ตั้งแต่เราจำความได้ ภาพจำของเราคือ วันที่พ่อกับแม่ทะเลาะกันต่อหน้าเรา โชคดีที่ตอนนั้นเรายังมีคุณยายคอยปลอบเราในวันนั้น ความรู้สึกตอนนั้นมันเหมือนโลกทั้งโลกพังครืนลงต่อหน้า ตอนนั้นเราแค่ 6 ขวบเองนะ
สาเหตุที่พ่อแม่ทะเลาะกันคือ แม่เรามีผู้ชายคนใหม่ .....
ถ้าถามว่าเรารู้มาก่อนหน้านั้นมั้ย ....ตอบได้ว่าใช่ เรารู้มาตลอด เพราะแม่ทำให้เราเห็นมาตลอด ทั้งมารับส่งกันที่บ้าน(ซึ่งเป็นบ้านที่พ่อเราอยู่ด้วย แค่พ่อจะเลิกงานดึกมาก เพราะกลางวันทำงานประจำและกลางคืนก็เล่นดนตรี)
ภาพจำที่เจ็บปวดที่สุดคือ เราเห็นแม่และผู้ชายคนใหม่มาส่งที่บ้าน เดินมาส่งกันถึงสนามหน้าบ้าน กอดจูบลากัน
และก็บังเอิญอีกแหละที่หน้าต่างห้องนอนของเราเห็นภาพนั้นได้ชัดเจน...... เราทำอะไรไม่ถูก ได้แต่เอาหมอนมาปิดหน้าตัวเองไม่ให้เสียงร้องไห้มันลอดออกมาจนคุณยายที่นอนอยู่ด้วยกันได้ยิน
อีกครั้งที่พอจำได้คือ วันนั้นเรามานอนห้องเดียวกันกับแม่แล้วตกใจตื่นกลางดึกเพื่อมาพบว่า ไม่มีคนนอนอยู่ข้างๆเราแล้ว
ใช่ค่ะ ....แม่เราหนีออกไปเที่ยวกับผู้ชายคนนั้น และปล่อยเราไว้คนเดียว....
เราร้องไห้สุดเสียง(เพราะห้องนอนแม่อยู่ชั้น 2 ของบ้าน) จนคุณยายได้ยินและวิ่งมาพาเราไปปลอบและนอนด้วย
2 เหตุการณ์นี้ คือ ช็อคที่สุดแล้วแหละ สำหรับเราในตอนนั้น และแน่นอนว่าเหตุการทำนองนี้มันก็ยังมีมาซ้ำๆ แต่รายละเอียดมันคอนข้างเลือนรางสำหรับเรา
หลังจากนั้นพ่อกับแม่ก็หย่าขาดจากกัน ถ้าจำไม่ผิดเราน่าจะอยู่ ประมาณ ป.6 พอดี และก็บังเอิญอีกแหละที่วันสุดท้ายของชีวิตช่วงประถม คุณยายที่เป็นเหมือนหลักเหมือนต้นไม้ให้เรายึดก็เสียชีวิตลง ...เราเคว้ง... เราต้องอยู่ในความรับผิดชอบของพ่อมาตลอดตั้งแต่วันนั้น
นานๆถึงจะได้เจอแม่ครั้งนึง
ทุกๆครั้งที่เจอแม่ก็จะพาผู้ชายใหม่มาทุกครั้งไม่ซ้ำหน้า.. เราบอกตรงๆว่าตอนนั้นเราเกลียดแม่ เกลียดการกระทำของแม่มากๆ
เราจึงพยามเลี่ยงที่จะไม่เจออีก
จนมาวันนึงที่เราแต่งงาน และเราท้องเรากับแฟนตัดสินใจย้ายเมืองกรุงกลับเข้ามาอยู่ในบ้านเดียวกันกับแม่อีกครั้ง บ้านที่มีแม่กับผู้ชายคนใหม่(อีกแล้ว)
เหมือนเรื่องเดิมๆมันก็ย้อนกลับมาหาเราใหม่ เหมือนหนังเรื่องเก่าฉายให้เราดูซ้ำๆ เพียงแต่เปลี่ยนตัวละครบางตัวเท่านั้น
ช่วงนั้นความรู้สึกโกรธเกลียดแม่มันเบาบางลงไปมากเราห่างกันไปค่อนข้างนานก่อนจะย้ายกลับมา
ผู้ชายคนใหม่ของแม่คนนี้ แค่เรามองหน้าก็ไม่ถูกชะตาแล้ว เพราะเค้าดูไม่ใช่คนดี
จนวันนึงเราปวดท้องคลอด แฟนเราก็พาเราไปโรงพยาบาลและการคลอดก็ผ่านไปด้วยดี แต่....
ในคืนที่ 2 ที่เรานอนโรงพยาบาลแฟนเราโทรมาบอกว่ามีของมีค่าในบ้านหายนะ เราก็งงมากๆ พยามถามว่า อะไร ยังไง ซึ่งเค้าเองก็ไม่รู้ ว่ามันหายไปได้ยังไง
ต่อมาแม่เราโทรมาถามเราว่า เราเอาของๆเขาไปใช่มั้ย? (ของที่หายคือของมีค่าของแม่) ...เราอึ้งมาก ...
เรานอนอยู่โรงพยาบาลห้องรวมแทบไม่ได้ลงจากเตียงเลยเพราะยังเจ็บแผลอยู่ และยังให้นมเด็กทั้งวัน ทั้งคืน ทั้งเหนื่อย ทั้งเสียใจ สารพัดที่จะคิดได้ในตอนนั้น จนเราคิดจะฆ่าตัวตาย!!
แต่ก็นะ ...ชีวิตน้อยๆที่กินนมอยู่ที่อกก็ทำให้เราได้สติ แกจะตายไม่ได้ แกจะตายไม่ได้นะ เราบอกตัวเองในใจ
วันที่ 3 เราเตรียมของเพื่อออกจากโรงพยาบาล ก็มีอีกเหตุการณ์ให้เราช็อค
แม่เรา แฟนเรามารับกลับบ้าน แต่...สิ่งที่เค้าเตรียมมาด้วยคือข้าวของๆเรากับแฟน ขนมาเต็มรถ
พร้อมกับบอกเราว่า "ถ้าเป็นแบบนี้เราอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้วหล่ะ!!" อึ้งมั้ย อึ้งสิ
เราหอบลูกร้องไห้ไม่อายใครทั้งนั้นขึ้นรถเพื่อไปบ้านพ่อของเรา ....และใช่ค่ะ.... แม่เราไล่เราออกจากบ้านด้วยความผิดที่เราไม่ได้ทำ!!
ไม่ว่าอธิบายยังไงแม่ก็ไม่ฟัง แม่เชื่อทุกอย่างที่ผู้ชายคนใหม่ของแม่พูด!!! แต่ไม่เชื่อลูกของตัวเอง!!
หลังจากนั้นเราทำงานที่ใกล้บ้านของพ่อ ดูแลครอบตัวเองและพ่อมาตลอด ไม่ได้ติดต่อแม่อีกเลย เป็นเวลา เกือบ 5 ปี
มาวันนึงก็รู้ข่าวว่าแม่กับผู้ชายคนนั้นเลิกกัน จากสาเหตุว่าผู้ชายคนนั้นไปทำเด็กนักศึกษาท้อง และแน่หล่ะของแม่ที่หายไปก็เป็นฝีมือผู้ชายคนนั้นแหละ และโยนความผิดให้เรา
....ใจนึงก็สะใจ.....อีกใจนึงโกรธที่ทำไมตอนนั้นแม่ไม่เชื่อเรา
ปัจจุบัน จขกท. อายุ 36 แล้วค่ะ ชีวิตก็ลุ่มๆดอนๆกับการประคองจิตใจตัวเองมาตลอด รักษาอาการซึมเศร้า มาๆหายๆ พยามประคองครอบครัวด้วยตัวเองมาตลอด
ลึกๆแล้ว จขกท. เหมือนมีความรู้สึกผิดอยู่ตลอดว่า
ทำไมฉันถึงวางความโกรธจากแม่ไม่ได้ซักที
ให้อภัยแม่จริงๆไม่ได้สักที
ใครมีความคิดอะไรพอจะช่วยแชร์ได้ไหมคะ ให้เราดึงสลักที่ปักใจให้เราทุกข์ออกได้สักที?
ผิดไหม? ที่ไม่สนิทใจกับแม่ตัวเอง
สาเหตุที่พ่อแม่ทะเลาะกันคือ แม่เรามีผู้ชายคนใหม่ .....
ถ้าถามว่าเรารู้มาก่อนหน้านั้นมั้ย ....ตอบได้ว่าใช่ เรารู้มาตลอด เพราะแม่ทำให้เราเห็นมาตลอด ทั้งมารับส่งกันที่บ้าน(ซึ่งเป็นบ้านที่พ่อเราอยู่ด้วย แค่พ่อจะเลิกงานดึกมาก เพราะกลางวันทำงานประจำและกลางคืนก็เล่นดนตรี)
ภาพจำที่เจ็บปวดที่สุดคือ เราเห็นแม่และผู้ชายคนใหม่มาส่งที่บ้าน เดินมาส่งกันถึงสนามหน้าบ้าน กอดจูบลากัน
และก็บังเอิญอีกแหละที่หน้าต่างห้องนอนของเราเห็นภาพนั้นได้ชัดเจน...... เราทำอะไรไม่ถูก ได้แต่เอาหมอนมาปิดหน้าตัวเองไม่ให้เสียงร้องไห้มันลอดออกมาจนคุณยายที่นอนอยู่ด้วยกันได้ยิน
อีกครั้งที่พอจำได้คือ วันนั้นเรามานอนห้องเดียวกันกับแม่แล้วตกใจตื่นกลางดึกเพื่อมาพบว่า ไม่มีคนนอนอยู่ข้างๆเราแล้ว
ใช่ค่ะ ....แม่เราหนีออกไปเที่ยวกับผู้ชายคนนั้น และปล่อยเราไว้คนเดียว....
เราร้องไห้สุดเสียง(เพราะห้องนอนแม่อยู่ชั้น 2 ของบ้าน) จนคุณยายได้ยินและวิ่งมาพาเราไปปลอบและนอนด้วย
2 เหตุการณ์นี้ คือ ช็อคที่สุดแล้วแหละ สำหรับเราในตอนนั้น และแน่นอนว่าเหตุการทำนองนี้มันก็ยังมีมาซ้ำๆ แต่รายละเอียดมันคอนข้างเลือนรางสำหรับเรา
หลังจากนั้นพ่อกับแม่ก็หย่าขาดจากกัน ถ้าจำไม่ผิดเราน่าจะอยู่ ประมาณ ป.6 พอดี และก็บังเอิญอีกแหละที่วันสุดท้ายของชีวิตช่วงประถม คุณยายที่เป็นเหมือนหลักเหมือนต้นไม้ให้เรายึดก็เสียชีวิตลง ...เราเคว้ง... เราต้องอยู่ในความรับผิดชอบของพ่อมาตลอดตั้งแต่วันนั้น
นานๆถึงจะได้เจอแม่ครั้งนึง
ทุกๆครั้งที่เจอแม่ก็จะพาผู้ชายใหม่มาทุกครั้งไม่ซ้ำหน้า.. เราบอกตรงๆว่าตอนนั้นเราเกลียดแม่ เกลียดการกระทำของแม่มากๆ
เราจึงพยามเลี่ยงที่จะไม่เจออีก
จนมาวันนึงที่เราแต่งงาน และเราท้องเรากับแฟนตัดสินใจย้ายเมืองกรุงกลับเข้ามาอยู่ในบ้านเดียวกันกับแม่อีกครั้ง บ้านที่มีแม่กับผู้ชายคนใหม่(อีกแล้ว)
เหมือนเรื่องเดิมๆมันก็ย้อนกลับมาหาเราใหม่ เหมือนหนังเรื่องเก่าฉายให้เราดูซ้ำๆ เพียงแต่เปลี่ยนตัวละครบางตัวเท่านั้น
ช่วงนั้นความรู้สึกโกรธเกลียดแม่มันเบาบางลงไปมากเราห่างกันไปค่อนข้างนานก่อนจะย้ายกลับมา
ผู้ชายคนใหม่ของแม่คนนี้ แค่เรามองหน้าก็ไม่ถูกชะตาแล้ว เพราะเค้าดูไม่ใช่คนดี
จนวันนึงเราปวดท้องคลอด แฟนเราก็พาเราไปโรงพยาบาลและการคลอดก็ผ่านไปด้วยดี แต่....
ในคืนที่ 2 ที่เรานอนโรงพยาบาลแฟนเราโทรมาบอกว่ามีของมีค่าในบ้านหายนะ เราก็งงมากๆ พยามถามว่า อะไร ยังไง ซึ่งเค้าเองก็ไม่รู้ ว่ามันหายไปได้ยังไง
ต่อมาแม่เราโทรมาถามเราว่า เราเอาของๆเขาไปใช่มั้ย? (ของที่หายคือของมีค่าของแม่) ...เราอึ้งมาก ...
เรานอนอยู่โรงพยาบาลห้องรวมแทบไม่ได้ลงจากเตียงเลยเพราะยังเจ็บแผลอยู่ และยังให้นมเด็กทั้งวัน ทั้งคืน ทั้งเหนื่อย ทั้งเสียใจ สารพัดที่จะคิดได้ในตอนนั้น จนเราคิดจะฆ่าตัวตาย!!
แต่ก็นะ ...ชีวิตน้อยๆที่กินนมอยู่ที่อกก็ทำให้เราได้สติ แกจะตายไม่ได้ แกจะตายไม่ได้นะ เราบอกตัวเองในใจ
วันที่ 3 เราเตรียมของเพื่อออกจากโรงพยาบาล ก็มีอีกเหตุการณ์ให้เราช็อค
แม่เรา แฟนเรามารับกลับบ้าน แต่...สิ่งที่เค้าเตรียมมาด้วยคือข้าวของๆเรากับแฟน ขนมาเต็มรถ
พร้อมกับบอกเราว่า "ถ้าเป็นแบบนี้เราอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้วหล่ะ!!" อึ้งมั้ย อึ้งสิ
เราหอบลูกร้องไห้ไม่อายใครทั้งนั้นขึ้นรถเพื่อไปบ้านพ่อของเรา ....และใช่ค่ะ.... แม่เราไล่เราออกจากบ้านด้วยความผิดที่เราไม่ได้ทำ!!
ไม่ว่าอธิบายยังไงแม่ก็ไม่ฟัง แม่เชื่อทุกอย่างที่ผู้ชายคนใหม่ของแม่พูด!!! แต่ไม่เชื่อลูกของตัวเอง!!
หลังจากนั้นเราทำงานที่ใกล้บ้านของพ่อ ดูแลครอบตัวเองและพ่อมาตลอด ไม่ได้ติดต่อแม่อีกเลย เป็นเวลา เกือบ 5 ปี
มาวันนึงก็รู้ข่าวว่าแม่กับผู้ชายคนนั้นเลิกกัน จากสาเหตุว่าผู้ชายคนนั้นไปทำเด็กนักศึกษาท้อง และแน่หล่ะของแม่ที่หายไปก็เป็นฝีมือผู้ชายคนนั้นแหละ และโยนความผิดให้เรา
....ใจนึงก็สะใจ.....อีกใจนึงโกรธที่ทำไมตอนนั้นแม่ไม่เชื่อเรา
ปัจจุบัน จขกท. อายุ 36 แล้วค่ะ ชีวิตก็ลุ่มๆดอนๆกับการประคองจิตใจตัวเองมาตลอด รักษาอาการซึมเศร้า มาๆหายๆ พยามประคองครอบครัวด้วยตัวเองมาตลอด
ลึกๆแล้ว จขกท. เหมือนมีความรู้สึกผิดอยู่ตลอดว่า
ทำไมฉันถึงวางความโกรธจากแม่ไม่ได้ซักที
ให้อภัยแม่จริงๆไม่ได้สักที
ใครมีความคิดอะไรพอจะช่วยแชร์ได้ไหมคะ ให้เราดึงสลักที่ปักใจให้เราทุกข์ออกได้สักที?