ฝ่ายค้านเกาะติดจี้ “ลุงตู่” ตอบกระทู้ถามเรื่องพระสงฆ์

มีรายงานข่าวจากสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า นายนิยม  เวชกามา ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ได้ตั้งกระทู้ถามพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งถึงเรื่องขอทราบแนวทางการแก้ไขปัญหาความไร้มาตรฐานในการเลือกปฏิบัติกับพระสงฆ์ตลอด ๓ ปีที่ผ่านมาว่า จะดำเนินการอย่างไรให้กลับเข้าสู่หลักนิติธรรมในระบบนิติรัฐ เพื่อเป็นการป้องกันมิให้เกิดความแตกแยกในหมู่คณะสงฆ์ไทย รายละเอียดกระทู้ถามมีดังนี้

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ตลอดระยะเวลากว่า ๓ ปีที่ผ่านมา ได้มีการดำเนินการทางกฎหมายกับพระสงฆ์อย่างไม่เป็นธรรม และไม่ใยดีต่อหลักนิติธรรม (The Rule of Law)   จากเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นผลทำให้วงการคณะสงฆ์ไทยเกิดความแตกแยกอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้ง ๆ ที่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะเกิดการดำเนินการกับพระสงฆ์ใด ๆ ได้เลย เพราะข้อกล่าวหาที่ยัดเยียดให้กับพระเถระทั้ง ๓ วัด คือ วัดสามพระยา วรวิหาร,                 วัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร และวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย  ปราศจากหลักฐานที่จะเอาความผิดได้ ไม่ว่าจะเป็นวัดทั้ง ๓ วัดดังกล่าวนี้ หรือวัดที่เหลืออีก ๓๓ วัด ในการรับงบอุดหนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในคราวเดียวกันนั้น  อีกทั้งยังปรากฏว่ามีการเลือกปฏิบัติอย่างแจ้งชัดว่ามิได้มีการดำเนินการใด ๆ   กับวัดกัลยาณมิตรภายหลังจากที่มีคำพิพากษาของศาลยุติธรรมถึงที่สุดแล้ว แต่กลับดำเนินการทุกอย่างกล่าวหาเอาความผิดกับอีก ๓ วัดอย่างไร้ความเป็นธรรม คือ วัดสามพระยา วรวิหาร, วัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร และวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร พฤติการณ์ดังเช่นที่ว่านี้เป็นที่ปรากฏอย่างแจ้งชัดทั้งในหมู่คณะสงฆ์และในหมู่พุทธศาสนิกชนชาวไทย   ทั้งในราชอาณาจักรไทยและนอกราชอาณาจักร สร้างความแตกแยกและความเสื่อมเสียแก่วงการพระพุทธศาสนาอย่างที่มิสามารถจะประเมินค่าความเสียหายใด ๆ ได้ 
                 จึงขอเรียนถามว่า 
                 ข้อ ๑) ตามบทบัญญัติมาตรา ๓ วรรคแรกของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ” นายกรัฐมนตรีจึงเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดินในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นแบบอย่างในการบริหารงานราชการตามหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอันเป็นที่แจ้งประจักษ์ชัดว่า เรื่องของวงการคณะสงฆ์ไทยตลอดระยะเวลา ๓ ปีที่ผ่านมาได้ถูกเลือกปฏิบัติและถูกดำเนินการที่ขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างโจ่งแจ้งตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ขอถามว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาของส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทราบความจริงในข้อนี้อย่างไรหรือไม่ และหากทราบแล้ว เพราะเหตุใดจึงมิได้ดำเนินการทบทวนแก้ไขให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมอย่างที่ควรจะเป็น ขอคำอธิบายโดยละเอียด 
                 ข้อ ๒) จากความที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ จะเห็นได้ชัดเจนว่า มีการเลือกปฏิบัติอยู่ ๒ กรณี กล่าวคือ กรณีการดำเนินคดีเอาความผิดกับ ๓ วัดตามที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่กลับละเว้นที่จะไม่เอาความผิดกับวัดอีก ๓๓ วัดที่เหลือ และอีกกรณีหนึ่ง คือ การปฏิบัติกับวัดกัลยาณมิตรภายหลังจากมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โดยให้ดำรงตำแหน่งทางการปกครองคณะสงฆ์และคงดำรงสมณศักดิ์อยู่ตามเดิม ในทางกลับกัน กลับดำเนินการกับอีก ๓ วัดให้พ้นจากการดำรงตำแหน่งทางการปกครองคณะสงฆ์และนายกรัฐมนตรีเร่งรีบดำเนินการเสนอให้ถอดถอนสมณศักดิ์ในทันที ทั้ง ๆ ที่ยังเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหาจากพนักงานสอบสวนเท่านั้น เมื่อปรากฏความจริงเป็นเช่นนี้ ก็เป็นเครื่องยืนยันได้ชัดเจนว่า วงการคณะสงฆ์ไทยมิได้ยึดหลักนิติธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะถ้าหากจะมองกันอย่างลึกซึ้งโดยปราศจากอคติแล้ว การรับเงินอุดหนุนของวัดวาอารามต่าง ๆ ไม่ควรจะเป็นความผิดใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะฝ่ายรัฐได้มีการถวายความอุปถัมภ์วัดวาอารามต่าง ๆ ในลักษณะเช่นนี้ สืบทอดกันมาอย่างยาวนานแล้ว และถึงหากจะเป็นความผิด ก็เป็นความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐว่าด้วยวิธีการงบประมาณ มิใช่เป็นความผิดของพระสงฆ์ การจะมาเอาความผิดเฉพาะ ๓ วัดกัน เมื่อกว่า ๓ ปีที่ผ่านมา จึงเป็นความมุ่งประสงค์ร้ายของกลุ่มมารศาสนาที่เต็มไปด้วยความมีอคติและอาฆาตมาดร้าย อันเป็นที่ทราบกันในหมู่ชาวพุทธโดยทั่วไป ขอถามว่า นายกรัฐมนตรีจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ โดยยึดหลักนิติธรรมด้วยวิธีใด และจะมีข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวถึงนี้ เพื่อให้มีการแก้ไขให้ถูกต้องตามหลักนิติธรรม โดยเร็วที่สุดได้เมื่อใด ขอคำอธิบายโดยละเอียด 
                 ข้อ ๓) ตามกฎหมายคณะสงฆ์ กำหนดให้มหาเถรสมาคมเป็นองค์กรปกครองสงฆ์สูงสุด แต่เมื่อปรากฏว่า มีพระเถระผู้ใหญ่หลายรูปซึ่งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมในหลายวัดรวมอยู่ในจำนวน ๓๓ วัดตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติให้การไว้กับพนักงานสอบสวนไปแล้ว ได้ลงนามรับเงินอุดหนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในคราวเดียวกันกับ ๓ วัดที่ถูกดำเนินคดีไปแล้วดังกล่าวนั้น กรณีเช่นนี้ ขอถามว่า นายกรัฐมนตรีจะมีวิธีแก้ไขปัญหา ดังกล่าวนี้อย่างไร เพราะหากจะดำเนินคดีเช่นเดียวกับ ๓ วัดที่ได้ถูกดำเนินคดีไปแล้ว ก็จะเป็นผลทำให้กรรมการมหาเถรสมาคมจำนวนหลายรูปต้องพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ในทันที แต่ถ้าหากละเว้นที่จะไม่ดำเนินคดีในมาตรฐานเดียวกันกับอีก ๓ วัดที่ได้ดำเนินคดีไปแล้ว ก็จะถูกกล่าวหาว่า เป็นการเลือกปฏิบัติ ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม สภาพการณ์เช่นนี้ ขอถามว่า  นายกรัฐมนตรีจะมีแนวทางใดที่จะแก้ไขปัญหาทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาวให้เกิดเป็นบรรทัดฐานและเป็นที่ยอมรับในทางปฏิบัติแก่วงการพระพุทธศาสนาในประเทศไทยต่อไป ขอทราบรายละเอียด 
                 ข้อ ๔) โดยที่ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรีตามกฎหมาย และยังทำหน้าที่เป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคมตามที่กฎหมายกำหนดอีกด้วย ขอถามว่า นายกรัฐมนตรีจะมีข้อสั่งการเป็นประการใดที่จะมอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคมเสนอให้ที่ประชุมมหาเถรสมาคมพิจารณาทบทวนมติมหาเถรสมาคมที่ได้เคยมีมติไปแล้วและส่งผลกระทบต่อพระเถระทั้ง ๓ วัดที่ถูกดำเนินคดี ให้กลับคืนสู่สถานภาพเดิมโดยเร็วที่สุด แล้วขอให้ถือว่า สิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้วเป็นข้อผิดพลาดที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ สมควรจะต้องหาข้อยุติที่มิให้เกิดผลกระทบต่อทุก ๆ ฝ่าย โดยยึดหลักนิติธรรมและหลักแห่งสามัญสำนึกเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะเป็นแนวทางในการดำเนินการต่อไป 
                 ข้อ ๕) ในฐานะที่ข้าพเจ้าเคยบวชเรียนและสอบได้เปรียญธรรมมาก่อนพอมีความรู้ความเข้าใจในหลักพระธรรมวินัย จึงมีความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อการไม่คำนึงถึงหลักพระธรรมวินัย ดังที่ได้ปรากฏว่ามติมหาเถรสมาคมในบางมติขัดต่อหลักพระธรรมวินัยอาจจะโดยตั้งใจหรือมิได้ตั้งใจก็ตาม แต่ก็ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมีศรัทธาของพุทธศาสนิกชน และความน่าเชื่อถือของมหาเถรสมาคมที่จำเป็นอย่างยิ่งต้องได้รับการแก้ไข เพราะที่ผ่านมา   มหาเถรสมาคมได้เคยมีมติครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๔ มติที่ ๒๓๖/๒๕๖๔ เมื่อคราวประชุมวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๔ และมติมหาเถรสมาคมครั้งที่ ๑๒/๒๕๖๔ มติที่ ๓๑๙/๒๕๖๔ เมื่อคราวประชุมวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ อันมีผลกระทบกับพระเถระที่ถูกกล่าวหาไปแล้วทั้ง ๓ วัด ด้วยการตีความกฎหมายคณะสงฆ์บนพื้นฐานแห่งความมีอคติ มิได้ผ่านขั้นตอนตามหลักพระธรรมวินัยและมิได้เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้เข้าชี้แจงแสดงข้อเท็จจริงแต่อย่างใด หากการพิจารณาของมหาเถรสมาคมกระทำการเช่นนี้ได้ ก็อาจแปลความได้ว่า กรณีของพระภิกษุอีก ๓๓ วัด หากวัดใดถูกกล่าวหาดำเนินคดีเช่นเดียวกับอีก ๓ วัดที่ได้ดำเนินการไปแล้ว กรรมการมหาเถรสมาคมก็จะต้องมีมติเฉกเช่นเดียวกันนี้ แล้วจะเหลือกรรมการมหาเถรสมาคมครบองค์ประชุมหรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้ ในกรณีที่กรรมการมหาเถรสมาคมได้มีมติให้วัดทั้ง ๓ พ้นจากความเป็นพระภิกษุโดยที่มิได้แสวงหามูลความจริงให้ครบถ้วนเสียก่อน ก็จะเป็นเหตุให้กรรมการมหาเถรสมาคมเป็นอาบัติสังฆาทิเสส เพราะกล่าวหาภิกษุอื่นโดยไม่มีมูลความจริง   ส่วนวัดอื่น ๆ ซึ่งมีกรรมการมหาเถรสมาคมรวมอยู่ใน ๓๓ วัดด้วย ก็จะพลอยเป็นอาบัติปาราชิก นับแต่วันที่เซ็น จ่าย ย้าย โอน ทรัพย์ ตามที่มหาเถรสมาคมได้เคยมีมติดังกล่าวนั้นไปด้วยเช่นกันใช่หรือไม่ ข้าพเจ้า มีความเห็นว่า เรื่องของหลักพระธรรมวินัยเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ไม่สมควรที่มหาเถรสมาคมจะมองข้ามไปโดยที่มิให้ความสำคัญ มิเช่นนั้น ก็จะกลายเป็นไม่มีอะไรเป็นหลักยึดในทางปฏิบัติที่จะถือเป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัย โดยคิดเอาเองว่า กรรมการมหาเถรสมาคมจะวินิจฉัยไปในทางหนึ่งทางใดก็ได้ โดยมิต้องรับผิดชอบในการวินิจฉัยของตน  หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ก็จะเกิดความเละเทะในการปกครองคณะสงฆ์ ที่ไม่สามารถจะเอาเป็นแก่นสารใด ๆ ได้ ขอถามนายกรัฐมนตรีว่า ท่านได้มองเห็นถึงปัญหาการปกครองคณะสงฆ์ดังกล่าวในข้อนี้ อย่างไรหรือไม่ หากทราบว่าเกิดปัญหาขึ้นแล้ว จะมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างไร ขอทราบรายละเอียด 
                 ข้อ ๖) นายกรัฐมนตรีทราบหรือไม่ว่า ปัจจุบันนี้การปกครองคณะสงฆ์มิได้มีการยึดหลักจารีตประเพณีปฏิบัติที่สืบทอดต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนาน อาทิเช่น มีการแต่งตั้งเจ้าอาวาสแบบเล่นพรรคเล่นพวกโดยมิได้มีการคำนึงถึงจารีตในทางปฏิบัติที่ในแต่ละวัด มีบูรพาจารย์ของตนสืบทอดต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนานจนเป็นที่ยอมรับของประชาชนในแต่ละชุมชนนั้น ๆ นี่คือสาเหตุที่ทำให้เกิดความปั่นป่วน แตกแยกทั้งในหมู่คณะสงฆ์และ              ในหมู่พุทธศาสนิกชนของแต่ละชุมชน ดังที่ปรากฏมีข่าวการร้องเรียนอยู่เนือง ๆ ที่นายกรัฐมนตรีสามารถสอบถามความจริงได้จากวัดวาอารามต่าง ๆ ดังเป็นที่ทราบอยู่แล้ว ขอถามว่า  นายกรัฐมนตรีจะมีข้อสั่งการใด ๆ ผ่านผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคมเพื่อให้เป็นข้อสังเกตที่มหาเถรสมาคมจำเป็นต้องคำนึงถึงความงดงามและความน่าเชื่อถือของพระสังฆาธิการในแต่ละวัดวาอารามต่าง ๆ ตามที่ควรจะเป็น 
                 ขอให้นายกรัฐมนตรีตอบในราชกิจจานุเบกษาตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.๒๕๖๒ ข้อ ๑๖๒ ข้อ ๑๖๓ วรรคสอง และ ข้อ ๑๖๕ 
                 กระทู้ถามของส.ส.นิยม เป็นกระทู้ถามที่ ๒ ท่าทางจะเกาะติดเรื่องนี้เพราะเคยบวชเรียนมาก่อน ก็คงต้องรอท่านนายกรัฐมนตรีจะตอบกระทู้ถามอย่างไรต่อไปครับ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่