“ชีวิตยิ่งกว่าละคร”

กระทู้สนทนา
“ชีวิตยิ่งกว่าละคร” ผมมั่นใจว่าทุกคนคงเคยได้ยินคำพูดนี้กันทั้งนั้น ใครนะเป็นคนเขียนบทให้เรา  บางครั้งก็มีความสุข แต่บางครั้งมันก็ไม่สนุก วันนึงใครจะคิดว่า ชีวิตเราจะเป็นละครเสียเอง ผมโชคดีที่แต่ละครของผมเรื่องนี้ยังไม่มีบทจบ ตอนนี้ผมเองที่จะต้องเป็นทั้งคนเขียนบทและนักแสดง และกำหนดตอนจบของละครเรื่องนี่เอง

ผมเป็นคนธรรมดาเหมือนคนทั่วๆไปที่เกิดมาในครอบครัวที่สมบูรณ์ ประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ลูกครอบครัวผมถือว่าอยู่ในฐานะปานกลาง ที่บ้านผมเป็นคนจีน ก็คงไม่พ้นที่จะประกอบอาชีพค้าขาย พ่อกับแม่ก็ต้องผลัดกันดูแลร้าน ก็ไม่มีเวลามาดูแลลูกๆมากเท่าไหร่ ปล่อยให้ลูกๆดูแลช่วยเหรอตัวเองตามความเหมาะสม

ผมมีพี่ชาย 1 คน พี่ชายเป็นคนที่เรียนเก่ง มักจะสอบได้ที่ต้นๆ และสอบเข้าโรงเรียนและมหาวิทยาลัยอันดับที่ 1 ได้เสมอ ตรงกันข้ามกับผมโดยสิ้นเชิง ตอนเด็กๆเราไม่สนิทกันนะครับ ต่างคนต่างอยู่ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร ตอนเด็กๆผมก็คิดว่าอาจเป็นเพราะพี่ชายผมเรียนเก่งด้วยมั๊ง เป็นเด็กเรียน วันๆเอาแต่อ่านหนังสือ เลยคิดว่าคาแรคเตอร์เค้าคงเป็นอย่างนี้เอง แต่ลึกๆก็อยากจะมี moment แบบพี่น้องบ้าง

ส่วนมากผมจะเก็บตัวอยู่ในห้อง เล่นคนเดียว ออกไปเที่ยวกับเพื่อนที่โรงเรียน หรือไปนั่งเล่นที่บ้านน้าชาย แต่ผมไม่ได้เป็นเด็กมีปัญหาอะไรนะครับ กลับชอบความเป็นส่วนตัวสะอีก
 
มาถึงตรงนี้ก็อาจจะสงสัย ชีวิตผมมันก็ปรกติดีนิ ไม่น่าแปลกอะไร ผมก็คิดว่าอย่างนั้นเหมือนกันแหละครับ เอาเป็นว่าลองอ่านต่อนะครับ

คุณน้าแท้ๆคนหนึ่งของผม มีบ้านที่อยู่ไม่ไกลกับบ้านผมมากนัก ผมถึงสนิทกับน้าคนนี้เป็นพิเศษ ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆน้ารักผมมาก อาจเป็นเพราะตอนนั้นน้าผมยังไม่มีลูก ตอนผม 2-3 ขวบ น้าก็กระเตงผมไปโน้นนี่ตลอด แถมยังชอบโม้ว่าผมเป็นลูกอีกด้วย น้าผมขนาดมีรูปผมพกในกระเป๋าสตางค์ด้วย แต่พอน้าผมแต่งงานมีครอบครัวและก็ไม่พาผมไปไหนมาไหนเหมือนเมื่อก่อน ผมก็ไม่คิดอะไรมาก ก็ยังคงไปมาหาสู่กันปรกติ

เวลาที่ผมไปบ้านน้า ภรรยาของน้าจะแปลกๆกับผม ผมสามารถรับรู้และสัมผัสได้ว่าเค้าไม่ชอบผม แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไม ทั้งๆที่ผมไม่ได้ไปทำอะไรให้ สิ่งที่เค้าแสดงกับผมคือ เค้าจะนิ่งและเงียบ ไม่สนใจบ้าง ทำไมเห็นบ้าง อันนี้คือน่ากลัวมาก แถมคุยกับผมเท่าที่จำเป็น บางทีเห็นผมก็เดินหายไปอีกทางเลย ผมก็เคยคิดว่าสาเหตุที่เค้าไม่ชอบผม อาจเป็นเพราะผมสนิทกับน้ามากมั๊ง

เท่าที่จำความได้ น้าช่วยผมช่วยเหลือผมมาตลอด ซื้อโน้นนี่นั่นให้ แอบให้ค่าขนม เพราะพ่อกับแม่ผมไม่ได้สนใจอะไรมาก ผมจำได้ว่าน้าเจ้ากี้เจ้าการกับผมมาก พาผมเข้าโรงเรียน ตอนนั้นคืองงมากว่าทำไมต้องมาบังคับจัดแจงอะไรมากมายขนาดนี้ พ่อแม่เรายังไม่บังคับเลย แต่คิดว่าอาจเพราะเค้ารักเราแบบลูก เวลาที่ผมดื้อกับพ่อ แม่ ทุกคนรู้ว่าต้องให้น้ามาจัดการ ผมก็เงียบ ผมจะยอมฟังน้าคนเดียว

ผมว่าผมคงสนิทกับน้ามาก ครั้งนึงผมเดินไปกับแม่แถวบ้าน ก็มีคนทักว่าผมเป็นลูกของน้า แม่ผมก็โกรธมาก บางทีเพื่อนที่โรงเรียนเคยล้อผมว่าผมถูกเก็บมาเลี้ยง ผมก็โกรธ มาเล่าให้พี่ชายฟัง เพราะพี่ชายของผมกับพี่ชายคนที่มาล้อเป็นเพื่อนกัน รุ่งขึ้นเพื่อนผมก็มาขอโทษ บอกว่าพูดเล่น ผมก็งง มาล้อผมตั้งนาน วันนึงเปลี่ยนคำเฉยเลย คาดว่าพี่ชายผมคงไปคุยกับพี่ชายเค้า

วันเกิดกับใบเกิดของผมไม่ตรงกัน ผมเคยถามแม่นะว่าทำไม เค้าก็บอกว่าเค้าแจ้งเกิดผมช้า ผมเกิดที่บ้าน หรือ คลีนิคอะไรสักอย่าง มันก็ make sense นะเพราะครอบครัวผมเป็นคนจีน ไม่ค่อยสนใจอะไร พอโตมาผมก็เออดี เราเด็กลง 7 เดือนตามใบเกิด 

ตอนวัยรุ่นผมถูกรถชนแถวบ้านน้า จำได้ว่าน้าเป็นคนพาผมไปส่งที่โรงพยาบาล เป็นคนช่วยชีวิตไว้ก็ว่าได้ ตอนนั่นผมก็รักน้าผมสุดๆเลย จะเรียกว่าน้าเหมือนพ่อคนที่สองของผมเลยก็ว่าได้

มีเรื่องตลกตอนที่โรงพยาบาล วันนึงตอนที่ผมกำลังสะลึมสะลือเพราะฤทธิ์ยา มีผู้หญิงคนนึงมาร้องไห้ข้างๆเตียง มาลูบหัวผม แล้วถามว่าเจ็บไหม แล้วสักพักก็วิ่งหายไป ไม่ใช่ผีนะครับ คนจริงๆ ผมก็คิดว่าเค้าคนเอ็นดูผม เพราะตอนนั้นยังไม่มีใครมาเยี่ยม หรือสงสารเพราะผมอาการหนักพอควร ผมยังบอกที่บ้านตอนผมตื่นมาว่าเมื่อกี้มีคนบ้ามาร้องไห้ข้างเตียงด้วย

และแล้วเวลาก็ผ่านไป ตัวผมเองก็มีโอกาสมาตั้งรกรากปักหลักปักฐานอยู่ที่ต่างประเทศ อันนี้ขอโยงไปที่ตอนเด็กๆว่า การที่ผมอยู่คนเดียว ชอบเล่นคนเดียว ชอบความสันโดดและความเป็นส่วนตัวตั้งแต่เด็กๆ พอมาที่ต่างประเทศคนเดียวเลยไม่มีปัญหาอะไรมาก สำหรับบางคนก็อย่าคิดว่าตัวเองต้องอยู่คนเดียวตอนเด็กๆต้องช่วยเหลือตัวเองเป็นเรื่องไม่ดีนะครับ มันเป็นภูมิคุ้มกันทำให้คุณแข็งแรงขึ้นในวันข้างหน้า

ผมมาถึงที่นี่ ผมก็ทำงานมาตลอด เวลาทำงานที่ไหนก็ต้องมี work email ส่วนตัวใช่ไหมครับ แล้ววันๆนึงเนี่ยมันจะมี spam email เยอะมาก ได้รับจนชิน ส่วนมากก็จะไม่เปิด หรือไม่ก็ลบไปเลย

วันหนึ่งในเดือนสิงหาคม 2017 ผมได้รับ email จากคนๆหนึ่ง ไม่ทราบเหมือนกันว่าตอนนั้นมันมีอะไรดลใจอะไรถึงทำให้ผมเปิด email นั้นขึ้นมา เป็น email ที่มาจากต่างประเทศ ประมาณว่าแนะนำตัวเอง เป็นผู้หญิง อายุสามสิบกว่าๆ ให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อกลับมา บอกว่ามีเรื่องสำคัญมาก ให้โทรมาหาด้วย 

ตอนนั้นก็ไม่คิดอะไรนะ เพราะอย่างที่บอกนะว่าผมได้รับ email แบบนี้ทุกวัน ผมก็อ่านผ่านๆ ไม่ได้สนใจอะไร ซึ่งตอนนั้นบอกกับตัวเอง ไม่น่าเปิดเลย เป็น virus รึเปล่าก็ไม่รู้ 

วันรุ่งขึ้นผมได้รับ email จากคนเดิม บอกว่าเสียใจนะ ว่าผมไม่โทรไปหา เค้ามีเรื่องสำคัญที่อยากจะบอกเป็นการส่วนตัว ไม่อยากเขียนอะไร เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนชื่อ “…..” ซึ่งเป็นชื่อของน้าของผม 

ตอนนั้นผมตกใจและกลัวมาก เพราะว่ารู้ถึงชื่อน้าผมขนาดนี้ แสดงว่าต้อง hack email ผมแน่ รู้ว่าผมติดต่อกับใคร คืนนั้นผมรีบโทรหาน้าบอกว่าให้ระวังข้อมูลดีๆ อย่าบอกเลขบัญชีอะไรกับใคร หรือเอกสารอะไร น้าก็บอกด้วยเสียงปรกติ อย่าไปสนใจอะไร ส่ง email มาอีกก็ให้ลบไป พอวางหูเสร็จก็นึกว่า เราก็ไม่ติดต่อกับน้าโดยใช้ email นิหน่า แล้วรู้มาจากไหน 

รุ่งขึ้นผมเองเป็นคนที่อยากจะได้รับ email จากผู้หญิงคนนั้น เพราะอยากจะรู้ว่าจะเป็นยังไง จะมาไม้ไหนอีก ตอนเช้าผมก็รีบเปิด email แต่ก็ไม่มีอะไร ผมก็มั่นใจเลยว่าเป็นพวกต้มตุ๋นแน่นอน เค้าอาจจะยอมแพ้เพราะผมไม่ตอบโต้อะไรเลย

แต่ประมาณสักบ่ายสอง email ผมก็เด้งเตือนขึ้น สรุปว่าผู้หญิงคนเดิม email มาหาผม ผมรีบเปิด email นั่นทันที ใจความประมาณว่า

“ชั้นผิดหวังมากที่เธอไม่โทรมาหาชั้น แต่กลับโทรไปหาน้าของเธอเมื่อคืนนี้” ความคิดแว๊บแรกของผมคือ เฮ้ย!!! รู้ถึงขนาดนี้  ผมโดนแอบดักฟังโทรศัพท์เราแน่เลย แล้วผมก็ตั้งสติอ่าน email ต่อ

“เอาล่ะ ชั้นจะเล่าให้เทอฟัง …. ชั้นรู้จักเธอตั้งแต่ตอนที่ชั้นอายุ 18 ปี ชั้นพยายามหาเธอตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ให้ชั้นแนะนำตัวอีกทีนะ ชั้นชื่อว่า ”…”ชั้นเป็นน้องสาวของเธอ พ่อกับแม่ของเราอยู่ด้วยกันกระทั่งพ่อได้แต่งงาน นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เธอได้รับการอุปการะ ส่วนตัวชั้น และ แม่มาเริ่มชีวิตใหม่ที่ยุโรป. ชั้นมีความยากลำบากมากที่หาเธอ เพราะว่าน้าของเธอไม่ให้ความร่วมมืออะไรเลย แม้กระทั่งชื่อจริงของเธอ ชั้นมีเพียงแค่รูปถ่ายของเธอ 3-4 ใบ แต่สิ่งที่เค้าทำไปเพราะปกป้องเธอ เค้าไม่มีเจตนาที่ไม่ดีอะไร” 

“ชั้นกับแม่ได้ตามหาเธอมาตลอด โดยประติดประต่อจากข้อมูลที่ได้รับจากน้ามาเล็กๆน้อยๆ แต่มันยากลำบากและเป็นไปได้ยากมากโดยเฉพาะแม่ที่ตามหาเธอมามากกว่า 40 ปี ชั้นเข้าใจว่าตอนนี้เธอคงตกใจมาก ชั้นเข้าใจนะ เพราะมันเกิดขึ้นกับชั้นเหมือนกัน แต่วันนี้เราได้เจอกันอีกครั้ง คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องในอดีต และโทษใครในวันนี้ทั้งนั้น”

—-- ส่วนเรื่องที่ผมตกใจมากกว่านั้นก็คือ ——

เรื่องต่อ … 

“ส่วนพ่อของเรา ก็คือคนที่เธอเชื่อมาเสมอว่าเป็นน้าของเธอนั่นเอง พ่อแม่ที่เลี้ยงเธอมานั่นก็คือคุณป้าของเธอ ทั้งนี้ชั้นได้แนบรูปถ่ายมาด้วย” 

รูปถ่ายเป็นรูปผมตอนเด็กๆ แต่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ผมจำตัวเองได้ แต่จำผู้หญิงคนหนึ่งที่อุ้มผมอยู่ไม่ได้ แต่มันคือผมแน่นอน สรุปว่าคือแม่ผมเอง ที่น่าตกใจคือคนที่กล่าวอ้างว่าเป็นน้องสาวได้ส่งรูปตัวเองมาด้วย หน้าตาคือเหมือนผมมาก โดยเฉพาะดวงตา 

ถึงคราวนี้ ผมอยู่ไม่สุข เหมือนใจมันจะหยุดเต้น เดินวนไปวนมา นั่งก็ไม่ได้ เหมือนมีไฟลนก้นอยู่ตลอดเวลา ทุกอย่างที่มีอยู่ในหัวตีกันสับสนวุ่นวายไปหมด มันเป็นไปได้ยังไงใจก็บอกว่าไม่ใช่ จะเป็นไปได้ยังไง เรามีภาพในหัวอีกแบบ แต่ส่วนนึงก็บอกว่ามันอาจจจะจริงก็ได้ ผมตัดสินใจโทรหาพี่ชายแล้วค่อยๆเล่าเรื่องให้ฟัง และส่งต่อ email ให้อ่าน ตอนนั้นเหมือนโดนแกล้งเลยเพราะพี่ชายกำลังจะขึ้นเครื่องไปต่างประเทศพอดี ไม่สามารถติดต่ออีกเกือบ 2 ชั่วโมง เป็น 2 ชั่วโมงที่ยาวนานและทรมานมาก

ในที่สุดพี่ชายผมก็โทรกลับมา สิ่งที่ผมคาดหวังคือพี่ชายต้องเห็นว่าเป็นเรื่องตลก และ ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะเราโตขึ้นมาด้วยกัน แต่สิ่งที่ผมได้รับคือ พี่ชายพูดสั้นๆว่า “ยังไงก็ดูดีๆนะ เพราะว่ายังไม่รู้จักทางนั่นดี” แล้วก็วางหูไปเฮ้ย! หมายความว่าอะไรละเนี่ย ผมตอนนี้แทบจะบ้าคลั่ง

แต่แปลกไหม คนที่ผมจะคิดจะไม่โทรหาคือน้าของผม ผมกลัวคำตอบ เพราะตอนนั้นผมค่อนข้างเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ความทรงจำของผมจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ตอนนั้นผมมีคำถามมากมาย

ย้อนหลังไปเมื่อปี 2516 แม่ของผมเป็นคนต่างจังหวัดมาทำงานที่กรุงเทพ ตอนนั้นแม่มีอายุ 17 ปี แม่ผมถือว่าหน้าตาดี เพราะเป็นคนเหนือ แล้วมาเจอน้า และชอบพอกัน และมีผมตอนแม่อายุ 18 ปี จากนั้นผมก็อยู่กับแม่มาถึงประมาณ 3 ขวบ ด้วยความที่น้า มีเชื้อสายจีน และผมก็เป็นลูกผู้ชาย คนจีนถือให้ความสำคัญกับลูกผู้ชายคนแรก เค้าเลยตัดสินใจเอาตัวผมมาจากแม่ก่อนที่ผมจะจำความได้ และให้สัญญาว่าจะเลี้ยงดูผมให้ดีที่สุดแต่มีข้อแม้ว่าห้ามแม่ติดต่อผม แต่จะคอยส่งข่าวให้เป็นระยะๆ และหลังจากนั่นไม่นาน น้าก็แต่งงาน ด้วยการถูกคลุมถุงชน ผมเลยต้องมาอยู่กับป้าคือแม่ที่เลี้ยงผมมา 

ถ้าย้อนกลับไป ทุกคนรู้เรื่องของผมหมด พี่ชาย ญาติพี่น้อง ภรรยาน้า คนแถวบ้าน และรวมถึงเพื่อนที่เคยล้อผมด้วย  พี่ชายผมคงเล่าให้เพื่อนฟัง แล้วน้องเค้าถึงมาล้อผม แต่คนเดียวที่ไม่ทราบเรื่องคือตัวผมเอง 

และตอนที่ผมได้รับอุบัติเหตุอยู่โรงพยาบาลคนที่มายืนร้องไห้ที่ข้างเตียงคือแม่ของผมเองที่แอบมาหา และต้องรีบไปเพราะกลัวคนเห็น และแม่ยังเล่าว่า แม่ไปแอบร้องไห้ต่อที่ใต้บันไดในโรงพยาบาล

ด้วยความเป็นแม่ แม่ก็ผมพยายามจะแย่งตัวผมกลับมา โดยไปหาที่บ้านพ่อแม่ที่เลี้ยงผมมา ไม่แน่ใจว่าผมไปโรงเรียน หรืออยู้ข้างบนบ้าน แต่แม่ผมก็โดนไล่ไป เป็นบ่อยครั้งที่พ่อกับแม่ของผมให้ผมอยู่แต่ข้างบนบ้าน

น้ากับแม่ ทั้งสองก็คนก็ยังไปมาหาสู่กัน จนมีลูกอีกคน คือน้องผมที่เขียน email มานั่นเอง ตอนนั้นแม่กลัวว่าน้า จะเอาน้องผมไปอีกคน จึงตัดสินใจหนีและย้ายกลับไปบ้านเกิดที่ต่างจังหวัดตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์ หลังจากนั้นแม่ก็ได้พบแฟนใหม่ซึ่งเป็นคนต่างชาติ ตอนนั้นน้องผมมีอายุได้ 2 ขวบ และทั้งหมดก็ได้ย้ายไปอยู่ที่ต่างประเทศ

ตอนที่น้องสาวอายุ 18 ปี แม่ก็ได้พาน้องมาเที่ยวที่เมืองไทย น้องผมเล่าให้ฟังว่า แม่พาไปที่ๆหนึ่งและจากนั้นน้า ก็ตามมา และแนะนำว่า นี่คือพ่อที่แท้จริงของเธอ แน่นอนน้องตกใจมาก  แต่ที่ตกใจมากกว่านั้นคือ แม่บอกอีกว่า เธอยังมีพี่ชายอีกคนนึงนะ 

ด้วยความที่น้องเติบโตที่ต่างประเทศ เค้าโอเคกับเรื่องพ่อเพราะเค้าคิดว่าไม่ได้เลี้ยงเค้ามาตั้งแต่เด็กและก็ไม่ได้ดูแลอะไร ไม่ได้ผูกพันอะไร แต่ที่เค้าสนใจเรื่องผมมากกว่า เพราะเค้ารู้สึกและสัมผัสได้เกี่ยวกับผมมาตลอด และเค้าอยากมีพี่ชายมาก และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาน้องสาวก็ตามหาผม แต่ด้วยข้อมูลที่จำกัดจึงไม่สามารถทำได้ มีแค่รูป ชื่อเล่น แต่ก็ไม่เคยละความพยายาม

——- ต่อข้างล่างครับ  ——-
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่