นิยายเบาสมอง : Mikaza ไอ้บ้าเอ๊ย! ( 60 : งานเข้า )

กระทู้สนทนา
หลังจากกอล์ฟยอมใช้ท่าไม้ตายในวัยเด็กงัดมาใช้กับแม่  ทั้งๆ ที่ตัวเองต้องอับอายแทบมุดแผ่นดินหนี  ภาพลักษณ์ที่สะสมไว้ยอมพังก็เพื่อให้ตรีรัตนามีความสุข  บ้านหลังนี้จึงเป็นสถานที่ซ้อมต่อได้อย่างสะดวกดาย  
            พอพ่อกับแม่เลิกงานกลับมา  กอล์ฟก็คอยเอาอกเอาใจตั้งแต่ลงจากรถจนถึงเข้าห้องนอน  แต่ก็ไม่วายที่นายธนาคารหญิงจะแอบมายืนระเบียงบนบ้านเพื่อดูกลุ่มเด็กนักเรียนร่วมสามสิบชีวิตอยู่เนือง ๆ เพราะมีเด็กสาวคนหนึ่งในนั้น  ที่แม่กาญจนาให้ความสนใจเป็นพิเศษ  ด้วยสัญชาติญาณความเป็นแม่และความเป็นผู้หญิงด้วยกัน
            การซ้อมล่วงเข้าสู่วันสุดท้ายก่อนวันแข่งขัน  พรุ่งนี้คือวันชี้ชะตาของกีฬาทุกประเภทในเวลาเดียวกันนั้นคือ สิบโมงเช้า
            “ปลายวันนี้  ฉันว่าเธอเดินดูปกติดีจัง”  ฟางเห็นเพื่อนเดินลงมาจากหลังรถมอเตอร์ไซค์พร้อมกับตรีรัตนา  จึงรีบเข้าไปทักพลางคลองแขนอยากเล่นด้วย  
สมาชิกที่เหลือก็เริ่มทยอยมา ต่างยิ้มทักทายกันแล้วไปเตรียมสถานที่ซ้อม
            เธอลองเดินเร็ว  ทิ้งน้ำหนักตัวลงเต็มขาทีก้าว  แล้วเขย่งกระโดดอยู่หลายที  เพื่อให้กัปตันทีมเห็น  ตรีรัตนาก็มองตามอย่างห่วง ๆ 
            “มันก็รู้สึกนิด ๆ ถ้าให้ลงแข่งก็คิดว่าพอไหว”
            “ปลายอย่าพึ่งซ่าหน่อยเลย  ตอนนี้ทุกอย่างกำลังลงตัว  เธอคอยดูไลน์การเต้นของเพื่อนนั้นละดีแล้ว”  ด้วยความที่อยู่ห้องพยาบาลมานาน  อาการบาดเจ็บจึงรู้วิธีการพักฟื้นมากกว่าใคร  แล้วกลัวข้อเท้าบาดเจ็บเรื้อรังจึงอยากให้เธอพักมากกว่า
            “จ้า  รู้แล้วจ้าน้อมรับคำสั่งครับผม”  
            ครั้งนี้เธอว่าง่าย  จนคนที่เป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเธอยังรู้สึกแปลกใจ  ...สรุปเธอยอมตรีรัตนาเหรอเนี้ย  ไหนบอกเมื่อก่อนยังไม่ถูกชะตาอยู่เลย
            “ถูกของตรี  อีกอย่างนะ  ภาคทฤษฎีได้  แต่ภาคปฏิบัติต้องซ้อมตลอดเพื่อให้ร่างกายจดจำ  เรื่องนี้เธอเองก็รู้ดี  ตอนนี้ก็ไม่รู้จะให้แทนใครแล้วด้วย  ส่วนใหญ่ก็ฝึกกันจนคล่องกันหมดแล้ว”
            “รู้แล้วละน่า”  ปลายเปลี่ยนเสียงเมื่อพูดกับฟาง  จนเธอรู้สึกว่าสองคนแปลก ๆ  ชักจะยังใง ๆ แล้ว
            ความจริงปลายนภาก็ไม่ได้คิดที่จะลงแข่ง  เพียงแต่แสดงให้คนที่ห่วงเธอเห็น  ว่าสบายดีแล้วก็เท่านั้น  
            การซ้อมทีมกำลังดำเนินไปได้สวย  จู่ ๆ เสียงหนึ่งก็ร้องโพล่งขึ้น  
            "เห้ย..ระวัง!!  รับคนเร็ว!!"  โค้ชสาวตะโกนตามภาพที่เห็น  ให้พวกผู้ชายฐานล่างหันขึ้นมองเพื่อเร่งรับคน  ดีที่แต่ละคนมีความคล่องตัวจึงช่วยรับร่างนั้นไว้ได้
            ชั่วอึดใจ  ทั้งทีมก็แตกฮือเข้ามารุมดูอาการของเพื่อนด้วยความเป็นห่วง
            เดียร์ สาวน้อยร่างบางเหมาะกับการอยู่บนยอดปิรามิด จู่ ๆ ก็เกิดอาการหน้ามืด  สลบกลางอากาศเอาดื้อ ๆ คล้ายใบไม้ร่วงหล่นลงมาก็ไม่ปาน  
ตรีรัตนามีความชำนาญการปฐมพยาบาลเป็นทุมเดิม  ในสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้มีสติสัมปชัญญะกว่าคนอื่น ๆ  เร่งแหวกเพื่อนที่กำลังห้อมล้อมเพื่อเข้าไปดูอาการ
            "ทุกคนอย่าพึ่งรุม!  ขอแรงผู้ชายอุ้มไปที่ม้านั่งหน้าบ้านก่อนเร็ว!"  เด็กผู้ช่วยห้องพยาบาลตัดสินใจฉับพลันแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้า  ขณะที่ทุกคนยังมั่วยืนอึ้งทำตัวไม่ถูก
            เมื่อเห็นยังไม่มีใครขยับตัวทำอะไร  เธอจึงกล่าวย้ำอีกครั้ง  "เร็วสิ!  เพื่อนตัวเหลืองหมดแล้วเนี้ย…"
            ปกติแล้วเธอพูดน้อย  ไม่เคยออกคำสั่งหรือแนะนำใครเลย  นอกจากคุยกับปลายนภาแล้ว  เธอก็ไม่ค่อยได้พูดเล่นหัวกับใครมาก  แต่คำพูดที่ดูจริงจังกรอปกับสีหน้าของตรีรัตนาครั้งนี้  ทำให้ทุกคนตกตะลึงและได้สติในเวลาต่อมา
           ผู้ชายกล้ามใหญ่สี่นาย ช่วยกันอุ้มประคองเดียร์  ที่ขณะนี้ร่างกายอ่อนปวกเปียกราวผักลวก  ร่างเล็กบางถูกช้อนมานอนที่ม้านั่งเฉลียงหน้าบ้าน  ตรีรัตนาเห็นคนเริ่มตามมาเป็นพรวนอีก  ขมวดคิ้วขึ้น
           "ขอแค่ผู้หญิงสองคนขึ้นมาช่วยตรีหน่อย  ที่เหลือให้อยู่ข้างล่างดูเพื่อนจากตรงนั้นไปก่อน  ขออากาศไหลเวียนนิดหนึ่ง"  
           เมื่อตรีรัตนาพูดเสียงดังชัดเจนอีกครั้ง  คนด้านล่างที่ยังพอมีสติจึงสะอึกกายขันอาสา 
           “ฉันช่วยเอง”
           “เดี๋ยวครูขึ้นไป”
           เป็นปลายนภาและครูกุหลาบ  เธอจัดแบ่งหน้าที่ให้แต่ละคน  คนหนึ่งไปเอาอ่างใบเล็กพร้อมผ้าชุบน้ำคอยเช็ดตัว  อีกคนให้ช่วยพัดวีให้ลมผ่านตัวระบายความร้อน  ส่วนเธอเข้าไปในบ้านหากล่องปฐมพยาบาล  ค้นหายาพื้นฐานที่ต้องการ
           “ฉันว่าเดียร์มันห่วงสวยเกินไป  ตอนเที่ยงก็ไม่เห็นกินข้าว”  เจนนี่เริ่มพูดกับเพื่อนในกลุ่ม  ขณะกำลังยืนมองคนด้านบนที่กำลังเร่งช่วย  
           “นี่เกือบอาทิตย์แล้วใช่ไหม  ว่าแล้วมันจะไมไหว”
           “อ้อม  เธอเป็นเพื่อนไม่ห้ามหน่อยเหรอ”
            “เดียร์ฟังใครที่ไหน  แค่พูดสวนยังไม่ทันมันเลย”
            “ก่อนซ้อมฉันยังกินกล้วยกับนมเลย  กลัวไม่มีแรง” 
            เสียงจากด้านล่างเริ่มพึมพำ  วิจารณ์ถึงที่มาอาการป่วยของเดียร์
            สักพักตรีรัตนาเดินออกมา เธอตรงมาคลายชุดรัดรูปของเดียร์ออกให้หลวมสบาย  จากนั้นตรวจอุณหภูมิร่างกาย  ฉายไฟเปิดดูม่านตา  จับชีพจรดูเวลาให้ครบนาที  และไล่คล้ำบริเวณท้องจนทั่ว  การกระทำของตรีรัตนาคล่องแคล่วจริงจังเหมือนมืออาชีพ  ทำให้สมาชิกปอมปอมเชียร์อดเลื่อมใสและชื้นชมเธอไม่ได้
            มองดูคนที่ตัวเหลืองซีดจนเหมือนไม่มีเลือดในตัวเบื้องหน้า  เมื่อเธอวิเคราะห์หาสาเหตุได้แล้ว  รู้สึกหดหู่ใจและอยากจะต่อว่า  จึงพูดขึ้นเร็วด้วยท่าทีกึ่งคิดหนักกึ่งโกรธ "ท้องว่างมาก  ร่างกายขาดน้ำตาลกับเกลือแร่ในเลือด  หนูว่าพาไปโรงพยาบาลให้น้ำเกลือก่อนดีกว่าค่ะ"
           "ได้  หนุ่ม ๆ มาช่วยครูเร็ว  อุ้มเพื่อนไปที่รถครูด่วน"
            ชายหนุ่มสองนายที่ยืนลุ้นอาการเพื่อน  เร่งเดินเร็วขึ้นไปช่วย  โดยมีตรีจัดแจงวิธีการอุ้มให้ถูกวิธี  ครูกุหลาบและอีกสองหนุ่มเดินตามไปเปิดประตูหน้าบ้านและพาขึ้นรถยนต์  ตรีรัตนาเดินตามประกบคอยดูเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด
           "รอปลายด้วย"  ปลายนภาและฐิติณันท์กำลังจะเดินตามไป
           "ปลายอยู่นี้ดีกว่า  คอยดูแลเพื่อน ๆ ทางนี้  ถึงโรงพยาบาลแล้วจะโทร.หา"  ตรีรัตนานั่งประคองเดียร์อยู่เบาะหลังเปิดกระจกร้องบอก
พอรถยนต์เชื้อสายเอเชียหายลับออกไป  ความตึงเครียดเริ่มแผ่ซ่านตามมา  แต่ละคนกะจิตกะใจเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว  ความวิตกกังวลวิ่งเข้าจับจิตของแต่ละคน  ห่วงเพื่อนก็ห่วง  ห่วงแข่งก็ห่วง  พรุ่งนี้แข่งขันนัดสำคัญ  สีหน้าแต่ละคนทั้งคิ้วทั้งหน้าผากย่นเข้าหากัน  รอเพียงโทรศัพท์ของโค้ชของพวกเธอเพียงเท่านั้น
  
 
ด้านฝั่งสนามฟุตบอล  โค้ชร่างเล็กเรียกประชุมก่อนแยกย้ายกันกลับบ้านเพื่อนอนเอาแรง  พลพรรคชายหนุ่มสูงใหญ่ยี่สิบกว่านาย  ยืนแข็งแรงบึกบึนพร้อมรบสำหรับศึกที่รอคอย
            อาจารย์แดงทั้งเดินทั้งอ่านเอกสารบนแฟ้มหนีบ  ยืนมาหยุดอยู่ตรงหน้านักเรียน  ละสายตาจากกระดาษในมือ  แล้วกวาดสายตามองแววตาเด็กในสังกัดแต่ละคน  
            "เอาละวันนี้  ครูพึ่งได้รับรายชื่อนักเตะของทีมคู่แข่ง  และครูก็ได้ส่งรายชื่อของทีมเราไปยืนยันกับกรรมการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว..."  สีหน้าคนพูดตอนนี้  มือข้างหนึ่งกุมปากไว้  
นักฟุตบอลแทบทุกคนทราบกันดีถึงบุคลิกของโค้ชตนว่า  กำลังเครียดเอาการ
            สายตาที่เคยคมกล้าราวเสือโกรธ  ตอนนี้กลับมีแววกลุ้มใจ ถอนหายใจยาวทีหนึ่ง  รวบรวมกำลังใจให้ตนเองก่อนพูด  "ฝั่งนั้นส่งนักเตะเยาวชนทีมชาติลงสนามสามคน..."
            สิ้นคำพูดเพียงเท่านั้น  เสียงฮือแตกดังขึ้นเหมือนผึ้งแตกรังด้วยความตกใจ  โรงเรียนดังกล่าวแข็งแกร่งเป็นมาตราฐานจนสู้ยากอยู่แล้ว    ขึ้นชื่อว่าไม่มีทีมใดในจังหวัดอยากเจอจนกว่าจะถึงรอบชิง  ถ้าได้เขี้ยวเล็บระดับทีมชาติเพิ่มมาอีกถึงสามคน  ความน่ากลัวคงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี  สร้างความตึงเครียดแก่พวกเขาไม่ใช่น้อย ๆ
            "เงียบก่อนโว้ย... ตื่นเต้นอะไรนักหนา  สงสัยกะเอาเราให้ไม่ได้เกิด  กะเหยียบเราให้จมมิด  ไอ้เราก็นึกว่าเด็กพวกนั้นไปเข้าค่ายเก็บตัวกับทีมชาติคนอื่นๆ  ที่ไหนได้  โค้ชฝั่งโน้นเหมือนโทร.ไปเรียกตัวกลับมาให้ช่วยด่วน  เพราะรายชื่อยังอยู่ในโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม..."   
            "ครูครับ  ใช่ธีรศักดิ์ที่เล่นกองหน้า  ชนาสินธ์ที่เล่นกองกลาง  กับกวิทราผู้รักษาประตูใช่ไหมครับ"  ผู้รักษาการณ์กัปตันทีมยกมือขึ้นพูดถามอาจารย์ด้วยความอยากรู้
            ในสถานการณ์ตึงเครียดเช่นนี้  มีไม่กี่คนในทีมที่กล้าถามไถ่กับโค้ชได้  ดีที่กอล์ฟก็เป็นหนึ่งในนั้น
            "เอ่อดิ...  กลัวเหรอ  บอกไว้เลย  ไม่กลัวโว้ย  แต่..."  อดีตนักฟุตบอลทีมชาติกล้ำกลืนคำนั้นลงคอ  แต่ทุกคนก็พอเข้าใจกันได้คือ  'ไม่มีทางชนะ'  ต่อให้ตอนนี้มีรัตนะเพิ่มอีกสองคน  อย่างมากก็ทำได้แค่สูสี
            คำพูดของกอล์ฟบวกกับคำพูดของโค้ช  สร้างความกดดันเป็นอย่างมาก  เพราะในวงการฟุตบอลเมืองพิษณุโลก  ทุกคนต่างรู้จักนักกีฬาสามคนนี้ดี  เพราะในจังหวัดมีสุดยอดนักเตะรุ่นเยาวชนอยู่สี่คน  ที่จัดอยู่ในกลุ่มฝีเท้าระดับเดียวกัน  จนยกให้เป็น  'จตุรเทพ'
            รัตนะ  ก็อยู่ในกลุ่มยอดฝีเท้านี้ด้วยเช่นกัน  แต่ด้วยเหตุผลความประหลาดของตนเอง  และทางครอบครัวยายที่ผูกพันกับโรงเรียนมานาน    จึงได้เลือกอยู่โรงเรียนขวัญเฉลิม  ในขณะที่สามคนอยู่โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม  
            ดังนั้นภาพอนาคตในวันพรุ่งนี้  ทุกคนแทบจะมองออกว่าจะเป็นยังไง

ตอนที่ 59 https://pantip.com/topic/40970384
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่