พักเรื่องโควิดฯ มามโนเรื่องการเมืองโลก

และแล้ว ความเป็นมหาอำนาจเดี่ยวของสหรัฐฯ ก็หมดลง โลกกลับไปเป็นลักษณะของมหาอำนาจหลายขั้วแบบช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 หลายคนอาจจะได้ฟังข่าวความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีน  แต่หากวิเคราะห์ให้ดีแล้ว ในโลกปัจจุบันมีมหาอำนาจหลักอยู่ 4 ฝ่าย คือ สหรัฐฯ จีน รัสเซีย และสหภาพยุโรป ทั้งหมดล้วนกำลังรอจังหวะที่จะกลับมารุ่งเรืองเหมือนในอดีต

หลายสื่อประโคมว่า หลังโควิดฯ อาจจะเกิดสงคราม เพราะเมื่อใดที่เศรษฐกิจของโลกตกต่ำ สงครามจะเกิด และโควิดฯ ก็ทำให้เศรษฐกิจของโลกตกต่ำมากที่สุดในรอบหลายสิบปี แต่ช้าก่อน บทเรียนจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มหาอำนาจเก่าในสมัยนั้นรบกันเองจนล่มสลายลง ก่อให้เกิดมหาอำนาจใหม่ และการเกิดของอาวุธนิวเคลียร์ก็ก่อให้เกิดสงครามเย็นในยุคต่อมา ดังนั้น ที่ว่าจะเกิดสงครามหลังโควิดฯ จะเกิดได้จริงหรือ เพราะต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่า หากลองทำสงครามด้วยตนเอง สุดท้ายฝ่ายประเทศของตนจะย่อยยับแบบยากจะกลับมายืนแถวหน้าได้อีกครั้ง เพราะสงครามครั้งนี้ อาวุธจะมีความร้ายแรงมากกว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 หลายสิบหลายร้อยเท่า

ลองวิเคราะห์ดูว่า หากสหรัฐฯ ทำสงครามกับจีน คนที่จะได้ประโยชน์ก็คือทวีปยุโรป เพราะเขตสงครามหรือพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบคือเอเชียกับทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรปไม่ว่าจะเป็นฝั่งสหภาพยุโรปหรือแม้แต่รัสเซียเองก็จะกลับมาเป็นมหาอำนาจแทนที่ ดังนั้น หากสมการยังเป็น 4 ฝ่าย ไม่ใช่ 2 ฝ่ายอย่างแท้จริง สงครามยากที่จะเกิดขึ้น

แต่ทำไมนักวิเคราะห์หลายคนจึงคาดการณ์ว่า สหรัฐฯ กับ จีน ไม่อาจหลีกเลี่ยงการทำสงครามต่อกัน นั่นเพราะเมื่อใดที่มหาอำนาจเดิมถูกท้าทายด้วยมหาอำนาจใหม่ ในขณะที่มหาอำนาจเดิมกำลังทรุดโทรมลงจากปัญหาภายในโดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ ส่วนมหาอำนาจใหม่กำลังมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด หากมหาอำนาจเดิมไม่ทำอะไร มหาอำนาจใหม่ก็แค่รอให้ถึงเวลาที่เศรษฐกิจแซงหน้า เมื่อมีเงินแล้ว อำนาจอื่นๆ จะตามมา และเมื่อถึงเวลานั้น มหาอำนาจเดิมก็จะสูญเสียตำแหน่งไป กระนั้น สิ่งที่มหาอำนาจเดิมได้เปรียบคืออำนาจทางทหารที่เหนือกว่า ทั้งกำลังพลที่มีประสบการณ์มากกว่า, อาวุธที่มีมากกว่าและทันสมัย ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์หลายคนจึงคาดการณ์ว่า หากสหรัฐฯ ไม่สามารถหยุดยั้งความเจริญทางเศรษฐกิจของจีนได้ เมื่อถึงจุดหนึ่ง สหรัฐฯ จะใช้อำนาจทางทหารในการหยุดยั้งจีนก่อนที่จะยอมปล่อยให้จีนก้าวข้าวสหรัฐฯ ไป

ทางฝั่งจีน ด้วยความเท่าเทียมทันกันทางเทคโนโลยีกับมหาอำนาจตะวันตก ในช่วงก่อนโควิดฯ แต่เดิมได้กำไรมาจากการขายสินค้าราคาถูกตีตลาดไปทั่วโลก โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยี จีนส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่มีราคาและได้กำไรสูง แต่กลับนำเข้าแค่เพียงสินค้าทางการเกษตรหรือวัตถุดิบที่มีราคาต่ำ  ทำให้จีนได้ดุลการค้ามหาศาล จีนพยายามจะเผยแพร่อิทธิพลของตนทางการค้าผ่านยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม และใช้นักท่องเที่ยวจีนกระจายเงินกำไรที่ได้มาจากการค้าเพื่อทำให้ประเทศอื่นๆ ต้องยอมรับอิทธิพลของตน ในโลกก่อนโควิดฯ สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะได้ผล การกระทำเช่นนี้สามารถสร้างอิทธิพลของจีนได้แบบก้าวกระโดด หากลักษณะนี้ไม่สะดุด เมื่อถึงจุดหนึ่ง จีนจะผลักดันประเทศอื่นๆ ให้ใช้ระบบเงินดิจิตอล เมื่อถึงตอนนั้นจะกระทบต่อสหรัฐฯ ที่พึ่งพิงระบบเปโตรดอลลาร์ที่เป็นหัวใจหลักในการสร้างอิทธิพลของสหรัฐฯ และหากระบบเปโตรดอลลาร์ล่มสลายลง สหรัฐฯ ก็คงจะต้องสูญเสียอิทธิพลเดิมที่เคยมีและสูญเสียตำแหน่งมหาอำนาจให้กับจีน

แต่ช้าก่อน โควิดฯ เหมือนเป็นสิ่งที่ฟ้าประทานมาช่วยต่อเวลาของสหรัฐฯ โควิดฯ หยุดยั้งโลกาภิวัตน์ เมื่อโลกาภิวัตน์ถูกจำกัด เศรษฐกิจจีนที่ก้าวหน้ามาพร้อมโลกาภิวัตน์ก็ถูกหยุดลง ถึงแม้เศรษฐกิจจีนยังเป็นบวกในช่วงโควิดฯ แต่รายได้ที่จีนเคยได้จากการขายสินค้าให้กับชาติอื่นๆ ในโลกก็ลดลง หลายประเทศได้ย้ายฐานการผลิตออกจากจีน สิ่งเหล่านี้ล้วนชะลอการเติบโตของจีนในระยะสั้นและระยะกลางอย่างได้ผล ส่วนทางฝั่งสหรัฐฯ ก็ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิดฯ แต่สิ่งเหล่านี้กระทบเพียงภาพลวงตา เพราะระบบเปโตรดอลลาร์ของสหรัฐฯ ยังอยู่ เงินที่พิมพ์เข้าระบบมากมายยังสามารถพยุงให้สหรัฐฯ ได้ไปต่อ และโควิดฯ ก็ยืดเวลาให้สหรัฐฯ ในการปรับสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก ปรับฐานทางเศรษฐกิจใหม่ และหาพรรคพวกเพื่อปิดล้อมจีน หากเป็นไปตามแผน เศรษฐกิจจีนจะชะลอลงจนไม่สามารถแซงสหรัฐฯ ได้สำเร็จ 

พร่ำเพ้อตามอารมณ์...ยังไม่จบ มีต่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่