" Pedestrianism " กีฬาแปลก ๆ ในศตวรรษที่ 19

กระทู้คำถาม



(" Pedestrianism " คือรูปแบบการเดินแข่งขันในสมัยศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นบรรพบุรุษการวิ่งแข่งในกีฬาโอลิมปิกในปัจจุบัน)


Pedestrianism เป็นกีฬาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว กล่าวกันว่ามาจากชนชั้นสูงในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 และรุ่งเรืองอย่างมากในศตวรรษที่ 19 เป็นกีฬาแห่งการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ มีเงินรางวัลที่น่าดึงดูดใจ นักกีฬาที่ไม่ธรรมดา และการเดิน 6 วันติดต่อกัน ในระยะทาง 450 ไมล์ และเป็นจุดเริ่มต้นของกีฬาที่มีผู้ชมสมัยใหม่ในสหรัฐอเมริกา

การแข่งขันเหล่านี้เรียกกันว่า 'การแข่งขันเดิน' (walking matches) ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ๆของอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสตราเลเซีย
โดยเฉพาะสนามกีฬาในร่ม Madison Square Garden ในนิวยอร์ก และ ศูนย์ Agricultural Hall ในลอนดอน สองสถานที่ที่ดึงดูดผู้เข้าแข่งขันได้มากที่สุด
โดยเฉพาะทัวร์นาเมนต์ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 1879 ซึ่งตั้งขึ้นโดยนักการเมืองอังกฤษและบารอนด้านกีฬาชื่อ Sir John Astley โดยมีนักกีฬาในกางเกง
ขาสั้นมารวมตัวกันภายใต้โค้งสูงตระหง่านของ Madison Square Garden ในนิวยอร์ก พร้อมกับผู้ชมที่คลั่งใคล้กว่า 10,000 คน

'การแข่งขันเดิน' นี้ ถือเป็นการแข่งขันกีฬาที่ทุกคนรอคอยมากที่สุดในยุคนั้น มันเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน และผู้เข้าแข่งขันจะเป็นคนดังระดับนานาชาติอยู่แล้ว มาพร้อมกับผู้ติดตามของนักโภชนาการ แพทย์ พ่อครัว หมอนวด และผู้ฝึกสอนกีฬาโดยเฉพาะ ซึ่งมักจะแนะนำให้พวกเขาดื่มแชมเปญขณะเดินแข่งด้วย




ทั้งหมดของการแข่งขันเป็นธุรกิจที่จริงจัง นักกีฬาจะได้รับการสนับสนุนจากองค์กรต่างๆของนักกีฬา เช่น นักกีฬาหนึ่งคนที่เข้าร่วมการแข่งขันได้เป็นโฆษกของแบรนด์เกลือแม้ไม่ได้ลงแข่ง บางคนได้รับการโฆษณาของว่าง เช่น เกาลัดคั่วและไข่ดอง และบางครั้งพวกเขาก็วิ่งโดยใส่เสื้อที่มีโลโก้ของผู้สนับสนุนด้วย นอกจากนั้น จะได้เบียร์หนึ่งแก้วจากก๊อกส่วนกลาง, มีวงดนตรีทหารเต็มรูปแบบเพื่อให้บรรยากาศของชาตินิยมบางอย่างแก่เวที, มีการวางเดิมพันที่มากเกินควร, ฝูงชนมากมายที่กำลังชูธง, นักข่าว และ คลื่นของการโบกผ้าเช็ดหน้า

ในการแข่งขันเดินนี้ประชาชนต้องจ่ายเงินเพื่อเข้ามาดู ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วมีกฎกติกาที่เรียบง่าย นั่นคือ ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเดินเป็นวงกลมหรือวงรีเป็นเวลา 6 วันติดต่อกัน จนกว่าพวกเขาจะเดินได้อย่างน้อย 450 ไมล์ (724 กม.) ถึงจะเข้ารอบได้ โดยสามารถวิ่ง เดินเล่น เดินโซเซ หรือคลานได้ แต่จะต้องไม่ออกจากเส้นทางจนกว่าการแข่งขันจะสิ้นสุดลง และจะกิน ดื่ม และงีบหลับ หรืออื่นๆ ในเต๊นท์เล็กๆ ด้านข้างได้

เช่นเดียวกับนักกีฬาในปัจจุบัน 'การแข่งขันเดิน' ได้รับการระบุด้วยเงินจำนวนมากที่น่าจับตามอง โดยใครก็ตามที่เดินทางได้ไกลที่สุดในช่วงเวลาที่กำหนด
จะได้รับรางวัล 25,000 เหรียญ (ประมาณ 679,000 เหรียญสหรัฐหรือ 494,000 ปอนด์ในปัจจุบัน) และเข็มขัดเงินแท้สลักคำว่า
" Long Distance Champion of the World "

หลังจากที่หายไปในปลายศตวรรษที่ 17 Pedestrianism นั้นอาจเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในปี 1859 จาก Edward Payson ที่เดินไล่ตามรถส่งของไปทั่วทั้งเมืองเพื่อรวบรวมกล่องดอกไม้หรูส่งให้เจ้านายของเขาเป็นของขวัญ จนไปทันที่ถนน West 70th และเขาได้รับรางวัลตอบแทนสองเท่าสำหรับความพยายามอย่างกล้าหาญนี้


William Gale แข่งเดินสำเร็จ 1,500 ไมล์ใน 1,000 ชั่วโมงเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 1877
Cr.Supplement to the Illustrated London News
จากนั้น อีกหนึ่งปีต่อมา Payson เดิมพันกับเพื่อนคนหนึ่งเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 1860 โดยผู้แพ้ตกลงที่จะเดินไปวอชิงตันเพื่อดูพิธีเปิด โดย  Payson เดิมพันกับ John Breckinridge สมาชิกพรรคเดโมแครตคู่ต่อสู้ของ Abraham Lincoln สุดท้ายเขาแพ้และต้องเดินทางเป็นเวลา 10 วัน นั่นทำให้เขาโด่งดังในชั่วข้ามคืน

ในที่สุด Payson ก็เป็นผู้บุกเบิกความอดทนในการต่อสู้กับคนอื่น ๆ และเรื่องที่เหลือก็เป็นที่รู้จักกันดีตามประวัติศาสตร์ เขาทำให้ทั้งคนธรรมดาทั่วไปและแพทย์หลงใหล โดยได้รับการสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วนจากในอดีต แม้กระทั่งปริมาณปัสสาวะและอุจจาระของเขา ในขณะที่ pedestrianismได้พัฒนาขึ้น กีฬาแปลกๆนี้ก็ได้นำเอา tropes (ลักษณะทางร่างกายหรือไอเดียที่มักถูกใช้ในงานศิลปะบางชนิด) มากมายที่เราคุ้นเคยกันในทุกวันนี้มาใช้

สำหรับนักแข่งเดินที่มีชื่อเสียงในขณะนั้นได้แก่ William Gale ผู้พลิกโฉมการเข้าปกหนังสือ ได้รับสมญานามที่น่ารักว่า " นักเดินนานแห่งคาร์ดิฟฟ์ " (Long-winded walker of Cardiff) และกลายเป็นแชมป์ในลอนดอน ส่วน Weston ก็มีสมญานามว่า "Weston the Pedestrian"

Matthew Algeo ผู้เขียนหนังสือ Pedestrianism: When Watching People Walk Was America's Favorite Spectator Sport อธิบายว่า แม้การดูผู้คนเดินเป็นวงกลมอาจฟังดูไม่มีอะไรเป็นพิเศษตามมาตรฐานของกีฬาสมัยใหม่ แต่ในสนามแข่งขันก็เต็มไปด้วยสีสันและมีชีวิตชีวา เช่น Weston จะเล่นสนุกโดยสวมหมวกขุนนางในขณะที่เขาเดิน และแต่งตัวโดยสวมเสื้อคลุมสำหรับแข่งม้า ซึ่งแต่ละคนจะมีเทคนิคเฉพาะของตนเอง

Pedestrianism กลายเป็นที่รู้จักจากท่าเดินที่มีลักษณะเฉพาะของพวกเขา
เช่น "การวิ่งเหยาะๆ" ของ Charles Rowell (ซ้ายสุด) และฝีเท้าที่เหมือนเครื่องจักรของ Charles Harriman (ที่สองจากซ้าย) (Cr.Alamy)
จนกระทั่งในเดือนมีนาคม 1881  ความสนใจในกีฬาแปลก ๆ นี้ได้ตกลงมาถึงจุดต่ำสุด มันเป็นวันสุดท้ายของการแข่งขัน 6 วันของผู้เข้าแข่งขัน 6 คน จัดตั้งขึ้นโดยนักกีฬา Daniel O'Leary  โดยหนังสือพิมพ์ New York Times ได้บรรยายไว้ว่า คนอนาถาที่น่าสังเวช 6 คนกำลังเดินอย่างเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปรอบๆ ลู่วิ่ง ต่อหน้าฝูงชนจำนวนน้อยมากที่รอให้กำลังใจอยู่

Pedestrianism ไม่ได้หายไปโดยสิ้นเชิง ในที่สุด กีฬาดังกล่าวก็ถูกพัฒนาให้ถูกใจสาธารณชนทั่วไปมากขึ้น และมีโอกาสน้อยที่ผู้เข้าแข่งขันจะเป็นอันตราย นั่นคือ " racewalking " (การแข่งขันกรีฑาโอลิมปิก /ลู่และลาน) เช่นเดียวกับบรรพบุรุษของมัน แนวทางใหม่นี้เกี่ยวข้องกับการเดินเป็นระยะทางที่กำหนดโดยเร็วที่สุด ซึ่งโดยปกติแล้วจะเหมาะสมที่ 20 กม. (12 ไมล์ ระยะทางโอลิมปิกหญิง) หรือ 50 กม. (31 ไมล์ ระยะทางของผู้ชาย) และเพื่อแยกความแตกต่างจากการวิ่ง เท้าข้างหนึ่งต้องอยู่บนพื้นตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม ในปี 1896 มีกีฬาใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวครั้งแรก คือแข่งขันกีฬาโอลิมปิกมาราธอน โดยได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานกรีกโบราณของผู้ส่งสาร Pheidippides ที่วิ่งจากเมืองมาราธอนไปยังกรุงเอเธนส์ ซึ่งยังคงจะเกิดขึ้นหรือมีอยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน



(ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลทั้งหมดและขออนุญาตนำมา)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่