[CR] From Matterhorn to Eiffel Tower: ทริปเร่งรัด 8 วันในสวิสเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส

From Matterhorn to Eiffel Tower: ทริปเร่งรัด 8 วันในสวิสเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส

สวัสดีเพื่อนๆทุกคนครับ ช่วงนี้เพื่อนๆคงไม่มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศซักเท่าไหร่เพราะการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ผมเองก็เช่นกันครับ แต่โชคดีช่วงปี 2018 - 2019 ผมได้เดินทางไปหลายที่ แต่มีเรื่องราวตุนไว้มากมายที่ยังไม่ได้มาเล่าให้เพื่อนๆฟังกัน จริงๆ ก็ไม่ได้กะจะเล่าให้ฟังด้วยครับ เพราะที่ๆผมไป ไม่ได้แปลกใหม่อะไร มีรีวิวให้อ่านมากมายอยู่แล้ว แต่ไหนๆก็ไม่ได้ไปไหนกัน เพื่อนๆก็คงเริ่มเบื่อ และนอยด์กันเต็มทีกับสถานการณ์ตอนนี้

วันนี้ผมเลยขอพาเพื่อนๆหนีออกจากปัจจุบันสักแป๊บนึง มาย้อนกลับไปปี 2019 กับผมในทริปเร่งรัดสไตล์คนงบไม่เยอะ เวลาไม่เยอะ พาเที่ยวในประเทศที่ชื่อว่าโคตรมหาแพงอย่าง สวิตเซอร์แลนด์ และแวะสวมบทชาวปารีเซียง เดินเล่นบนถนนถนนฌ็องเซลิเซ่ (ที่มีประท้วงอยู่) ในฝรั่งเศสกันครับ


Prologue
ต้องบอกก่อนว่าทริปนี้เกิดขึ้นมาในช่วงที่ผมศึกษาต่อปริญญาโทอยู่ที่ประเทศอังกฤษนะครับ ทำให้ผมประหยัดเรื่องเวลาเดินทาง และค่าตั๋วเครื่องบินไปได้ แต่ยังต้องขอวีซ่าเชงเก้นอยู่ดีนะครับ ซึ่งก็เพื่อนๆที่เคยเรียนต่อที่อังกฤษมาก็คงจะทราบว่าวุ่นวายประมาณนึงเลย

ช่วงที่พวกเราเดินทางคือช่วงอาทิตย์แรกของเดือนเมษาครับ บรรยากาศต่างๆก็จะใกล้เคียงคนที่มาช่วงสงกรานต์ บนพื้นราบอากาศเย็นๆ ใส่เสื้อหนาวสวยๆได้ ไม่(ควรจะ)เจอหิมะครับ แต่ในทริปผม เจอพายุหิมะหลงฤดูเข้าเต็มๆ ส่วนบนยอดเขาควรจะเตรียมเสื้ออุ่นๆไปครับ พวกเสื้อขนเป็ด ถุงมือ ผ้าพันคอ และรองเท้าอุ่นๆครับ เพราะการเดินทางหลักๆในสวิตเซอร์แลนด์จะต้องใช้รถไฟครับ และที่เที่ยวก็จะอยู่กลางแจ้งซะส่วนใหญ่ ซึ่งแปลว่าเราต้องระวังเรื่องสภาพอากาศเป็นพิเศษครับ ถ้าป่วยขึ้นมาทริปไม่สนุกแน่ๆ

โดยแผนการเดินทางของเราเป็นดังนี้ครับ

Day 1: UK - Geneva - Zermatt (Matterhorn)
Day 2: Zermatt - Lauterbrunnen (Schilthorn)
Day 3: Lauterbrunnen - Grindelwald - Lauterbrunnen (First)
Day 4: Lauterbrunnen - Basel - Paris
Day 5: Eiffel Tower - Notre-Dame de Paris
Day 6: Galerie de Valois - Panthéon - Louvre Museum
Day 7: Versailles
Day 8: Paris - UK

จะสังเกตว่าเราแบ่งจำนวนวันครึ่งนึงอยู่สวิตเซอร์แลนด์ และอีกครึ่งอยู่ฝรั่งเศส เพราะเราขอวีซ่าเชงเก้งผ่านสถานทูตฝรั่งเศสครับ เนื่องจากต้องการอายุวีซ่านานๆ สำหรับทริปอื่นๆในอนาคต ซึ่งของฝรั่งเศสให้พวกเรามา 1 ปีเต็ม ดังนั้นเราจึงต้องวางทริปให้ใช้เวลาในฝรั่งเศสนานกว่าหรือเท่ากับประเทศเชงเก้นอื่นๆในทริปครับ จริงๆ กฎพวกนี้ไม่ค่อยชัดเจน บางคนก็ไม่โดนตรวจเรื่องพวกนี้ บางคนก็โดนไม่ให้เข้าประเทศ เราเลยไม่เสี่ยงดีกว่าครับ

อีกเรื่องนึงที่ผมแนะนำคือแผนการเดินทางควรจะต้องยืดหยุ่นให้มากที่สุดครับ เพราะการเที่ยวแนวธรรมชาติจะมีความเสี่ยงเรื่องสภาพอากาศที่คาดเดาได้ยากอยู่ และเรามักจะไม่ได้เที่ยวตามแผนที่วางไว้ อย่างแผนที่ผมลงไว้ ก็คนละเรื่องกับแผนตอนแรกครับ เกิดอะไรขึ้นระหว่างทาง เดี๋ยวทยอยเล่าให้ฟังนะครับ

ค่าใช้จ่าย
ประเด็นสำคัญเลยเรื่องนี้ ถึงฐานะของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน แต่ไม่มีประเทศไหนที่ทุกคนจะเห็นตรงกันว่าแพง**หาย เท่ากับสวิตเซอร์แลนด์ครับ ทริปของผมจึงเป็นทริปผสมที่ช่วงแรกจะเป็นสไตล์ Backpacker กินอยู่อย่างประหยัด และครึ่งหลังก็จะแปลงร่างเป็นทริปกระเป๋าลาก กินหรูอยู่สบาย (ระดับมนุษย์เงินเดือน) 

สรุปค่าใช้จ่ายทริปนี้แบบไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินอยู่ที่ประมาณ 45,000 บาทนะครับ ค่าตั๋วอยู่ที่ใครจะโชคดีหาได้ มีตั้งแต่ 15,000 - 30,000 บาท และต้องเผื่อค่าเชงเก้นวีซ่าไว้ด้วยครับ ก็ราคาโหดร้ายพอดูเลย 

ในสวิตเซอร์แลนด์เราเน้นพัก Hostel และไม่ได้พักเมืองใหญ่ ทำให้ลดค่าโรงแรมลงมาได้ แลกกับค่าอาหาร และ Swiss Pass ที่แพงมหาแพง และยังมีค่าโง่ที่เรานั่งรถไฟผิดสาย และโดนให้จ่ายค่าตั๋วเพิ่มอีกประมาณ 1,200 บาทครับ

ในฝรั่งเศสเรากินดีอยู่ดีกว่าสวิตเซอร์แลนด์ จะแพงจากค่าโรงแรมครับ ผมเน้นพักใกล้กับสถานที่สำคัญ เพราะผมจะออกไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้น - ตก และเมืองตอนกลางคืนทุกวัน ถ้าพักพื้นไกลๆ หรือเปลี่ยวๆ มันก็จะไปเสียค่าเดินทาง เสียเวลา และอันตรายครับ จึงยอมเปย์โรงแรมไป และก็มีค่าโง่เช่นกันครับเป็นค่าปรับอีกประมาณ 1,200 บาทเช่นกันครับ 

** เพิ่มเติมเรื่อง Swiss Pass **
เชื่อว่าเพื่อนๆหลายๆคนคงเคยได้ยินเรื่อง Swiss Pass กันมาบ้างแล้ว สาเหตุที่เราต้องใช้ Swiss Pass เพราะว่าค่ารถไฟในสวิตเซอร์แลนด์นั้น มันแพงมากๆ ค่าปรับ 1,200 บาทที่ผมโดนนั้นมาจากการนั่งรถไฟขบวนที่ Swiss Pass ไม่ครอบคลุมครับ คือผมดูแผนที่ไม่ละเอียดเองแหละ อันนี้ผิดเต็มๆก้มหน้าจ่ายไปพร้อมน้ำตา แต่ 1,200 บาทที่จ่ายไปนั้นมันคือราคาที่ใช้ Swiss Pass ลดแล้ว ไม่ใช่ราคาเต็ม และระยะที่นั่งเลยไปนั้นมีระยะเวลาไม่ถึงชั่วโมงด้วยครับ ดังนั้นถ้าเราไปขึ้นรถไฟและจ่ายค่าตั๋วแบบปกติเลย ทริปนี้คงได้แตะแสนแน่ๆครับ 

Swiss Pass ที่เราใช้ๆกัน ชื่อเต็มๆคือ Swiss Travel Pass ราคาจะแบ่งตามจำนวนวันที่เราจะใช้ครับ มีตั้งแต่ 3 - 15 วัน มีทั้งแบบต้องใช้ xx วันติดกัน และแบบที่เดือนนึงใช้วันไหนก็ได้จำนวน xx วัน รวมถึงมีตั๋วเด็ก ราคาก็จะแตกต่างกันไปครับ

Swiss Travel Pass จะใช้กับการเดินทางได้ทุกประเภทในสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งรถไฟ เคเบิลคาร์ รถบัส และเรือครับ โดยทาง Swiss Pass จะให้แผนที่มาที่บอกว่าเส้นทางไหนใช้ Pass ได้บ้าง โดยจะมีทั้งแบบที่ขึ้นฟรี ลด 50% และลด 25% แผนที่นี้จึงสำคัญมากสำหรับวางแผนการเดินทางของเราครับ

โดยราคาและเงื่อนไขต่างๆ รวมถึงแผนที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ สามารถเช็คได้จากเว็ปของการรถไฟของสวิตเซอร์แลนด์ (SBB) ได้เลยครับ โดยแผนที่จะอยู่ตรงหัวข้อ Download นะครับ
https://www.sbb.ch/en/leisure-holidays/travel-in-switzerland/international-guests/swiss-travel-pass.html

สุดท้ายอย่าลืมโหลด App ของ SBB ไว้นะครับ ใช้ในการจองตั๋วรถไฟ และเชครอบรถไฟ รวมถึงเป็น e-Ticket ด้วยสะดวกสุดๆครับ
ชื่อสินค้า:   สวิสเซอร์แลนด์
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่