ริษยารักข้ามภพ บทที่ 3



ขอบคุณภาพจากอินเติอร์เนตค่ะ


ตอนเดิม



ตอนที่ 3
 
ย่างเข้าฤดูฝนในปีนั้น อาการประชวรของเจ้านางม่านมณียังคงทรงตัว ฉวีของเธอซีดเหลืองราวถูกขมิ้นถูทา นัยน์กลมโตดูลึกโหล มีอาการเหนื่อยหอบอิดโรย บางครั้งดูสะลึมสะลือ บางครั้งดูเหมือนพอมีสติอยู่บ้าง แต่ก็มักไม่ใคร่เต็มที่นัก อาการไข้แม้ทุเลาลงแล้ว แต่ยังไม่หายขาดเสียทีเดียว 

และเพราะรักแท้จึงคอยห่วงใย เจ้าชายพรหมภูมินทร์มิได้รักเพียงรูปโฉมของคู่หมั้น หากเป็นเพราะผูกพันกันมาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเยาว์ ยามป่วยไข้จึงเฝ้าดูแล ป้อนข้าวป้อนยาไม่ห่าง บ่อยครั้งที่เฝ้าอยู่ข้างเตียง จนเผลอหลับไปเสียที่ในห้องนั้น ขณะหลับก็ยังจับหัตถ์น้อยไว้ไม่ปล่อย อย่างจะคอยเป็นกำลังใจให้

วันนี้ก็เช่นกัน เมื่อคนป่วยตื่นขึ้นมา พบว่าคู่หมั้นของตนฟุบหลับอยู่ข้างเตียง ก็ให้นึกเกลียดตัวเองนัก ที่เป็นต้นเหตุให้เขาต้องมาลำบาก พิศดูพระพักตร์คมคาย ขานนามเบา ๆ เรียกให้รู้สึกตัว

“เจ้าพี่ภูมินทร์เจ้าข้า” ซึ่งเขาก็ตื่นขึ้นมาทันที จากเสียงเรียกเพียงครั้งเดียว โอษฐ์หยักลึกระบายรอยยิ้ม ถามไถ่อาการอย่างห่วงใย 

“อ้อ ตื่นแล้วหรือ วันนี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” ร่างน้อยชันกายจะลุกขึ้นนั่ง คนเฝ้าก็รีบตรงเข้าประคอง

“วันนี้รู้สึกดีขึ้นกว่าทุกวัน ได้เจ้าพี่คอยดูแล เกรงใจนักแล้ว ไปนอนพักให้สบายบ้างเถิด อย่าห่วงข้าเจ้านักเลย”

บอกด้วยน้ำเสียงแหบโหย ซาบซึ้งใจที่เขาไม่เคยทอดทิ้งให้อยู่เดียวดาย ลืมตาตื่นคราใดก็มักได้เห็นพักตร์คมคายเป็นคนแรกอยู่เสมอ

“อ้ายสบายดี เจ้ามิต้องเป็นห่วง แม้นอยู่ห่างเจ้าต่างหาก ไม่รู้ว่าอาการเป็นเยี่ยงไร ถึงจะไม่สบายใจ”

ถ้อยคำอนาทรของเขาเรียกน้ำใสให้รื้นคลอเบ้า จากความตื้นตันในอก เธอปล่อยให้มันไหลอย่างสุดกลั้น ปาดมันทิ้งแล้วบอกเสียงเครือ

“เป็นบุญเหลือเกินที่ชาตินี้ได้เกิดมาพบกับผู้ชายแสนดีแบบเจ้าพี่ แม้นต้องตายไปก็ไม่เสียดายชีวิตแล้ว”

“เจ้าพูดแบบนี้ช่างน่าชังนัก ห้ามพูดเป็นลางไม่ดีอีกเป็นอันขาด เราอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ยังเล็ก และจะอยู่ด้วยกันแบบนี้ต่อไปจนแก่เฒ่า เจ้ารู้หรือเปล่า อ้ายอยู่ไม่ได้หากไม่มีเจ้า”

พูดปราม พลางแตะห้ามเอาไว้ที่ริมโอษฐ์ หัตถ์แข็งแรงดึงร่างน้อยมากอด จดปลายนาสิกลงหอมกลุ่มไหมสีน้ำตาลอ่อนอย่างรักใคร่ ร่างน้อยซบซุกกับอุระอุ่น สะอื้นไห้จนเรือนกายไหวสะท้าน นึกแค้นเคืองโชคชะตาที่เล่นตลกกับตน เมื่อสร้างตนมาให้ดีพร้อม ไฉนให้มีร่างกายอ่อนแอ เอาแต่ป่วยไข้ ไม่ยอมหายขาดสักที ลำบากให้เจ้าพี่ต้องมาคอยดูแลแบบนี้ กอดตอบเขาพลางร่ำไห้สะอึกสะอื้น เจ้าชายหนุ่มบรรจงเช็ดน้ำใสเลอะสองปรางออก แล้วปลอบประโลมให้คลายเศร้า

“อาการป่วยของเจ้าอ้ายเห็นว่าดีวันดีคืน รอให้เจ้าแข็งแรงกว่านี้อีกหน่อย แล้วค่อยขอให้เจ้าลุงกับเจ้าฟ้าจัดการแต่งงานให้กับเรา เจ้าว่าดีหรือไม่”

พอได้ยินคำว่าแต่งงาน คนป่วยก็หยุดร่ำไห้ทันที นัยน์ที่เคยเต็มไปด้วยหยาดน้ำ เปล่งประกายสดใสทันใด รีบเงยพักตร์ซีดเซียวจากพิษไข้ขึ้นอ้อน

“ยินดีนักแล้วเจ้าพี่ หากไม่ชอบให้พูดแบบนี้ ต่อไปก็จะไม่พูดอีก...อยากหายพรุ่งนี้มะรืนนี้เสียจริง จะได้แต่งงานกับเจ้าพี่เสียที น้องใคร่ใส่ชุดไหมคำในงานแต่งของเรา พอดองกันแล้วเราค่อยไปไหว้ขอพรผีปู่ย่าที่เมืองเก่าของเรา ขอให้เราทุกคนอยู่ดีมีสุข แคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง” 

รำพึงรำพันขณะอิงแอบอยู่กับเรือนกายของชายคนรัก รู้สึกอบอุ่นมั่นคงเสมอ เมื่อมีเขาอยู่เคียงข้าง อุระกว้างเป็นเหมือนกำแพงหนาใหญ่ให้ได้พึ่งพิงหลบภัย 

ขณะนั้นนอกช่องหน้าต่างแสงแดดยามเช้าอ่อนโยนกำลังดี ไม่มีเม็ดฝนโปรยปรายลงมาให้เปียกชื้น  อากาศบริสุทธิ์แจ่มใส เจ้าชายหนุ่มมองออกไปแล้วก็ใคร่ให้หญิงคนรักได้สูดอากาศสดชื่น จึงเอ่ยชวน

“วันนี้อากาศดี ไม่หนาวเกินไป ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆฝน เจ้าอยากออกไปเดินเล่นข้างนอกระเบียงบ้างหรือไม่ เจ้านอนอยู่แต่บนเตียงมาหลายวันแล้ว”

คนบนเตียงลองขยับกายดู เมื่อรู้สึกว่าตัวเองพอมีแรงขึ้นบ้าง ไม่อ่อนเพลียมากเหมือนวันก่อน ๆ จึงพยักพักตร์รับ เพราะอยากให้คนคอยเป็นห่วงสบายพระทัย

“ดีเหมือนกัน น้องก็ใคร่ลุกขึ้นเดินดูบ้าง อยู่แต่บนเตียงราวกับเป็นคนง่อยเสียหลายวัน”

เจ้าชายหนุ่มได้ยินดังนั้น จึงช่วยพยุงร่างน้อยให้ลงมานั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง เรียกหานางกำนัลให้นำอาภรณ์หนา ๆ มาให้ พอนางกำนัลจะเข้ามาช่วยทรงเครื่อง ก็ขันอาสาทำให้เสียเอง หัตถ์กร้านจากการสู้รบบรรจงคลี่มวยเกศายุ่งเหยิงออก แล้วแปรงด้วยหวีอย่างนุ่มนวล ก่อนมุ่นเป็นมวยไว้ตามเดิม แซมด้วยดอกกล้วยไม้จากในแจกัน ที่ตนเป็นคนเก็บจากในสวนมาปักไว้ทุกวัน ก่อนหยิบกระจกบานเล็กส่งให้ส่องดู

“เจ้าชอบหรือไม่ อ้ายว่าเจ้าเหมาะกับดอกเอื้องสีม่วงอ่อน เหน็บไว้ตรงนั้นตรงนี้ น่ารักกระจุ๋มกระจิ๋มดี”

“ยินดีเหลือเกินแล้วเจ้าพี่” ประณมไหว้ผู้มวยเกศาให้ ด้วยความซาบซึ้งในน้ำพระทัย พักตร์ซีดเซียวค่อยเจือสีซับโลหิต คางมนถูกเชยให้เงยขึ้น เจ้าชายหนุ่มโน้มลงจุมพิตบนหน้าผากกลมมนอย่างแสนรัก

“ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน เจ้าไม่ต้องกลัวล้มดอก เพราะอ้ายจะช่วยประคองให้ จงจำเอาไว้ ถ้ามีเจ้าพี่ภูมินทร์อยู่ใกล้ ๆ เจ้าก็ไม่ต้องกลัวอันใด”

ที่หน้าประตูห้องนั้นเอง เจ้านางคำหยาดฟ้ายืนมองกิริยาของชายหญิงทั้งคู่นานแล้ว ถาดใส่ถ้วยน้ำยาสมุนไพรที่ถืออยู่สั่นน้อย ๆ แววหวานเป็นนิจในเนตรงามเปล่งประกายวาบขึ้นวูบหนึ่ง กระแอมให้เสียงก่อนก้าวเข้าไปในห้อง 

“ได้เวลากินยาแก้ไข้อีกมื้อแล้วจ้าว เจ้านางม่านมณี”

(มีต่อ)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่