คุณเคยตัดสินใจอะไรสักอย่าง ที่มีผลต่ออนาคต....ผิดพลาดไหม ??

กระทู้คำถาม
จริงๆ การที่มีครอบครัวที่ไม่บังคับให้เราเรียน คณะที่เขาต้องการ ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
.
            ในมุมของคนที่ครอบครัวบังคับเรียน เราจะมองว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ แต่เราทำไปตามสิ่งที่ครอบครัวอยากให้เป็น ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจ ถ้าวันหนึ่งที่เราประสบความสำเร็จในทางที่ครอบครัวตีกรอบมาให้ เราจะคิดได้ว่านี่คือสิ่งที่เราทำได้ดี เรามีความสุข ครอบครัวมีความสุข แต่หากเราล้มเหลว เราจะโทษครอบครัว ที่บังคับให้เราทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ถ้าหากเราเลือกเส้นทางด้วยตัวเอง ก็คงไม่เป็นแบบนี้ มันจะกลายเป็นตราบาปในใจกันทั้งสองฝ่าย 
            ในมุมมองคนที่ครอบครัวไม่บังคับเรียน เราจะเลือกเส้นทางที่คิดว่าเราชอบมัน เราทำแล้วมีความสุข ครอบครัวสนับสนุน เราเต็มใจที่จะเรียน ที่จะทำงานในสายนั้นๆ ถ้าวันนึงเราประสบความสำเร็จในทางที่เราเลือกเอง เราจะภูมิใจกับมัน แล้วทำมันได้ดี เรามีความสุข ครอบครัวมีความสุข แต่หากเราล้มเหลว เราจะไม่สามารถโทษครอบครัวได้ เพียงแค่เราต้องโทษตัวเอง หากเราคิดได้ เริ่มใหม่ก็ยังไม่สาย แต่ถ้าเราคิดไม่ได้อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

            ผมเคยได้ยินคำกล่าวคำหนึ่ง “ ถ้าคุณตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง คุณจะไม่โทษคนอื่นหากสิ่งนั้นทำให้คุณไม่ประสบความสำเร็จ ” 

ผมเลือกเส้นทางของตัวเอง เลือกสิ่งที่คิดว่าดีกับผมที่สุด ณ ตอนนั้น
            ต้องบอกก่อนว่าผมเป็นคนที่ไม่เก่งตั้งแต่เด็ก ตอนสอบเข้าม.1 ไปกับเพื่อน 3 คน ทั้ง 2 คนสอบติด ผมไม่ติดคนเดียว แต่เพราะได้สิทธิ์บ้านอยู่ในเขต เลยได้เรียนที่เดียวกัน ม.1-ม.3 ผมลอกเพื่อนมาตลอด หลับบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง เกลียดสายวิทย์ สายภาษา เลยไม่รู้จะเรียนอะไรในม.4 เลยลองคิดที่จะเรียนสายอาชีพ นั่นคือจุดเริ่มต้น....!! 
2013....   ผมตัดสินใจเรียนต่อ ปวช. ผมไปเรียนที่ใหม่ตัวคนเดียว ผมคิดอยู่อย่างเดียว ไม่มีใครให้ลอกการบ้าน ผมต้องทำเอง พึ่งตัวเอง จนผมสอบได้ที่ 1  ของห้อง มีวิชาหนึ่ง ผมได้เต็มตลอดเวลาสอบ อาจารย์จะชมตลอด จนทำให้ผมรู้สึกว่าผมทำได้ดี ผมชอบวิชานี้ ผมเลยเลือกเรียนสายนี้มาตลอด จนมันเริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ หลายเรื่องที่ไม่เข้าใจ ปวช.3 ผมเริ่มไม่อยากเรียนต่อแล้ว มันเหนื่อย มันยาก แต่ตอนนั้นมันรู้สึกหยุดไม่ได้แล้ว เพราะคิดว่าจบไป ได้งานแน่นอน หางานง่าย ณ ตอนนั้นคิดแบบนั้นจริงๆ
2016....  ผมต่อปวส. สายเดิม ทั้งตอนเรียนในห้อง ตอนสอบผมทำได้ดีเหมือนเดิม จนคิดเตลิดไปว่าสายนี้งานมันดีอย่างงั้น อย่างงี้ จบออกมาเกรดก็ยังดีอยู่
2018....  ป.ตรี ผมมีความกระตือรือล้น มากจากไหนไม่รู้ว่าจะเอาเกียรตินิยม ปี 3 ผมตั้งใจเต็มที่ แต่พอปี 4 ผมเริ่มเหนื่อย เริ่มกลับมาคิดว่าทำไมถึงเลือกเรียนสายนี้ 
....... 7 ปีกับสายนี้ที่เรียนมา ผมเป็นคนที่ไม่เก่ง หัวทึบ คิดช้า พูดช้า ถ้าใครมาบอกว่าผมไม่มีความอดทน ผมเถียงใจขาดเลย ผมอดทนมาตลอด ถึงสุดท้ายจะคิดว่ามันสูญเปล่าสำหรับผมก็ตาม
.
หลังจากที่จบมา.....
            ผมปฎิเสธพ่อมาโดยตลอด ผมคิดมาตลอดว่าทำไม พ่อถึงไม่คัดค้านที่เราเลือกเรียนบัญชี แต่กลับสนับสนุน “ ลูกพ่อเก่งอยู่แล้ว ” “ เองจะเรียนไรพ่อก็ปล่อยให้เองเรียน ” 
            ตั้งแต่ผมเรียนจบมา ผมหางานในสายที่ผมเรียนมาไม่ได้ สมัครไปหลายที่ สัมภาษณ์ไปหลายที่ ไม่มีที่ไหนรับ ความคิดผุดขึ้นมาในหัวสองทาง หนึ่งคือผมจบในช่วงโควิด-19 ระบาด ทำให้หลายบริษัทรับพนักงานน้อย และต้องการคนที่มีประสบการณ์มากกว่า แต่มันกลับถูกหักล้างไปหมดเลยเพียงเพราะเพื่อนที่จบมารอบเดียวกัน ได้งานกันไปหมดแล้ว กลายเป็นว่าผมคือคนที่ล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มเลย
           
            แล้วความคิดหนึ่งที่หลายคนน่าจะเคยเป็น ไม่น่าเรียนสายนี้มาเลย.............

            ผมสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไง ผมเคยไปสัมภาษณ์งานในสายที่เรียนมาที่หนึ่ง ผมเจอคำถามที่ทำให้ผมสับสนหนักมาก อีกนัยหนึ่งก็ทำให้ผมกระจ่าง ผมบอกกับ HR ว่า ผมเคยมีประสบการณ์ทำงานเป็นทีมสมัยที่ผมทำงาน Part-Time ร้านอาหาร ตลอดตั้งแต่ปวช-ป.ตรี แต่คำถามที่ HR ถามผม......
            “ เรียนสายนี้มา ทำไมไม่หาฝึกงานหรือ Part-Time ในสายที่เรียนมา แต่กลับไปทำร้านอาหาร ”

            ผมสตั้นไป 5 วิ แล้วตอบกลับไปว่า “ ผมหาแล้ว แต่หาไม่ได้ ” หลังจากกลับมาวันนั้น ผมคิดไม่ตกทั้งวัน หรือจริงๆแล้ว ใจไม่ได้อยากทำงานในสายที่เรียนมา แต่ผมกลับชอบงานที่ร้านอาหาร ได้เจอผู้คนมากมาย ได้เดินอย่างอิสระ ไม่ต้องอยู่หน้าคอมตลอดทั้งวัน
            ประกอบกับที่ผมตกงาน อยู่แต่บ้าน ผมคิดตลอด จนผมตัดสินใจเลิกที่จะหางานในสายที่เรียนมา แล้วหาสมัครร้านอาหารทำ ......จนผมได้งานทำ ทำไปได้ 1 เดือน โควิด-19 ระบาดหนักขึ้น จนไม่มีคนเดินในห้าง ประกอบกับคำสั่งที่ห้ามนั่งรับประทานในร้าน ลูกค้าลดลง รายได้ร้านลดลง .........ผมถูกเลิกจ้าง !
.
.
             ผมตกงานอีกครั้ง จนถึงตอนนี้ 5 เดือนแล้ว ผมกลับมาคิดและวิตกอีกครั้ง แล้วถามกับตัวเองว่า งานร้านอาหารมั่นคงพอหรือเปล่า? ตอนที่ทำ Part-Time ต้องเปลี่ยนที่ใหม่หลายครั้ง เพราะร้านปิดหมดสัญญา พอจบมาทำประจำก็เกิดโควิด แต่ถ้าทำในสายที่เรียนมา ป่านนี้คงไม่ตกงาน..... ผมพยามไม่คิดมากแล้วคิดว่าสิ่งที่ผมตัดสินใจไปมันถูกแล้ว แต่ทุกครั้งที่อยู่คนเดียว ตอนกลางคืน ตอนที่นอนไม่หลับ มันผุดขึ้นมาในหัวตลอด ปรึกษาใครก็ไม่ได้

ผมเคยปรึกษาเพื่อนคนหนึ่ง เขาโวยวายใส่ บอกว่าผมเลือกงาน หาว่าผมบ่น เครียดอะไรนักหนา จนทุกวันนี้ผมไม่ได้คุยกับเพื่อนคนไหนเลย ถ้าเกิดบทสนทนามีเรื่องงานเข้ามา คงรู้สึกไม่ดี....

             หลายคนบอกกับผมว่า อายุยังน้อย ยังเหลือเวลาอีกเยอะ แต่ 23 ปี สำหรับผม มันไม่ใช่จุดเริ่มต้นสำหรับผม เพราะผมทำงานมาตั้งแต่อายุ 15 ปี ผมวางแผนอนาคตไว้ เก็บเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ทำงาน(ยกเว้นเรื่องกินที่ยอมได้) เพื่ออนาคต ผมอยากมีลูก(ถึงแม้จะมีไม่ได้ก็ตาม) ผมอยากแต่งงาน อยากมีครอบครัว ผมทำ Part-Time มาจนมีเงินเก็บเกือบแสน ผมคิดว่าจุดเริ่มต้นผมดีมาก แต่พอจบมากลับรู้สึกแย่กว่าตอนเรียนไปทำงานไป จนตอนนี้เงินเก็บก็ค่อยๆหมด เริ่มไม่อยากแต่งงาน ไม่อยากคบใคร อยากอยู่คนเดียว งานก็หาทำไม่ได้ ผมสับสน สิ้นหวัง เครียด เหนื่อย เกินกว่าที่คนรอบตัวจะรับรู้  

             ผมโทษพ่อมาตลอด ที่ไม่ให้คำปรึกษาในวันนั้น ไม่บอกว่างานมันจะเป็นแบบไหน มันยากไหม เรียนแล้วเครียดไหม แล้วยังไม่ให้ผมทำงานในช่วงโควิดอีก เอาแต่บอกว่าเลี้ยงได้ ไม่ปล่อยให้อด ผมโทษพ่อทั้งที่รู้ว่าเราคิดเอง เราเลือกเองผมปฎิเสธความผิดของตัวเองแล้วโยนไปที่พ่อหมด ความคิดผมตีกันมั่วไปหมด ในหัวมีแต่อะไรไม่รู้เต็มไปหมด อยากปรึกษาจิตแพทย์ เหนื่อยเกิน..... T_T
             ตลอดช่วงโควิด ที่ผ่านมา พ่อผมรายได้ลดลง ค่าเช่าบ้านไม่พอมา 3-4 เดือน ผมกลับมานั่งคิดว่า “ งานที่มั่นคงกับงานที่เราชอบ จริงๆเราควรเลือกงานแบบไหนกันแน่ ? ”

             “ คนที่ประสบความสำเร็จจากงานที่ตัวเองรัก มักจะบอกว่ามันคุ้มค่าที่จะเสี่ยง ”

ผมอยากให้พ่อเลิกทำงาน ผมควรที่จะหางานที่มั่นคงแทนงานที่ผมอยากทำไหม ? ถึงผมจะได้ทำงานในด้านที่ไม่ชอบ แต่รายได้มั่นคง เลี้ยงดูพ่อได้ มันโอเคกว่าไหม ?

“ ถ้าเป็นคุณ คิดว่าจะเดินทางไหนเพราะอะไร และเพื่อใคร ”

“ ความเชื่อแรกที่เราเลือกเดิน จะยังถูกอยู่ไหม ”

“ สิ่งที่เราชอบมันจะยังคุ้มค่าที่จะเดินต่อไปอยู่ไหม ”
 
 
 
 
 
 
ขออนุญาตใช้ภาษาทางการและไม่ทางการ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่