คิดว่าแยกทางด้วยดีแต่มารู้ทีหลังว่าสามีแอบนอกใจ

กระทู้คำถาม
สวัสดีค่ะ นี่เป็นกระทู้แรก ตั้งใจสมัครสมาชิกมาถามโดยเฉพาะเลยค่ะ อยากได้ความเห็นจากเพื่อนๆ พี่ๆที่อาจมีประสบการณ์คล้ายๆกัน มาช่วยให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจหน่อยค่ะ
ขอท้าวความก่อนว่าเราเป็นคนไทยอาศัยอยู่ต่างประเทศ มีสามีที่จดทะเบียนอยู่ด้วยกันมา 8ปี มีลูกด้วยกัน1 คน เรามีลูกติด 1 คนอยู่กับพ่อแม่เราที่ไทย (ลูกคนโตของเรา ทางครอบครัวของพ่อเขารับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่าง) ความสัมพันธ์ของเราแรกๆก็ดีมากๆ แต่ช่วงสองสามปีหลังมีลุ่มๆดอนๆ ต่างฝ่ายต่างมีกำแพง มีปัญหาไม่เคยเคลียกัน เราก็เริ่มเบื่อกับความสัมพันธ์มากๆ เพราะคิดว่าเขาต้องการให้เราเข้าหาเขาอย่างเดียว เขาอยากมีลูกอีกคนนึงแต่เราคิดว่าถ้าความสัมพันธ์เราไม่ดี เราก็ยังไม่อยากมี ในใจลึกๆเราก็อยากมีมาก แต่อยากให้ซ่อมความสัมพันธ์ของเราก่อน เรื่องบนเตียงนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย สองสามเดือนครั้งทั้งๆที่นอนเตียงเดียวกัน เขาเป็นพวกที่ไม่ใส่ใจคู่นอนเวลามีเรื่องอย่างว่า มันเลยทำให้เราไม่อยากทำเพราะทำไปแล้วก็ไม่ได้อะไร แต่ถ้าเขาอยากทำก็ไม่เคยปฏิเสธ

เขามีธุรกิจเล็กๆ เป็นคนขยันทำมาหากินทำงานตลอด
เดือนมกราที่ผ่านมา เราได้ย้ายครอบครัวของเรามาอยู่ที่บ้านพ่อแม่เขา เนื่องจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายในการเช่าบ้านเพื่อจะได้ไปดาวน์บ้านเป็นของตัวเอง แต่พอมาอยู่บ้านพ่อกับแม่เขาเท่านั้นแหละ ความสัมพันธ์ดิ่งลงเหวไปเรื่อยๆ เรารักและเคารพพ่อเขามาก รักเหมือนพ่อตัวเอง แต่แม่เขานี่ออกแนวรักลูกเกินไป เวลาเห็นเราบ่นอะไรลูกเขา เราทำอะไรก็จะขัดหูขัดตาไปหมด เป็นคนชอบใช้เสียงดังตะคอก และคอยมาเจ้ากี้เจ้าการเรื่องการเลี้ยงลูกของเรามาก ซึ่งแนวทางการเลี้ยงลูกของเรากับแม่เขานั้นขัดกันอย่างสิ้นเชิง เช่น แม่เขาจะไม่ยอมให้ลูกเราทำอะไรเลย เวลาเราบอกให้ลูกเราแต่งตัวเอง หรือกินข้าวเอง แกก็จะมาคอยทำให้ทุกครั้ง ซึ่งลูกเรา 6ขวบแล้ว และก็ทำเองได้มาโดยตลอด.. เวลาเราอธิบายแนวทางของเราให้ฟังแกก็จะไม่พอใจ และกร่นด่าเป็นภาษากรีก ซึ่งเราฟังไม่รู้เรื่อง การที่เราตกไปอยู่ในสภาพแบบนั้นมันทำให้เราเครียดมากๆ บวกกับความสัมพันธ์ของเรากับสามีก็ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว ยิ่งทำให้เราอึดอัดไปใหญ่ และเราก็ไม่เคยได้รับความเห็นอกเห็นใจจากสามีเลย เรารู้สึกว่าตัวคนเดียว อยู่ไปเพื่อลูกเท่านั้น บางทีเราตื่นขึ้นมาตอนเช้ามีความคิดว่าจะตื่นมาทำไม ไม่ต้องตื่นเลยได้ไหม..

หนึ่งอาทิตย์ก่อนที่เราจะออกมา เมืองที่เราอยู่มีการล็อคดาวน์ ซึ่งสามีเราไม่สามารถออกไปทำงานได้ เราสังเกตเห็นพฤติกรรมแปลกๆของสามีคือเขาจะหมกตัวเองอยู่ที่ออฟฟิตทั้งคืน กลับเข้ามานอนตี 5 ตื่นบ่ายโมง บ่ายสอง แล้วจะเอาโทรศัพท์ยัดไว้ใต้ตัวตลอด

เราต้องดูแลลูกเรื่องการเรียนออนไลน์คนเดียวมาก่อนหน้านั้นแล้ว เลยคิดว่าตอนที่เขาไม่ได้ทำงาน เขาอาจมาช่วยตรงนี้บ้าง เราเครียดมาก เพราะลูกเราไม่อยู่นิ่งเลย (มีแนวโน้มเป็นสมาธิสั้น) การเรียนออนไลน์ยิ่งทำให้ยากไปใหญ่แต่เราไม่เคยได้รับการซัพพอร์ตตรงนี้จากสามีเลย ถึงแม้จะขอให้เขาเปลี่ยนมาดูบ้าง เขาก็ไม่ใส่ใจเลย

ทุกคืนเราจะออกไปเช็คลูกเราว่าเขาห่มผ้าไหม แต่ก็จะเห็นว่าลูกเราไม่ได้นอนอยู่ในห้องตัวเองซักคืน คือย่ามาปลุกให้ไปนอนด้วยตลอด ซึ่งอันนี้เราไม่พอใจมาก เพราะเราไม่ได้อยากแยกห้องกับลูก เราเลยคุยกับสามีว่าถ้าย่าเขาจะมาเอาลูกไปนอนด้วยทุกคืนแบบนี้ก็ให้ลูกมานอนกับเราสิ คุณก็ไม่ได้กลับมานอนอยู่แล้วนี่ พอเวลาที่เขากลับมานอนก็ใกล้จะเป็นเวลาตื่นของเรากับลูก 6.30โมง เขาบอกว่าถ้าอยากให้ลูกมานอนน่ะได้ แต่เธอต้องไปนอนที่อื่น เพราะนอนกัน 3คนไม่ได้มันอึดอัด เราเลยถามว่าจะเอาแบบนี้จริงๆเหรอ ชั้นไปนอนบ้านเพื่อนชั้นก็ได้ใช่ไหม เขาบอกตามสบาย เราเลยตกลงกันว่าจะแยกทาง เราคิดว่าอยู่ไปก็ไม่มีความหมายอีกแล้ว หนำซ้ำยังมีความรู้สึกว่าสามีแอบคุยกับคนอื่น แต่กลัวคำตอบมาก และกลัวการโดนหักหลัง เราเลยเก็บกระเป๋าออกมา วันที่ 4สิงหา โดยที่ไม่เอาอะไรจากเขามาเลย มีแค่กระเป๋าใส่เสื้อผ้าใบเดียว

ตอนแรกที่เดินออกมา รู้สึกสบายใจมาก ไม่ต้องทนให้ใครกดขี่ ดูถูกอีกต่อไปแล้ว เขาชอบดูถูกว่าเรากับครอบครัวมาเกาะเขากิน เรามีภาระต้องส่งเงินให้ทางบ้าน เลี้ยงดูพ่อแม่ พ่อเป็นอัมพฤกษ์ แม่ต้องคอยดูแลตลอด เขาไม่ยอมให้เราทำงาน เพราะไม่อยากแบ่งภาระการดูแลรับ-ส่งลูก เราทำงานบ้านทุกอย่าง ดูแลเขาทุกอย่าง เรื่องลูกดูแลเอง 100% เขาแค่ทำงานอย่างเดียวเท่านั้น เราออกมาอยู่ข้างนอกกับเพื่อน ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลซึ่งเพียงพอกับค่าใช้จ่ายแต่ไม่ได้เหลือกินเหลือเก็บแต่ไม่ได้ลำบาก เราก็ต้องหางานทำกันต่อไป แต่ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดชะงักไปหมด

พออยู่ข้างนอกไปซักเดือนกว่า เรามีการแชร์ลูกแบบ 50/50 ลูกเริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากการที่ย่าเขาเป็นคนเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย มารู้ทีหลังว่าพ่อของเขามัวแต่สนใจผู้หญิงคนใหม่ คุยโทรศัพท์ทั้งวันทั้งคืน ลูกไม่ได้รับการดูแลกลายเป็นคนก้าวร้าวและนิสัยไม่ดี เพราะย่าเป็นคนชอบตะคอกและเลี้ยงแบบตามใจ เวลาเรารับกลับมา ต้องมาคอยปรับพฤติกรรมตลอด เพราะเค้าจะชอบขึ้นเสียงและตะคอก บางทีมีการตีเราด้วย ซึ่งเราทนเห็นตรงนี้ไม่ได้ เลยเกิดคำถามขึ้นในหัวว่าเราได้ทำเต็มที่ในความสัมพันธ์นี้แล้วหรือยัง จะยอมแพ้แล้วอาจทำให้ลูกมีปัญหาในอนาคตหรือ? ในความเป็นจริงแล้ว ตอนที่ตัดสินใจออกมาคืออยากออกมาใช้เวลากับตัวเองคิดทบทวน เพราะอยู่ในบ้านกับครอบครัวของเขามันบั่นทอนจิตใจเหลือเกิน มันอึดอัดและเครียดสะสมมาก แม่เขาเป็นคนรักลูกมาก คือลูกไม่ต้องทำอะไรเลย นั่งอยู่เฉยๆทุกอย่างลอยมาตรงหน้า กินข้าวไม่ต้องเก็บจาน

เราออกมาได้ไม่กี่วัน เขาได้ทำเรื่องแบ่งการเลี้ยงดูลูกและพูดถึงเรื่องหย่า และการแบ่งทรัพย์สิน เขาให้รถเรามาหนึ่งคันและเงินสดซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับที่เขามี ตอนนั้นยอมรับว่าตกใจมาก ไม่คิดว่าคนที่เคยรักกันอยู่ด้วยกันมาเกือบ10ปี จะยอมแพ้ได้ง่ายขนาดนี้ แต่พอมารู้ความจริงว่าเขาแอบมีผู้หญิงคนอื่นที่คอยรองรับอยู่แล้ว มันทำให้เราจุกจนพูดไม่ออก...

สับสนมาก แต่ชีวิตต้องเดินต่อไป ตอนแรกแค่คิดว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นแค่คนที่เข้ามาเพื่อที่จะทำให้เขาตัดใจจากเราได้ง่ายขึ้น แต่ไม่เลย เขาแอบคุยแอบคบกันมาก่อนแล้วต่างหาก เขารู้จักผู้หญิงคนนี้มานานแล้ว แต่มาเริ่มคุยกันจริงจังประมาณ 20กรกฎาคม เป็นต้นมา ก่อนหน้าที่จะมีการไปเดินประท้วงต่อต้านวัคซีนโควิด ผู้หญิงคนนั่นก็เป็นพวกประเภทเดียวกัน เลยอาจคุยกันถูกคอ เราเห็นจากบิลโทรศัพท์ เขาคุยกันมาตลอด คุยกันมากกว่าที่คุยกับเราเยอะมากคุยกันวันละหลายๆชั่วโมง นานสุก7ชั่วโมง ตั้งแต่ สี่ทุ่มถึงตี 5 คือช่วงที่เขาอยู่ในออฟฟิศ เขาคุยกันตลอด หลงมากหัวปักหัวปำ..ซื้อของให้ผู้หญิงคนนั้นมากมาย เป็นสายเปย์ ลูกอยากได้จักรยานใหม่ บอกไม่มีเงินซื้อให้ เพราะตอนนี้ไม่ได้ทำงาน เราออกมาไม่ถึงสองอาทิตย์จองโรงแรมอาทิตย์นึงจะไปเที่ยวด้วยกันตอนปีใหม่แล้ว พอเห็นแล้วทำใจไม่ได้เลย
เศร้า! ไม่คิดไม่ฝันว่าในชีวิตจะต้องมาเจอกับเรื่องราวแบบนี้.. 
ถ้าหากเขาใส่ใจกับครอบครัวเหมือนที่ใส่ใจผู้หญิงคนนี้ ครอบครัวคงยังเป็นครอบครัวอยู่ 😢 แต่เราก็มีส่วนผิดที่ไม่ได้เอาใจใส่เขาเพราะเราก็โฟกัสแต่ลูก

เมื่อเจอและเห็นทุกอย่างแล้ว มันรู้สึกจุกจนบอกไม่ถูก สงสารลูกมาก สงสารลูกที่เคยคิดว่าเขาเป็นพ่อที่ดี รักลูก แต่พอเขามีผู้หญิงคนใหม่ เขาเห็นลูกเป็นเหมือนสิ่งกีดขวางอนาคตของเขาเท่านั้น ไม่เคยสนใจใยดีลูกเลยตอนที่เขารับลูกมาอยู่ที่บ้านของเขา..
เสียใจที่เราได้มอบความรักความไว้ใจให้ เขาไม่เคยเห็นความดีหนำซ้ำยังคอยแต่จะมาดูถูกเหยียดหยามสารพัด เราทนอยู่เพื่ออยากที่จะรักษาครอบครัว ไม่อยากเห็นลูกตอนพ่อกับแม่แยกทางกัน ลูกเป็นคนที่เซ้นซิทีฟมาก เค้ารักพ่อกับแม่เท่าๆกัน

ตอนนี้เขาป่วยหนักเป็นโควิดอยู่ที่โรงพยาบาล อาการหนักมาก เป็นตายเท่ากัน เขาเป็นคนไม่เชื่อเรื่องโควิด บอกว่าโควิดเป็นแค่ไข้หวัดใหญ่ธรรมดาไม่ร้ายแรง จากการไปเดินประท้วงต่อต้านการฉีดวัคซีน ซึ่งเรื่องนี้เราทะเลากันบ่อยมาก เขาเป็นคนน้ำหนักตัวเกินเยอะมาก เราขอร้องให้เขาไปฉีดวัคซีน โดนด่ากลับมาว่าถ้าเธออยากเป็นแกะก็เป็นไปเลยตลอดชีวิตของเธอ แต่เขาคือสิงโตไม่ไปเดินตามใครเป็นฝูงๆหรอก..

ใจเราอยากอโหสิกรรมให้มาก แต่ยิ่งมาเห็นสิ่งที่เขาทำกับเราแล้วมันทำใจยากเหลือเกิน ตอนนี้เราย้ายมาอยู่บ้านพ่อแม่เขาเพราะเราต้องมาดูแลลูก (ดูแลพ่อแม่เขาด้วย ติดโควิดกันทั้งบ้าน) เลยมีโอกาสได้หาหลักฐานต่างๆ ซี่งตัวเขาเอาไม่ทันได้ซ่อนอะไรเลย เพราะไปโรงพยาบาลแบบกระทันหัน
เรายังไม่ติด แต่ไม่รู้จะดูแลตัวเองแบบนี้ไปได้นานแค่ไหน เพราะทุกคนติดหมด ลูกก็แค่ 6ขวบ
ทุกวันนี้เราเอาเรื่องพวกนี้พับเก็บไว้ก่อนเลย แค่เอามาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ ตอนนี้ก็ได้แต่สวดมนต์ภาวนาให้เขารอดปลอดภัยกลับมาเท่านั้น
ถ้าเขาตายไปเราก็อโหสิกรรมให้ทุกอย่าง แต่ถ้าเขายังพอมีบุญได้กลับมาใช้ชีวิตอีกครั้งนึง เขาจะมีโอกาสกลับตัวกลับใจเปลี่ยนตัวเองมาเป็นคนดี ดูแลลูกเมียบ้างไหม? 
อยากได้คำพูดที่พอจะเป็นแนวทางให้เขากลับตัวกลับใจ ถ้าหากมีโอกาสได้บอกกับเขาอีกครั้ง
หรือเราควรหยุดและเดินหน้าไปต่อโดยไม่ต้องหันหลังกลับมาอีกแล้ว?
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่