สารานุกรมปืนตอนที่ 669 กระสุน .30-06 Springfield

"ขอขอบคุณเพจ ป ปืนอย่างสูงครับ"
 
https://www.facebook.com/Porpeunbybaster/



เป็นกระสุนปืนเล็กยาวมาตรฐานของอเมริกันซึ่งชื่อในระบบเมตริกคือ 7.62×63mm ซึ่งมีชื่อเสียงจาการใช้งานในช่วงสงครามครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2
โดยในช่วงปี1890 กองทัพสหรัฐฯ ได้ออกแบบกระสุนแบบ .30-40 Krag หรือ .30 U.S., /.30 Army ซึ่งออกแบบมาใช้งานกับปืนเล็กยาวแบบ Springfield Model 1892 หรือ Krag–Jørgensen rifle ซึ่งรุ่นดั่งเดิมใช้กระสุนขนาด 8×58mmR Danish Krag โดยที่กระสุนแบบ .30-40 Krag เป็นกระสุนแบบไร้ควัน(smokeless powder cartridge) เป็นกระสุนคอขวด( bottleneck )ซึ่งเป็นกระสุนหน้าตัดเล็กสำหรับปืนยิงซ้ำเร็วแบบทันสมัย(modern small-bore repeating rifles) โดยมาแทนที่กระสุนแบบ .45-70 Government ซึ่งกองทัพสหรัฐฯ ตัดสินใจเลือกหน้าตัดกระสุนขนาด .30 นิ้ว หรือขนาด 7.62 มม.



ต่อมาในปี 1900 ได้มีการเสนอการปรับปรุงกระสุนมาตราฐานของกองทัพใหม่ เนื่องจากข้อจำกัดของกระสุนแบบ .30-40 Krag ซึ่งเป็นกระสุนมีขอบจานท้าย โดยมาจากการศึกษาปืนเล็กยาวแบบ Mauser ของสเปนซึ่งยึดมาจากช่วงสงคราม สเปน-อเมริกา (Spanish–American War) ในปี1898 ซึ่งปืน Spanish Mauser M1893
นั้นใช้กระสุนที่มีอำนาจการยิงเหนือกว่าโดยมีผลังงาน 2700-3200 จูล ซึ่งสามารถบรรจุกระสุนได้อย่างรวดเร็วโดยแหนบตับกระสุน(stripper clip,) ในขณะที่ฝ่ายอเมริกันบรรจุด้วยการหยอดกระสุนลงในซองกระสุนทีละนัด และต้องมีการเปิด/ปิดฝาซองกระสุน และกระสุนแบบ.30-40 Krag มีผลังงานเพียง1700-2100 จูล รวมถึงมีการออกแบบปืนเล็กยาวมาตรฐานแบบใหม่อีกด้วยคือปืนต้นแบบ U.S. Rifle Model 1900 .30 prototype (ซึ่งจริงๆ Mauser เคยเสนอ Mauser M92 prototype มาทดสอบในปี 1892 แต่ โครงการนี้กองทัพสหรัฐเลือก Krag–Jørgensen rifle ส่วนสเปนก็เอาไปบรรจุและปรับปรุงเป็น M93)



ปี1901 ได้มีการออกแบบกระสุนแบบ .30-01 โดยมีชื่อว่า หรือ "thick-rim" ซึ่งเป็นกระสุนหัวมน คอขวด ไร้ขอบจานท้าย(Rimless, bottleneck ) ปลอกกระสุนทำมาจากโลหะผสม ทองแดงและนิเกิล โดยนำมาใช้งานกับปืนต้นแบบ U.S. Rifle Model 1901 .30 prototype ซึ่งถูกสร้างมาให้มีระบบขัดกลอนแข็งแรงพอที่จะสามารถรับแรงกระสุนชนิดใหม่ได้
การพพัฒนามาถึงปี1903 ได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพของกระสุนโดยเพิ่มความยาวปลอกกระสุนและน้ำหนักของหัวกระสุน 220 เกรน ใช้ดินปืนไร้ควัน เป็น 45 เกรน ซึ่งกระสุนมีความเร็ว 2,300 ฟุตต่อนาที(.30-40 Krag. 2000 ฟุตต่อนาที) ซึ่งมีชื่อเรียกว่า .30-03 Springfield
** ซึ่งเลข .30 คือขนาดหน้าตัดเส้นผ่านศูนย์กลางของหัวกระสุน และ 03 คือปีที่นำมาใช้งานคือ 1903 ซึ่งยังไม่ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งเปลี่ยนจากเดิมซึ่งการเรียกนั้นตัวเลขชุดหน้าจะเป็นขนาดหัวกระสุนและตัวเลขชุดหลังจะเป็นนำหนักดินปืน เช่น .45-70 Government ซึง .45 คือหน้าตัดกระสุนและ 70 คือ นำหนักดินปืน 70 เกรน บางครั้งมีตัวเลข3ชุดคือ .45-70-405 ตัวเลขชุดสุดท้ายคือนำหนักหัวกระสุน คือ 405 เกรน หรือ .30-40 Krag คือหัวกระสุนขนาด .30 นิ้ว บรรจุดินปืน 40 เกรน **















โดยมีการพัฒนาใช้กับปืนเล็กยาวแบบ United States Rifle, Caliber .30, Model 1903 หรือ M1903 Springfield ซึ่งเริ่มใช้งานในปี 1903 นั้นเอง ซึ่ง บริษัท Vickers อังกฤษได้ผลิตปืนกล Maxim M1904 ขนาด.30-03 สำหรับกองทัพสหรัฐฯ โดย M1903 นั้นจริงๆตามหลักแบบเก่าจะเป็นปืนแบบ short rifles ด้วยลำกล้องยาว 24 นิ้วซึ่งทำให้ต้องมีการพัฒนากระสุนอีกซึ่งจะต้องเบากว่าแบบเดิม
ต่อมาในปี1906 มีการพัฒนากระสุน.30-03 ให้เข้ากับเป็นกระสุนหัวแหลม (spitzer flat-based) ใช้หัวกระสุนหนัก 150 เกรน โดยมีมุมเรียวและขนาดต่างๆเปลี่ยนไป เช่น คอกระสุน(neck)สั้นลง ใช้ดินปืนแบบ (MR) 21 propellant, ความเร็วสูงขึ้นเป็น 2,700 ฟุตต่อนาที พลังงานปากลำกล้องอยู่ที่ 3,293 จูล
ซึ่งทำให้ในปี 1906 มีการบรรจุกระสุนมาตรฐานใหม่คือ Cartridge, ball, caliber .30, Model of 1906 (M1906) หรือ 30-06 Springfield (7.62×63mm)
และมีการพัฒนาคือ
.30 M1 ball cartridge
มาจากการศึกษาทางกายภาพและประสิทธิภาพของกระสุนแบบ 7.5×55mm Swiss GP11 ในปี 1926 ซึ่งทำให้มีการปรับสัดส่วนต่างๆ หัวกระสุนหนัก 174เกรน มีการทำ boat-tail (หักมุมท้ายกระสุน)ลง 9องศาหรือเรียกกันว่า boat-tailed spitzer bullets และใช้ดินปืนแบบ improved military rifle (IMR) 1185 propellant กระสุนมีความเร็ว 2,647 ฟุตต่อนาที และมีผลังงานปากลำกล้อง 3,627 จูล การออกแบบนี้ส่งผลให้แรงต้านของอากาศที่กระทำต่อกระสุนลดลงเนื่องจากลมหวนท้ายกระสุนน้อยลง แนวขีปนวิถีกระสุนจึงราบมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาเปลือกหัวกระสุน(metal jacket) ที่มีความสามารถในการช่วยลดคราบในผนังลำกล้องของกระสุนดีกว่าเดิมมีแรงดันรังเพลิงอยู่ที่ (MAP) 48,000 psi มีระยะยิงหวังผล 500-600 หลา มีระยะยิงไกลสุด 5,500 หลา









Cartridge, caliber .30, ball, M2
ในปี1936เนื่องจากขีปนวิถีของกระสุนแบบ .30 M1 ball cartridge ที่ระยะยิงไกลสุด(maximum range)เกินขอบเขตจำกัดความปลอดภัยของสนามยิงปืนทหารโดยทั่วไป และกระสุนแบบ M1906 ถูกใช้จนหมดคลังไปก่อนหน้านี้แล้ว จึงมีการให้ผลิตกระสุนที่ตรงตามแบบ M1906 แบบเดิม(ไม่เป็น boat-tailed spitzer bullets) แต่มีการใช้หัวกระสุนหนัก152 เกรน(เดิม150เกรน) กระสุนมีความเร็ว 2,805 ฟุตต่อนาที มีผลังงานปากลลำกล้อง 3,601 จูล ใช้ดินปืนแบบ IMR 4895 propellantมีแรงดันรังเพลิงอยู่ที่ (MAP) 50,000 psi กระสุนมีระยะยิงหวังผล 500-600 หลามีระยะไกลสุด 3,450 หลา
กระสุน .30-06 Springfield มีการนำมาใช้กับปืนหลายแบบคือ
M1903 Springfield rifle
M1917 Enfield rifle,
M1 Garand rifle
M1941 Johnson rifle,
M1918 Browning Automatic Rifle (BAR)
ปืนกล M1917 และ M1919
เป็นต้นซึ่งอเมริกันใช้งานกระสุน.30-06 จนถึงช่วงสงครามเวียดนาม และยังมีการนำไปใช้กับปืนแบบอื่นนอกอเมริกาเช่น FN Model 1949 ซึ่งปัจจุบันกระสุนแบบ .30-06 ยังคงมีการผลิตอยู่หลายเจ้า
ปัจจุบันนั้นกองทัพบกยังมีใช้งานอยู่คือปืนกลร่วมแกน .30 caliber M1919A4 ของรถถังเบาแบบ M41A3 (อันนี้ต้องถามหน่วยใช้งานว่ายังคงมีเบิกใช้อยู่หรือไม่) และมีการนำมาใช้กับปืนเล็กบ้างซึ่งยังอาจจะมีให้เห็นอยู่

ขอบคุณที่ติดตามและขออภัยหากมีข้อผิดพลาดประการใดๆ มา ณ. ที่นี้ครับ

Cr.
https://www.proxibid.com/.../30.../lotInformation/43888919
https://www.cartridgecollector.net/30-01-cal-30-ball...
https://www.historicalfirearms.info/.../springfield...
https://en.wikipedia.org/wiki/.30-06_Springfield
#30_06 #ป_ปืน



สวัสดีครับ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่