แสงระวี….บทที่ 29 (รีไรท์) จบ

กระทู้สนทนา

.

                  “วีบอกแม่ยังว่าหนึ่งจะไปบ้าน” เขาหันมาคุยกับเธอ

                   “เออ ! เดี๋ยวบอกน่า พูดบ่อยจัง” แสงระวีค่อนขอดให้ หงุดหงิดที่หนึ่งถามบ่อยเหลือเกิน

                   “เดี๋ยวบอก ๆ นี่บอกยังล่ะ ! จะกลับบ้านอยู่แล้วเนี่ย” หนึ่งหงุดหงิดให้เธอเช่นกัน เธอเหลือบมองด้วยหางตาจะอะไรนักหนา ทำเป็นใจร้อนไปได้ ทำไมไม่บอกเองเลยถ้าจะใจร้อนขนาดนี้

                   “ก็จะบอกอยู่นี่ไง ! “ พูดกึ่งตะคอก “ไม่ได้ยินเสียงเครื่องซักผ้าเหรอ มันปั่นเสร็จแล้วอ่ะ ไปตากผ้าดิ” แสงระวีขึ้นเสียง หนึ่งมองหน้าและถอนหายใจ ก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องน้ำอยู่นานสองนาน

                   หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปกับการรอคอย แสงระวีลาพักร้อนกลับบ้านพร้อมหนึ่งหลายวัน ในเดือนมีนาคม ดีใจมากที่จะได้กลับบ้านสักที ไม่ใช่การดีใจที่หนึ่งจะมาบ้าน แต่เป็นการดีใจที่จะได้กลับไปบ้าน ไปเยี่ยมยาย พ่อแม่ และน้อง ๆ ต่างหาก

                   เธอแปลกใจตนเอง ทำไมไม่รู้สึกตื่นเต้นสักนิดกับสิ่งที่กำลังจะมาถึง หรือเธอไม่รักหนึ่งแล้ว ไม่สิ ! เธอรักหนึ่ง รักมาก รักคนเดียวเสมอมา แต่ทำไมถึงรู้สึกคิดมาก กังวลกับเรื่องนี้ เรื่องแต่งงานของพวกเธอสองคน ถ้ามันคือความต้องการ ถ้ามันคือความสุขทำไมต้องกังวลและคิดมากด้วย กลัวทุกอย่าง กลัวไปหมดกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

                   ตรงข้ามกับหนึ่งที่ดูตื่นเต้น ไม่กลัวที่จะไปเจอหน้าพ่อกับแม่ของเธอเลย ขนาดหนึ่งยังมั่นใจทำไมเธอขี้ขลาดขนาดนี้ เธอไม่ได้บอกแม่ว่าหนึ่งจะทำอะไร แค่บอกว่าหนึ่งจะพาพ่อกับแม่ของตนไปบ้าน ที่เหลือให้แม่คิดเอง เธอไม่กล้าบอกตรง ๆ ทำไมต้องกลัว ทำไมต้องไม่กล้าพูด ครั้งก่อนยังกล้ามากกว่านี้อีก และแม่ก็คาดการณ์ได้แม่นยำจริง ๆ

                   ในการกลับบ้านรอบนี้หนึ่งจะพาพ่อกับแม่ไปขอเธอแต่งงานอีกครั้ง ซึ่งเธอก็ยอม หนึ่งบอกให้เธออยู่เฉย ๆ ไม่ต้องกลัว ครอบครัวของหนึ่งและตัวของหนึ่งจะเป็นคนจัดการ ให้เธอมั่นใจและเชื่อใจว่าทุกอย่างมันจะผ่านไปด้วยดี

                   แม่โทรมาสอบถามรายละเอียด คุยกับเธออยู่นานนับชั่วโมงได้ มีหนึ่งคอยสังเกตการณ์อยู่ใกล้ ๆ คอยฟังสิ่งที่เธอตอบแม่อยู่ห่าง ๆ และคิดเดาไปเอง

                   แม่ถามเธออยากได้รูปแบบของงานแบบไหน อยากให้ทำแบบไหน เธอไม่เข้าใจในสิ่งที่แม่พูด ที่ไหนได้พ่อกับแม่ของหนึ่งนำเรื่องไปบอกให้ทราบล่วงหน้าแล้ว

                   “เอาแบบนั้นจริงเหรอวี ครั้งหนึ่งในชีวิตนะไม่อยากใส่ชุดเจ้าสาวเหรอ” แม่ถามเธอเพื่อความมั่นใจ แต่แม่ก็ไม่ได้บังคับ “แม่คุยกับพ่อแล้ว พ่อแม่หนึ่งเขาโทรมาคุยกับพ่อแกแล้ว พ่อไม่ว่าอะไรแต่พ่อก็ยังเปรย ๆ พูดเหมือนไม่ค่อยเชื่อใจมัน พ่อคุยกับแม่นะ แต่ไม่ต้องคิดมาก พ่ออนุญาต” แม่บอกกล่าวแก่เธอ

                   “ถ้าจะเป็นอีกรอบสองก็กรรมของวีล่ะแม่ นิสัยของหมามันเคยกินขี้ ถ้ามันอยากจะกินอีกก็ไม่แปลก” แม่หัวเราะให้กับคำพูดของเธอ ทำให้เธอขำไปด้วย แต่ดูเหมือนหนึ่งจะไม่ค่อยชอบใจในสิ่งที่เธอพูดไปเมื่อสักครู่นี้

                   “งั้นก็ตามนั้นล่ะ เดี๋ยวแม่คุยกับพ่อว่าจะเอาแบบนี้ แล้วจะมาวันไหน ขับรถระวัง ๆ ล่ะไม่ต้องรีบค่อย ๆ ขับมา” แม่มิวายกำชับด้วยความห่วงใย

                   “กลับพรุ่งนี้ตอนเย็นจ้ะ วีเลิกงานก็กลับเลย”

                   “แค่นี้นะแม่เตรียมของไว้รอ ย่ากับยายแกเอาหมอนเอาอะไรมารอแล้ว แม่จะให้ลุงจันทร์พาไปซื้อเพิ่มพรุ่งนี้เช้า”

                   “โห ! แม่จะอลังอะไรนักหนา แค่มาไม่กี่คน”

                   “ก็นั่นแหละไม่กี่คนนั้นแหละ จะได้ไม่ต้องเอาไปพูดลับหลัง นินทาลูกสาวแม่ไม่ได้หรอก แค่นี้นะ เอ้า ! กดวางสายให้แม่หน่อย ไอ้วายมันรอโทรศัพท์”

                   “เอาไปทำไร เล่นเกมอ่ะดิ”

                   “เออแค่นี้แหละ” แสงระวีวางสายจากแม่ จากนั้นก็มาเก็บกระเป๋าของตนเองไว้รอ พรุ่งนี้เลิกงานจะได้กลับเลย ไม่ต้องมัวเสียเวลาเก็บของอีก

                   เก็บกระเป๋าทั้งของเธอและของหนึ่งด้วย หนึ่งยังไม่หยุดมองเธอด้วยสายตาไม่ชอบใจ ทำไมเธอจะไม่เข้าใจในสายตาคู่นั้นว่าเป็นอะไร ก็สิ่งที่เธอพูดมันคือความจริง ทำเป็นไม่สนใจยังคงทำเมินเก็บกระเป๋าต่อ

                   “อะไร ! พูดอะไรเมื่อกี้นี้ หมามันเคยกินขี้มันก็ต้องกินขี้อะไรวี” หนึ่งเดินเข้ามาใกล้ ๆ เธอ มองหน้าเธอขณะที่เธอเตรียมเสื้อผ้าพับใส่กระเป๋าในส่วนของเธอเองอยู่

                   “จะหาเรื่องอะไร พูดอะไรไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย จะไปเล่นเกมก็ไปจะรีบเก็บกระเป๋ารีบนอน พรุ่งนี้ยังต้องทำงาน” แสงระวีขมวดคิ้วหงุดหงิดใส่หนึ่ง ไม่อยากตอบในสิ่งที่เขาถาม

                   “ก็เมื่อกี้พูดกับแม่ว่าหมามันกินขี้อะไร จะแต่งงานแล้วยังไม่หยุดว่าหนึ่งอีกเหรอ ก็มีหัวใจมีความรู้สึกเหมือนกันนะ” หนึ่งยืนจ้องหน้าเธอขณะที่เธอกำลังนั่งพับเสื้อผ้าใส่กระเป๋า

                   “พูดอะไร ว่าใคร ! ไม่ได้ว่าใครอย่ามาหาเรื่อง” ก็ยังปฏิเสธอยู่ แม้จะโดนจับได้ไล่ทันก็ตาม

                   “ก็เมื่อกี้วีว่าหนึ่ง ก็เห็นอยู่ ก็ได้ยินอยู่เต็มสองหู ไม่เชื่อใจกันเลย ! คิดว่าหนึ่งไม่มีความรู้สึกเหรอ ว่าแต่หนึ่ง คนชั่วมันกลับมาเป็นคนดีไม่ได้หรือไง ขนาดนักโทษศาลยังให้โอกาสลดโทษให้กึ่งหนึ่ง วีจะไม่ให้โอกาสหนึ่งเลยเหรอ เออหนึ่งมันชั่ว ! ” พูดจบหน้างอเดินไปนอนบนที่นอนหันหลังให้เธอ

                   โอ้ยไอ้….! แสงระวีคิดในใจเบะปากให้ด้วยความหมั่นไส้ “โอ๋ตัวเองเค้าขอโทษ วีไม่ได้ตั้งใจจะพูดให้หนึ่งน้อยใจ วีแค่เปรียบเทียบคุยกับแม่ วีไม่ได้พูดหมายความแบบที่หนึ่งเข้าใจนะ” แสงระวีเลิกจัดเสื้อผ้าและเดินไปนอนลงข้าง ๆ หนึ่งกอดเอาไว้

                   “ก็ว่าหนึ่งนั้นแหละ ก็พูดถึงหนึ่งอ่ะ หมามันเคยกินขี้มันก็จะกินขี้อยู่วันยังค่ำ” เบะปากกลอกตาให้หนึ่ง ทว่าก็ยังพยายามง้อให้หายโกรธอยู่

                   “โอ๋ ! เค้าขอโทษนะ ๆ อย่างอนดิ “ ไม่พูดเฉย ๆ เธอเอานิ้วไปจี้ที่เอวหนึ่งให้สดุ้งเล่น ๆ พร้อมหัวเราะที่แกล้งหนึ่งได้ นี่แหละทางเดียวที่จะทำให้หนึ่งหายงอน ทำไมเธอฉลาดแบบนี้

                   “วีคิดว่าหนึ่งจั๊กจี้มั้ย” หนึ่งสดุ้งหันมายิ้มให้ เธอก็ยังไม่หยุดทำ สุดท้ายโดนหนึ่งแกล้งกลับจนได้ แต่มันก็ได้ผลหนึ่งหายงอนทันที กลับสนุกมากกว่าเดิม แถมยังโดนหนึ่งแกล้งกลับเอาคืนไปอีก

                   “แง่ ! หนึ่งยอมแล้ว ! ปล่อยเค้าปล่อยวี มันจั๊กจี้ ! เค้ายอมแล้วพี่หนึ่ง พี่หนึ่งน้องวียอมแล้วจ้า หยุด ๆ มันจั๊กจี้ กรี๊ด ! ” ไป ๆ มา ๆ ก็เล่นกันที่เตียงนอน กระเป๋าเดินทางก็ไม่ได้เก็บต่อให้เสร็จ

                   ..…………………………….

                   เช้าวันจันทร์เธอตื่นเช้าเป็นพิเศษ ญาติ ๆ มาที่บ้านของเธอหลายคน ในรอบนี้พ่อกับแม่เชิญญาติมาไม่กี่คน เชิญมาแค่คนสำคัญ ครอบครัวของหนึ่งก็เหมือนกันเชิญมาแค่แขกคนสำคัญ

                   เธอแต่งตัวธรรมดา ชุดกระโปรงลูกไม้สีเหลืองอ่อน ทำผมแต่งหน้าธรรมดา รอการมาถึงของครอบครัวหนึ่งด้วยความตื่นเต้นและกังวลไปพร้อม ๆ กัน กลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง กลัวว่ามันจะไม่ราบรื่น กลัวไปหมดทุกอย่าง

                   พ่อกับแม่เองก็เงียบขรึม ไม่ค่อยพูดอะไรเหมือนกัน ทุกคนต่างตั้งหน้าตั้งตารอหนึ่งอยู่ภายในบ้าน ระหว่างนั้นน้าชายญาติห่าง ๆ ซึ่งเป็นตำรวจเหมือนกันกลับมาเยี่ยมบ้านพอดี จึงได้มาร่วมงานแต่งของเธอด้วย

                   และแล้วนาทีที่รอคอยก็มาถึง รถฟอร์จูนเนอร์สีขาวของพ่อหนึ่งก็วิ่งเข้ามาจอดภายในบริเวณหน้าบ้านของเธอ รถคันนี้เธอจำได้ดี และ รถเก๋งสีดำน่าจะเป็นของพี่นิว สองคันวิ่งเข้ามาจอดหน้าบ้านของเธอ ป้าก้อยและป้าอีกคนออกไปต้อนรับ ส่วนเธอและพ่อกับแม่รออยู่ในบ้าน บรรยากาศเงียบสงบมีแค่เสียงพูดคุยกันของคนในครอบครัวเท่านั้น ไม่ครึกครื้นเหมือนคราวก่อนเลย

                   หนึ่งแต่งตัวด้วยชุดตำรวจสีน้ำตาล เดินลงมาจากรถยกมือไหว้ทุกคน เดินมาพร้อมพ่อกับแม่เข้ามาภายในตัวบ้าน มีญาติผู้ใหญ่สองสามคน และพี่นิวตามมาด้วย ในมือหนึ่งถือจานดอกไม้ธูปเทียนและพวงมาลัยเดินตรงมายังพ่อกับแม่ที่นั่งอยู่

                   เธอที่นั่งข้าง ๆ พ่อกับแม่หัวใจเต้นแรงอีกแล้ว เธอเป็นอะไรของเธอ ทั้งที่รู้ว่าพ่อกับแม่ยอมรับและเข้าใจ ให้อภัยและไม่โกรธหนึ่ง แต่ทำไมเธอถึงแคร์ความรู้สึกของพ่อกับแม่แปลก ๆ ห่วงความรู้สึกพวกท่าน ไม่ได้นึกถึงหนึ่งและครอบครัวด้วยซ้ำไป

                   ทุกคนยิ้มหน้าระรื่น หนึ่งมองเธอและพ่อกับแม่ ส่งยิ้มให้อย่างจริงใจ เธอรับรู้และสัมผัสรอยยิ้มที่จริงใจนั้นได้ แต่พ่อกับแม่ของเธอจะสัมผัสได้หรือเปล่า หนึ่งนั่งคุกเข่าลงค่อย ๆ เดินเข่าเข้าไปหาพ่อกับแม่ วางจานดอกไม้ธูปเทียนพวงมาลัยลงต่อหน้าของพ่อ ยกมือไหว้ก่อนจะพูดอะไรนิดหน่อย

                   “ผมขอโทษครับพ่อขอโทษครับแม่ที่ทำให้ผิดหวังเสียใจ ผมผิดไปแล้ว ผมทำไม่ดีกับวี ทำไม่ดีกับพ่อแม่ ทำให้พ่อกับแม่ต้องอับอายคนอื่น ผมขอโทษครับ ผมผิดไปแล้ว พ่อกับแม่ยกโทษให้ผมนะครับ” เสียงสั่นเครือเหมือนพยายามกลั้นอารมณ์ไว้

                   หนึ่งกราบลงไปแทบเท้าพ่อกับแม่ ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมา แสงระวีลุ้นแทบเป็นลม น้ำตาคลอจะร้องไห้ตามต้องกลั้นน้ำตาของตนเองเอาไว้เช่นกัน ขอบคุณ ! ขอบคุณหนึ่งมาก ๆ เลยที่ทำเพื่อตนเองแบบนี้ และแล้วพ่อก็ยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของหนึ่งพร้อมแม่ด้วย ยิ้มให้และพูดยกโทษให้

                   “ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปนะ พ่อกับแม่ไม่ถือสา ต่อไปก็อย่าทำให้วีเสียใจอีกก็พอ ถ้ามีลูกเองเมื่อไหร่จะเข้าใจในสิ่งที่พ่อแม่พูดในวันนี้”  เธอแทบจะร้องไห้ออกมา ในที่สุดก็ยิ้มออกมาได้ น้ำตาก็จะไหลให้ได้เลย ดีใจแทนหนึ่ง ดีใจกับตัวเองด้วย ผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก

                   “หนึ่งอย่าร้องดิลูก เป็นลูกผู้ชาย” แม่ของหนึ่งพูด ทุกคนยิ้มหัวเราะไม่ซีเรียสกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่เลย หนึ่งค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมา แม่หนึ่งยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ “อ่อนแอแบบนี้จะดูแลวีได้มั้ยเนี่ย” แม่ของหนึ่งพูดล้อ เธออายมากถึงมากที่สุด ความกังวล ความเครียดหายไปทันที ความหนักใจหายไปเหมือนยกภูเขาออกจากอก

                   “ได้แน่นอนครับ ! ผมสัญญาจะดูแลวีให้ดีที่สุด ให้สมกับพ่อแม่ให้โอกาสผมอีกครั้ง” หนึ่งพูดหนักแน่นกับพ่อแม่ของเธอ พร้อมสัญญา พ่อยิ้มให้แบบนี้เธอก็ดีใจแล้ว

                   “เรียกสินสอดเท่าไหร่ครับ วันนี้แหละฤกษ์ดีที่สุดแล้ว ตอนเย็นผมจะผูกข้อไม้ข้อมือให้ลูก ๆ ก่อน จะได้แต่งงานกันสักทีนึง ส่วนงานแต่งถ้าอยากจัดก็ได้ครับ ค่อยจัดอีกทีก็ได้ วันนี้ผมจะวางสินสอดแต่งแบบธรรมดา ๆ ก่อน ผูกข้อไม้ข้อมือกันให้ถูกต้องตามประเพณีก่อนเนอะ ลูกมันอยู่ด้วยกันนานแล้ว ผมไม่ได้นิ่งนอนใจเลยนะครับ”

                   พ่อของหนึ่งพูดเปิดประเด็น พ่อกับแม่เรียกสินสอดเป็นเงินจำนวนหนึ่ง พอตกลงกันเสร็จเรียบร้อย บรรยากาศอยู่ในความรื่นรมย์ ฤกษ์ผูกข้อไม้ข้อมือเป็นเวลาหนึ่งทุ่มตรง พอมีเวลาให้หาชุดและแต่งหน้าได้ ส่วนพ่อกับแม่ของหนึ่งขอกลับไปทำธุระก่อน พี่นิวเป็นช่างแต่งหน้าให้เธอ เพื่อน ๆ ไม่ได้มาร่วมงานนี้ด้วยเพราะไม่ได้ส่งข่าวใคร อยากให้มันเป็นงานส่วนตัวมากกว่า

                   ระหว่างรอเวลาพวกเธอนั่งรถไปร้านเช่าชุด อย่างน้อย ๆ ก็ให้มันเป็นพิธีการนิดหน่อย ถึงจะเป็นแค่การผูกข้อไม้ข้อมือกันก็ตาม
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่