้วยไม่ได้ ยิ่งฝ่ายตรงข้ามแก่มากยิ่งทำไม่ลงไม่อย่างนั้นคงไม่มาถึงที่นี่
 
            ผู้เป็นอมตะมีทางเดียวคือไม่สนใจว่าถูกแอบฟังไม่ว่าจะจากมนุษย์หรืออมนุษย์
 
            “ข้ารู้ว่าเจ้าสร้างตัวจนได้ดิบได้ดี อย่างที่บอกเสมอว่าต้องเชื่อมั่นในตัวเอง แล้วก็ทำได้ด้วย” เซธจับมือเหี่ยวย่นข้างที่วางไว้เฉย ๆ ความทรงจำเมื่อตอนนั่งอ่านหนังสือด้วยกันในห้องรับแขกลอยขึ้นจาง ๆ 
 
            “พวกคนที่นี่ชอบเรา คุณบอกเสมอว่ามนุษย์มีทั้งดีและร้าย คุณพาพวกเรามาพบคนดีเหล่านี้” การพูดวกวนเรื่องเก่าแก่ทำให้เซธรู้ว่าอีกฝ่ายมีอาการหลงแล้ว กระนั้นเขายังยิ้มและพยายามสื่อสารว่าภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
 
(มีต่อ)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่