🔎 รีวิวซีรีส์ Loki : "ตัวแปร" สำคัญสู่เฟส 4 ของจักรวาลมาร์เวล


เรื่องย่อ: โลกิ เทพแห่งการหลอกลวง ฝืนชะตาจากการต้องถูกคุมขังไปแอสการ์ดทำให้เส้นเวลาผิดเพี้ยน 
จนหน่วยงานผู้พิทักษ์เส้นเวลาต้องเข้ามาจับกุม โดยยื่นเงื่อนไข หากเขาช่วยกอบกู้เส้นเวลาที่ผิดเพี้ยนต่างๆ กลับมาปกติได้ จะได้รับการไว้ชีวิต
โลกิต้องเอาตัวรอดจากชะตากรรมใหม่นี้ พร้อมไขปริศนา ว่าผู้อยู่เบื้องหลังของทุกสิ่งอย่างนี้คือใครกันแน่
แม้ก่อนหน้านี้จะมี ‘WandaVision’ และ ‘The Falcon and the Winter Soldier’ 
ออกมาสร้างปรากฏการณ์ซีรีส์มาร์เวลในเฟส 4 ก่อนแล้ว แต่สำหรับ ‘Loki’ ที่แม้มาทีหลังแต่ก็มีความพิเศษไม่แพ้กัน 
โดยเป็นซีรีส์จากมาร์เวลที่ชาวไทยได้รับชมแบบพร้อมทั่วโลกผ่านทาง Disney+ Hotstar 
เป็นเรื่องแรก และยังเป็นซีรีส์ที่วัดกันด้วยความรู้สึกส่วนตัวคือ คุณภาพสูง สนุก น่าติดตาม 
และน่าจะส่งผลกับเฟส 4 ของจักรวาลมาร์เวลได้น่าสนใจที่สุดเรื่องหนึ่งด้วย

น่าสนใจว่า ครีเอเตอร์ของซีรีส์นี้คือ ไมเคิล วัลดรอน (Michael Waldron) ซึ่งเราอาจไม่ค่อยคุ้นหู 
แต่ว่าด้วยฝีมือเขา เคยเป็นโปรดิวเซอร์แอนิเมชั่นซีรีส์เล่าเรื่องสนุกอย่าง ‘Rick and Morty’ ช่วงปี 2019
ซึ่งชนะรางวัลไพรม์ไทม์เอมมีอวอร์ดส์ไปด้วย
และสำหรับสาวกมาร์เวลก็ยังน่าสนใจว่า เขาคือคนที่คิดเรื่องและร่วมเขียนบท (written by) 
หนัง ‘Doctor Strange in the Multiverse of Madness’ 

อย่างที่ทราบกันดีว่าจะเป็นอีกจุดสำคัญเกี่ยวกับเรื่องราวมิติต่างๆ
และเวทมนตร์ในจักรวาลมาร์เวลที่ทำให้เราเข้าใจเนื้อหาของเฟส 4 จริงๆ จังๆ ขึ้นด้วย
และอาจกล่าวได้ว่าเป็นครึ่งทางของเฟส 4 แล้วเมื่อดูจากไทม์ไลน์ของหนังและซีรีส์ที่จะปล่อยมาทั้งหมด
ยังไม่พูดถึงว่าหมอแปลกเป็นตัวละครสำคัญในทีมฮีโรชุดปัจจุบันที่เหลืออยู่
และน่าจะกำหนดชะตาของเฟส 4 จักรวาลหนังมาร์เวลด้วย

ถึงได้บอกว่าซีรีส์ ‘Loki’ มีความสำคัญไม่น้อยทีเดียว เพราะในเรื่องโลกิต้องเล่นเกี่ยวกับการแตกแขนงของมิติเวลาต่างๆ
และการโยงว่ามีผู้อยู่เบื้องหลังของการควบคุมเส้นเวลาก็น่าสนใจทีเดียว ว่าจะโยงไปต่ออย่างไรในเรื่องอื่น
ที่แน่ๆ อย่างน้อยก็ในซีรีส์ ‘What If…?’ และหนังอย่าง ‘Spider-Man: No Way Home’
กับ ‘Doctor Strange in the Multiverse of Madness’ ที่ล้วนแต่เล่นเรื่องของมิติคู่ขนานทั้งสิ้น

ซีรีส์นี้จึงมีพื้นที่เปิดกว้างมากสำหรับการหยอดนู่นนี่ลงไปในจักรวาลมาร์เวลที่เรารู้จัก 
ว่ายังมีอีกสถานที่ที่เคลื่อนไหวคู่ขนานไปกับเรื่องราวปกติที่เราเคยดูมา 
ทั้งองค์กรผู้พิทักษ์เวลาที่มีกฎระเบียบข้อห้ามหลายอย่างที่น่าสนใจว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลัง 
การด้อยค่าเหล่าอัญมณีที่พลังมากสุดในจักรวาลมาร์เวลเหลือเป็นเพียงที่ทับกระดาษ 
การมีอยู่ของผู้คุมกาลเวลาที่กำหนดว่า ตัวแปร อะไรคืออยู่ในเส้นเวลาศักดิ์สิทธิ์และอะไรที่ไม่ใช่

แม้จะดำเนินเรื่องเหมือนหนังแนวตำรวจที่ต้องร่วมมือกับตัวร้ายเพื่อจับวายร้ายที่ยิ่งใหญ่กว่า 
ทว่าแต่ละตอนที่ซีรีส์พาเราไปมันเต็มไปด้วยความน่าสนใจ ที่สำคัญมันทำให้เราประหลาดใจอยากดูอยากรู้ไปหมด 
ทั้งตัวละครใหม่ๆ การเปิดเผยหรือเฉลยความลับใหม่ๆ บทสนทนาที่ชวนคิดต่อ
รวมถึงเส้นเวลาตัวแปรที่อยู่นอกเส้นทางหลักสัมพันธ์อย่างไรกับไทม์ไลน์ปกติแบบในหนังนิยายไซไฟที่เล่นเรื่องเวลา
เหล่านี้คือสิ่งที่ ‘Loki’ มอบได้อย่างเข้มข้นมาก ๆ ถ้าวัดส่วนตัวแล้ว รู้สึกสนุกอยากดูตอนต่อๆ ไป เรื่อยไปทุกตอนไม่มีกราฟตกเลย
เพราะบางตอนก็ใส่ความเป็นหนังผจญภัยวิบัติภัยถล่มโลก บางช่วงก็เป็นหนังแนวสายลับ
ทั้งยังมีรสโรแมนติกคอเมดี และรสต่างๆ ให้เสพแบบอิ่มๆ
ในขณะที่ซีรีส์ 2 เรื่องก่อนหน้ายังไม่รู้สึกขนาดนี้ อาจด้วยเรื่องหนึ่งใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบทดลองที่หลายอย่างเราไม่ได้สนใจ
และกับอีกเรื่องก็มีเรื่องราวการเมืองและอุดมการณ์นำหน้าความสนุกมากไปนิดหนึ่ง
แต่สำหรับ ‘Loki’ มันสำเร็จตั้งแต่การใช้ตัวละครอย่าง โลกิ ที่แสดงโดย ทอม ฮิดเดิลสตัน (Tom Hiddleston) มาเป็นตัวนำ 
เพราะเขาคือตัวละครสีเทาเปี่ยมเสน่ห์ ที่อยู่ที่ไหนในจักรวาลมาร์เวล ก็เติมรสชาติทั้งเปรี้ยว หวาน ขม ได้หมด
และแน่นอนผู้ชมรักตัวละครนี้ไม่แพ้เหล่าฮีโรตัวหลักเลย
แถมรอบนี้ยังมีแจมด้วยตัวละครเจ๋ง ๆ อย่างเจ้าหน้าที่โมเบียส ที่แสดงโดยดาวตลกอย่าง โอเว่น วิลสัน (Owen Wilson) 
ซึ่งเรารู้สึกแปลกตากับภาพลักษณ์ใหม่ของเขาพอ ๆ กับความซับซ้อนของตัวละครนี้ที่ไม่ดีและไม่ร้ายจนเกินไป 
ที่สำคัญ ชื่อที่หมายถึงวงเกลียวไร้จุดจบยังน่าสนใจด้วยว่าเขาเกี่ยวพันกับเบื้องหลังที่แท้จริงอย่างไร

ฝั่งสาว ๆ ก็ยังต้องยกให้ โซเฟีย ดิ มาร์ติโน (Sophia Di Martino) ที่มารับบท ซิลวี่ 
ตัวร้ายหลักในช่วงแรกของซีรีส์ได้แบบพราวเสน่ห์มากๆ เชื่อว่าหนุ่มๆ โดนตกกันไปหลายคน
และที่อยากให้จับตาอีกคนคือ กูกู อึมบาทา รอว์ (Gugu Mbatha-Raw) ผู้รับบทผู้พิพากษา ราวอนนา เรนสเลเยอร์
เพราะถ้าอิงตามคอมิก เธอคือตัวเชื่อมไปยังวายร้ายคนสำคัญของเฟส 4
ที่มีชื่อจะมาปรากฏตัวในหนัง ‘Ant-Man and the Wasp: Quantumania’ แล้วด้วย
ก็คงต้องดูกันยาว ๆ ว่างานนี้มาร์เวลจะแกงผู้ชมเหมือน แมนดาริน ใน ‘Iron Man 3’ หรือไม่
เมื่อตัวละครนำเยี่ยม เรื่องราวเยี่ยม ซีรีส์นี้เลยประสบความสำเร็จได้แบบไม่ต้องสงสัยเลย

นอกจากนี้ใน ‘Loki’ ยังอุดมด้วยอีสเตอร์เอ้กจำนวนมากมาย ที่สายคอมิกสายตาไวต่างๆ ต้องชอบมากๆ
และแม้จะไม่ใช่สาวกตัวกลั่นของมาร์เวลแต่อย่างไร เราก็จะยังได้ตื่นเต้นกับบรรดาตัวละครลับต่างๆ มากมายที่ใส่มาแน่ๆ
(น้อนโลกิภาคสี่ขา ไม่มีทางที่ใครดูแล้วจะไม่ว้าวแน่ ๆ)
และการใส่ฉาก (อย่างปิรามิด หรือตึกอเวนเจอร์ส) วัตถุอุปกรณ์ (อย่างธานอสเฮลิคอปเตอร์)
มิดเครดิตซีนที่ไม่ค่อยเห็นในซีรีส์มาร์เวล แถมใส่มาแบบชวนขนลุกได้เลย
พวกนี้ล้วนต่อยอดจินตนาการ การคาดเดาของแฟนมาร์เวลต่อเรื่องราวในภายภาคหน้านอกเหนือจากซีรีส์นี้ไปได้ไกลและเมามันอย่างมาก 
และนี่คืออีกความสำเร็จที่ซีรีส์นี้ทำได้ คือชักชวนให้แฟนมาร์เวลมาร่วมคุย ร่วมถกเถียงกันทฤษฎีต่างๆ อย่างสนุกสนานมาก
เหมือนตอนที่หนัง ‘Avengers: Infinity Wars’ เคยทำสำเร็จมาแล้ว
และยังเป็นปัจจัยที่ต้องดูเก็บรายละเอียดกันเอง แบบที่ไปดูคลิปสปอยล์สรุปอะไรแบบนั้นไม่ได้เลย

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่