(ไม่ใช่โควิด-19)อาการแบบนี้ผมควรจะไปหาแพทย์ทางไหนดีครับ.. .

กระทู้คำถาม
ใครที่เคยมีคนรู้จักหรือญาติที่มีอาการแบบนี้ หรือหมอที่เคยช่วยรักษาอาการเหล่านี้ช่วยแนะนำผมทีครับว่าจะไปพบแพทย์ทางไหนดี เพราะสถานการณ์ตอนนี้จะให้ไปโรงพยาบาลแบบไปตรวจแบบแต่ก่อนคงกินเวลานานแล้วอาจจะติดเชื้อโควิดได้ 

ผมขอเล่าเชิงชีวประวัติหน่อยนะครับ

เรื่องที่1.ความเชื่อใจ
คือก่อนจะเกิดอาการผิดปกติ ชีวิตผมได้เสียบ้านไป1หลังคอนโดอีก1ยูนิตหลังจากการที่แม่ที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันเอาไปจำนอง ทำให้ผมกลายเป็นคนที่ไม่ค่อยอยากจะยุ่งกับใครและไม่ค่อยไว้ใจ ทั้งๆที่ตัวผมก็เตือนตัวเองทุกครั้งว่าพยายามเปิดใจบ้างแต่กลับปิดใจตัวเองแบบไม่รู้ตัวใส่หลายๆคน ผมไม่อยากทำงานที่แบบต้องมาเจอหน้าผู้คนทำงานที่ไหนก็ได้ไม่นาน พ่อผมก็มองผมเป็นเด็กตลอด แต่หลังจากเสียบ้านไปผมมีปากเสียงกับแม่ได้ด่าท่านผ่ารไลน์ไปชุดใหญ่จนท่านสำนึกผิด(มั้ง) ในตอนที่เสียคอนโดไปก็ช็อคแต่แม่ก็ยอมมาช่วยให้ค่าห้องเช่าที่จะไปเช่าอยู่ แล้วก็ส่งผมเรียนปวส. แล้วผมก็ได้ขอเงินท่าน10000บาท ขอลองมาทำธุรกิจขายของออนไลน์
ธุรกิจที่ผมทำเป็นแค่การที่ทำธุรกิจแบบเดียวกับพ่อแต่เหมือนมาทำในแบบออนไลน์ ผมให้พ่อเก็บเงินไว้เพราะเป็นพ่อคนที่ผมเชื่อใจที่สุด แต่พ่อเป็นที่ค่อนข้างจะไม่เข้าใจโลกออนไลน์ ท่านได้เอาเงินลงทุนไปซื้อของให้ผม3000ให้ค่าโฆษณาแค่1000 และค่าส่งตามแต่จะมีออเดอร์ แต่ท่านแอบเอาเงินที่เหลือไปใช้ลงทุนหน้าร้านตัวเองที่แทบจะไปไม่รอด เพราะเขาไม่เชื่อในตัวผมเพราะผมทำงานได้ไม่นาน แต่พอขายช่วงแรกใช้เวลา9วันผมขายได้19000แต่ก็ต้องรอเงินปลายทาง แต่ผมคิดว่ายังไงก็เอาอยู่เพราะยังมีเงินสำรองต่อให้หักค่าส่งกับโฆษณาเพิ่มอีกนิดหน่อยก็ยังพยุงจนเงินออกได้ แต่พอผมไปขอท่านบอกตังก็ใช้หมุนหมดแล้วไง จนผมต้องไปขอแม่คนที่ผมไม่อยากคุยด้วยที่สุดและโดนหาว่าเอาตังไปเลี้ยงเพื่อนใช้เที่ยวเล่นหรือเล่นยา แต่ผมก็บอกว่าค่าโฆษณากับค่าส่งจริงๆแค่1500บาทพอครับ จนเงินเข้าพอเงินปลายทางเข้าก็เริ่มคล่อง แล้วก็วนลูปอีกรอบ พ่อเอาเงินไปลงทุนหน้าร้านตัวเองต่อ จนเงินไม่พอ
จนผมทะเลาะกับพ่อครั้งแรกในชีวิต ผมเลยขอเก็บเงินเอง แล้วสภาพเริ่มคล่อง แล้วผมให้เพื่อนมาช่วยตอนแรกผมจ่ายเขาเป็นรายตัวที่ปิดได้แล้วจะจ้างแพ็คต่างหาก เพราะเขามีงานประจำตอบลูกค้าให้เขาทำแค่ช่วง8-11โมง แล้วมาแพ็คตอนเย็นก่อนไปเรียนละไปส่งกัน ผมเห็นเพื่อนผมขยันมากๆ เขาทำงานดีรายได้ร้านพุ่งมากจนเขาแทบจะออกจากงานประจำมาทำกับผมได้เลย 
และผมกับเขาสนิทกันมานานมากผมเชื่อใจเขา ผมเลยตัดสินใจให้เป็นหุ้นส่วน10% เพราะผมมีความฝันอยากจะทำงานเกี่ยวกับดนตรีตั้งแต่เด็กถึงเสียงผมจะไม่ได้ดีแต่เพื่อนที่เล่นดนตรีเป็นบอกว่า"หูผมดี"ถึงผมจะรู้สึกว่าไม่ใช่หรอก แล้วผมจะปลีกตัวให้เขาดูแลธุรกิจช่วย แต่พอหลังจากผมให้เป็นหุ้นส่วน10%เขากลับไม่ทำงานให้เหมือนแบบเก่า เขาบอกว่างานประจำมันเหนื่อย แต่ผมไปถามเพื่อนผมที่ทำกับเขาเขาบอกว่ามันโยนงานมาให้ประจำ จากให้ตอบช่วงเช้าถึงสาย กลายเป็นผมมาตอบช่วงเที่ยงดันเจอข้อความตั้งแต่ช่วงเช้าค้างไว้ให้ผมตอบไปยันข้อความลูกค้าใหม่ แล้วจากที่ช่วยกันแพ็คกลับกลายเป็นผมทำคนเดียวบ้างบางวัน พอวันไหนขี้เกียจเรียนแล้วไม่ไปกัน แต่ของดันต้องส่งผมกลับโดนใช้ให้ไปส่งเองเพราะเขาบอกว่าเหนื่อยจากงานประจำ ผมทำคนเดียวทุกอย่างจนผมขายแทบจะวันเว้น2-3วัน แต่ก็ถูก ให้เร่งขายจากเพื่อนตัวเองจนหลังๆได้หลับวันละ2ชั่วโมงและช่วงเช้าก็หลับๆตื่นๆขายเอา จนผมรู้สึกว่าเขาจะเอาเปรียบผมเกินไป ผมเลยจะขอลดเงินเขาเหลือ8% เขาบอกงั้นกูจะทำให้น้อยลงเหมือนเปอร์เซ็นที่ลดลงเคปะ ผมก็เลยยอมๆไป แล้ว"ขอโทษ"เพราะเห็นแก่คำว่าเพื่อน แล้วเขาเริ่มกระเตื้องขึ้นหลังจากทะเลาะกัน แต่ไม่นานก็เหมือนเดิม แต่ผมไม่อยากเสียเพื่อนเลยยอม แต่หลังๆผมมาเห็นรายได้จากการขายมันลดลงจนผมงง พอผมขอดูสมุดบัญชีที่เพื่อนทำ มันก็ยังเยอะอยู่นี่ แต่ผมได้จ้างเพื่อนอีกคนมาลองทำบัญชีให้ สรุปเงินที่เก็บปลายทางบางตัวที่ลูกค้าไม่ได้รับก็ถูกเอามาใส่ในบัญชีแล้วผมต้องจ่าย ผมเลยบอกเขาแบบอ้อมๆว่ารายได้มันแย่ ขอทำคนเดียวให้อะไรมันดีก่อนนะ แล้วก็ทะเลาะกัน แล้วเขาบอกงั้นขอ8%ก็ได้ ผมบอกไม่ได้จริงๆ เขาบอกอีกงั้นแบบรายตัวก็ได้ แต่ผมใจแข็งเลือกจะทำคนเดียว เขาบอกขายครึ่งเดือนได้4หมื่นกว่าแต่แบ่งให้กู10%นี่มันหนักเหรอ(จริงๆขายไป8วันเพราะผมทำอยู่คนเดียว เขาแทบจะทำแต่แพ็คและส่งกับจดบัญชีแต่พักบ่อยเพราะไม่ได้นอนและติดเรียน) ด่าผมต่างๆนาๆ ผมขอโทษไปแต่เขาบอกเอาแต่ขอโทษขอโทษคำขอโทษมันไร้ค่าเก็บไว้เถอะ จนผมไม่อยากจะพูดเพราะพูดไปคงไม่มีอะไรดี 
แต่เขากับเลือกที่จะโพสในโซเชียล จนรุ่นพี่ที่ผมเคารพทักมาด่าแต่ผมก็เลือกที่จะบอกเหตุผลและไม่โพสอะไรหรือแก้ตัวในฝั่งผมเลยเพราะไม่อยากให้เพื่อนดูแย่ แต่... . ที่ผมเรียนเขามีระบบ รุ่นน้องจากที่เคยไว้กับไม่ไหว้ ผมไม่ได้ถือเรื่องไหว้ของน้องนะเพราะผมไม่ได้นับถือพุทธศาสนา แต่ผมจะไหว้รุ่นพี่ทุกคน คือจากน้องที่เคยไหว้ไม่ไหว้พอว่าแต่บางคนพยายามทำเป็นไม่เห็นหรือหลบหน้า ถึงสุดท้ายจะดีกันแล้วรุ่นน้องกลับมาเคารพ แต่บางคนก็ยังหลบหน้าและรุ่นพี่บางคนก็มองผมหน้าเงินอยู่ดี จนผมที่เลิกบุหรี่มานานกลับมาสูบต่อเพราะเครียดเรื่องนี้

เรื่องที่2.สูญเสีย
หลังจากเริ่มทำคนเดียว ทุกอย่างก็ยากไปหมดแต่พอปรับตัวได้ผมก็ไหว ยอมหลับน้อยทำงานให้มากเพื่อจะได้เงิน ชีวิตผมช่วงนั้นมีแต่เงิน แล้วดันมีรายการล่าฝันเกี่ยวกับดนตรีพวกนี้มา ผมเลยลองสมัครดูและไปออดิชั่น แต่คนก็ไปกันเยอะ ผมรอไป5ชั่วโมงแต่คิวอีกยาว 
แถมแบตหมดผมเลยเลือกกลับบ้านมาส่งของให้ทันเวลาตัดรอบ "กูสูญเสียความฝันไปแล้วสินะ" ผมถามกับตัวเอง
และพอธุรกิจเริ่มดี ผมหาเงิน1ล้านได้ใน1ปีในวัย22แต่ผมไม่อยากเก็บเงินเองเลยให้พ่อเก็บ เพราะเรื่องเงินมันทำให้ผมเกือบสูญเสียเพื่อน เพราะเงินที่หามามันเยอะ(สำหรับเด็กที่เริ่มทำธุรกิจแบบผม)ยังไงก็หามาได้เรื่อยอีก แต่สิ่งที่ผมมองข้ามไปคือ พ่อผมพยายามให้ผมหยุดรอเงินปลายทางบ่อย จนaiโฆษณามันหาค่าแบบไม่ต่อเนื่อง และพอเงินเข้าเป็นก้อนไม่ได้ค่อยเข้าแบบตอนทำแรกๆ มันก็ไม่มีการหมุนเงินในระบบ ai ก็ค่อยๆรวน
และผมที่มัวแต่ขายจนลืมศึกษาการตลาดใหม่ๆ เพราะคิดว่าเราดีพอ แล้วพอห้องเช่าเก่ามันเล็กจนเก็บของไม่พอผมเลยไปหาเช่าที่ใหม่ แต่ผมก็หาเช่าคอนโดห้องคู่พอเพราะแค่วางของกับมีห้องนอนพอ แต่พ่อผมอยากได้เครื่องมืออุปกรณ์ที่เบาแรงแต่มีราคาสูง แต่พ่อจะหาห้องเล็กๆห้องเดียวไปวาง ผมถามว่าเครื่องนี้มัน"ดัง"มากมั้ย พ่อบอก"ไม่ดัง" ผมเลยบอกงั้นก็เอาไปห้องคู่ดีกว่าจะได้ประหยัดกว่าเช่าแบบแยกห้องบนล่างแล้วผมก็กลัววางสินค้าไว้อีกที่แล้วของจะหาย เลยได้ห้องคู่ แต่ทำสัญญาเช่าก่อนเครื่องมือจะมา แต่พอมาแล้วไอ้ที่บอกไม่ดังมันกลับดังมาก แถมดันเอามาไว้ในห้องนอนเพราะด้านนอกวางของเต็มจนผมสูญเสียเวลานอนอันมีค่าเพียงวันละ2-3ชั่วโมงไป และผมบอกกับเขาว่าถ้ายังใช้เครื่องนั้นผมจะไม่ทำงานแล้วเลิกขายของ พ่อหยุดไปช่วงแรก แต่ก็กลับมาทำต่อ แล้วผมก็ขายบ้างไม่ขายบ้างเพื่อไม่ให้พ่อทำเพราะสงสารคนข้างล่าง เงินในบัญชีก็หมดจากบัญชีทีละนิด

แล้วจังหวะชีวิต ทำให้ผมมาเจอกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานแต่รู้จักกันตั้งแต่ประถมเกินครึ่งชีวิตเพราะต้องมาปลอบใจเพื่อนที่อกหก ช่วงนั้นอยู่กับเพื่อน2คนนี้กับน้องแต่จะอยู่กับเพื่อนบ่อยแบบเหมือนชะตากำหนด เพื่อนผมที่รู้จักกันนานทำดีกับผมแบบดีมากแบบตอนเด็กยังไม่เคยดีกับผมแบบนี้ แล้วพอวันเกิดเขา เขาชวนผมไปแต่มันดึกมากผมพึ่งกลับมาจากทำโปรเจกต์และเหนื่อยตอนแรกกะจะไม่ไปแล้ว แต่อยู่ดีๆผมก็ไป แล้วมีแค่ผมกับเพื่อน2คนนี้เหมือนเดิมในวันเกิดเพื่อนวัยเด็กผม แล้วอยู่ๆผมก็พูดว่า พอเวลาเพื่อนหรือคนรู้จักตาย กูอะไม่อยากไปงานศพนะ เพราะกูไม่อยากเห็นบรรยากาศเศร้าๆของคนรอบข้าง มันทำให้กูมัวหมอง เพราะชีวิตกูมันก็แย่อยู่แล้ว แล้วเราก็เจอกันอีก แต่ผมมีติดทำโปรเจกต์แต่ไม่รู้กลุ่มจะเรียกวันไหน แล้วหลังจากวันเกิด9วันอีกไม่กี่นาทีก็10วันจากที่ผมไปเจอวันเกิด ผมก็ได้สูญเสีย"เพื่อน"คนนั้นไปตลอดกาล เพื่อนผมอีกคนโทรหาผม แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลกผมกลับมาป่วยด้วยโรคฝีที่ก้นผมนั่งไม่ได้ทำได้แค่นอน จนผมไม่ได้ไปดูนาทีสุดท้าย พอเพื่อนผมตายผมก็มานั่งเศร้าแบบไม่รู้สึกเจ็บ(แต่มาออกออการหลังตื่นเลือดไหลเต็ม) และพอเช้ามาเขาพากลับบ้านเกิดไปฝัง ผมที่อยากไปมาก แต่เหมือนพระเจ้าจะจำคำพูดผมได้เลยให้ผมป่วย ไม่ได้เห็นหน้าเพื่อนผมก่อนที่จะถูกฝัง.

3.พฤติกรรมเปลี่ยนไป
ตอนช่วงเพื่อนผมตายไม่นานเขาก็ได้ประกาศล็อคดาวน์
ช่วงนี้ผมทำไงก็ได้ขอแค่ผมได้หลับหรือได้คิด ผมใช้ทั้งน้ำใบกระท่อมกับยาเพื่อให้หลับและไม่คิด ช่วงแรกมันไม่มีปัญหาอะไร แต่พอล็อคดาวน์คนไม่มีที่ประกอบการ ช่างรับเหมาก่อสร้างก็รับงานมาทำในที่พักอาศัยของตัวเองซึ่งผมอยู่ข้างล่างห้องเขา เขาทั้งใช้ค้อนเคาะ เครื่องเจียร์ ขูดและตะไบอะไรต่างๆ แล้วตอกตะปู จนผมนอนไม่หลับต่อให้ใช้น้ำกระท่อมกังยาเยอะขึ้นก็ไม่มีทางจะนอนได้ จนผมเริ่มปวดหัว แต่มันปวดข้างเดียวแบบเหมือนมีอะไรวิ่งมาจากคอขึ้นหัวแล้วหัวมันก็เต้นตุบๆพอนอนไม่หลับก็ออกมานั่งคนเดียว มองนอกหน้าต่างกลับมาเห็นภาพ flashback ย้อนกลับไปสมัยที่ได้วิ่งเล่นกับเพื่อนที่ตายเพราะเห็นพื้นที่เก่าๆ ผมเลยพยายามเก็บตัวปิดไฟ อยู่แต่ในห้องไม่ให้เห็นอะไรเพราะไม่อยากเห็นภาพที่ทำให้ผมเศร้า แต่เสียงเคาะมันก็ดังไม่หยุดขนาดตอนดึกยังทำ จนผมได้ยินเสียงอื้อในหู ต่อให้เขาหยุดเคาะผมก็ได้ยิน แล้วผมก็เริ่มได้ยินเสียงข้างห้องคุยกันและไม่ใช่คุยกันธรรมดาแต่เป็นเสียงที่ผัวทุบตีเมีย ผมได้ยิน2เสียงนี้ทุกวันได้ยินยันเสียงไอจากด้านบน ตอนแรกคิดว่าผมหูฟาด จนผมต้องไปยืนฟังหน้าห้องเขาแล้วก็ยังได้ยินแต่เสียงจะชัดกว่าได้ยินด้านล่าง ทั้งเสียงเคาะและเสียงทุบตีต่อให้ผมเลิกใช้ของพวกนั้นไปก็ยังได้ยินจนผมถือมีดไปไล่ด่าไล่ถีบประตูเขาเหมือนคนบ้าเพราะต้องการแค่ความเงียบ พอมีเสียงในบ้านผมพยายามหาเสียงเหล่านั้นและหยุดมัน ผมรำคาญแม้แต่เสียงพ่นควันบุหรี่หรือเสียงกินข้าวหรือแม้แต่ตอนอ้าปากแล้วเกิดเสียงแจ๊บๆ ผมจะพยายามหนีไปอยู่คนเดียวเพื่อให้พ่อหลับแล้วค่อยเข้าไปหลับ จนได้ซื้อห้องเก่าคืนเพราะทนไม่ไหวแล้วก่อนออกผมได้ไปแจ้งนิติ จนรู้ว่าคนที่เคาะคือลูกชายร้านขายของชำที่ผมซื้อประจำ ตอนแรกผมคิดว่าเขามีมนุษย์สัมพันธ์ดีขนาดลืมตังยังให้เซ็น สั่งขนมที่ผมอยากกินแต่ไม่มีในเซเว่นมาให้ ผมก็อุดหนุนช่วยกัน แต่สุดท้ายเขาก็แค่ทำธุรกิจกับผม แถมนิติที่แจ้งไปก็รู้จักกันเลยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง พอมาอยู่ห้องที่เคยเสียไป ผมกลับได้ยินเสียงแอร์แล้วปวดหัว ได้ยินตึกฝั่งตรงข้ามเล่นเกมทั้งที่ระยะตึกห่างกันมากแต่ก็ยังรู้ว่าเขาเล่นrovตัวละครที่เล่นเป็นyorn จากเสียงที่ไม่เคยได้ยินทั้งที่เคยอยู่มา20ปียังได้ยินแม้แต่เสียงคนกระซิบกันตรงบันไดลิฟถ้าผมเปิดประตู(ห้องอยู่รองสุดท้ายไกลจากลิฟ) ผมเกลียดการเจอผู้เพราะเสียงคนพวกนั้นทำผมปวดหัวและไม่อยากคุยกับใครที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ขนาดช่วยตัวเองบางทียังใช้เวลา2-4ชั่วโมง และมีร่วงตอนเช็ดตัวหรือแค่ตอนเกาหัว ผมควรไปหาหมอด้านไหนดีครับ ผมแค่อยากให้หัวมันไม่เต้นตุบๆ กับได้ยินเสียงน้อยลง ช่วงหลังผมไม่ได้รู้สึกเครียดแต่รู้สึกอยากหยุดเสียงใกล้ๆตัวเพราะมันทำให้ผมหงุดหงิด จนมีครั้งนึงที่เกือบจะต่อยพ่อตัวเอง ช่วยแนะนำผมทีนะครับ ผมรู้สึกมันไม่ใช่ตัวผมเลย
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่