รู้สึกว่าตัวเองเครียด ๆ นิดหน่อย ไม่เคยเป็นมาก่อน ขอพื้นที่ระบาย ขอเล่าประสบการณ์และขอคำแนะนำด้วยค่ะ

สวัสดีค่ะปีนี้อายุ 20 ค่ะ เป็นแค่เด็กน้อยคนนึงในสังคมขนาดกลาง เคยพยายามสู้ชีวิตในสังคม(การทำงาน)ขนาดใหญ่แล้วไม่ไหวค่ะ กดดันเกินไป พยายามที่จะโตขึ้นในทุก ๆ วัน แต่มันก็ไปได้ไม่สุด เพราะไม่กล้าพอสักที โกรธตัวเองมากค่ะที่เป็นคนไม่เอาไหนแบบนี้

เริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 16 เข้า 17 ตอนนั้นอยู่ ม.5 ค่ะ เดิมมีพ่อแม่บุญธรรมอุปการะตั้งแต่เกิด ซึ่งพ่อแม่บุญธรรมจริง ๆ ก็เป็นญาติของแม่แท้ ๆ ค่ะซึ่งบ้านก็อยู่ใกล้ ๆ กันเลย เรามารู้ตอน อ.3 และรู้แบบเข้าใจทุกอย่างตอน ป.2
ตอน ม.4 คุณแม่บุญธรรมเสียค่ะ ตอนนั้นรู้สึกไม่ไหวเลยค่ะ  เราอยู่กับท่านมา 16 ปี เรารู้สึกว่าเป็นคนที่โชคดีมาก เพราะแม่ดีกับเรามากจริง ๆ ค่ะ เราเสียใจที่ไม่ได้ตอบแทนอะไรท่านเลย + กับเรื่องที่โรงเรียนใหม่ตอนนั้นบรรยากาศสำหรับเด็กใหม่ค่อนข้างแย่ค่ะเด็กเก่าของโรงเรียนคือหาเรื่องไม่เว้นวันทั้งที่เราไม่ได้ทำอะไรเลยแต่จะสนิทกับเพื่อน ผช.มาก ๆ เพราะเคยเรียนประถมมาด้วยกันตอนนั้นเด็กใหม่ 7 คนโดนกันหมดเลยสนิทกันอยู่ 7 คน  ช่วงแรก ๆ พ่อบุญธรรมทำหน้าที่ไปรับไปส่งเราไปเรียนแทนแม่ หลังจากนั้นประมาณ 2 เดือน พ่อบุญธรรมเรามีแฟนใหม่ค่ะ แรก ๆ เราก็เสียใจเลยขอพ่อเอาไว้ ว่าอย่าเพิ่งพามาที่บ้านได้มั้ย ยังทำใจไม่ได้ พ่อก็ถามเรากลับว่า ไม่ให้พ่อเข้าบ้านแล้วจะให้พ่อไปนอนที่ไหน ตอนนั้นเราบอกพ่อไปว่า เราหมายถึงแค่แฟนของพ่อคนเดียว แต่สุดท้ายเราก็ยอม เราเข้าใจว่าพ่อก็เสียใจ อยู่กับแม่มา 30 ปีดูแลกันมาอย่างดี วินาทีที่พ่อรู้ว่าแม่เสียพ่อคือคนที่ทรมาณที่สุดอยู่แล้ว ผู้หญิงคนนี้ก็เข้ามาบอกว่าชอบพ่อมาทำให้พ่อแฮปปี้ช่วงที่พ่อกำลังเสียใจ เราก็เลยปล่อย ๆ ไป ก่อนนี้เรานอนห้องเดียวกับพ่อแต่พอแฟนพ่อมาเราก็ต้องมานอนหน้าห้องบ้าง ไปนอนห้องพี่อัด ๆ กันกับหลานบ้าง จนสุดท้ายไปนอนบ้านแม่แท้ ๆ ค่ะ กลายเป็นว่าเราได้ย้ายมาอยู่บ้านแม่ถาวร แต่เรายังไป ๆ มา ๆ บ้านพ่อเสมอเพราะอยู่ในซอยเดียวกัน ตอนแรกพ่อยังจ่ายค่าเทอมให้เหมือนเดิม แต่แค่เทอมเดียวคือ ม.4 เทอม 2 พอ ม.5 เราก็ทำเรื่องกู้ กยศ. ไปเลยไม่ได้ให้พ่อจ่ายค่าเทอมให้แล้ว ส่วนเงินไปเรียนปกติเอาไปวันละ 50-70 บาทค่ะ หลัง ๆ ก็ไม่ได้ไปขอพ่อ แม่แท้ ๆ ก็จะเป็นคนให้ค่ะ เขาเริ่มมาดูแลเราในหลาย ๆ เรื่อง เสื้อผ้า ไปรับ-ส่ง เอกสารค้ำประกัน กยศ เรื่องที่โรงเรียนประชุม ผปค. ต่างๆ ก็คือแม่จะเป็นคนไปให้ค่ะ เรามีพี่ชายแท้ ๆ 1 คนค่ะ พี่เลิกเรียนไปแล้ว มีแฟนแล้ว ช่วงที่ปิดเทอม ม.5 แฟนพี่เราเขาก็มาแนะนำให้ทำงานค่ะ ที่ร้านอาหารแถวบ้าน ตอนนั้นโทรไปแล้วเจ้าของร้านบอกว่าเต็มอยู่เราก็เลยไม่ได้ทำแล้วไปทำงานเก็บดอกไม้ในวัดแทน (มีคนมาไหว้พระจะวางดอกไม้เอาไส้ในกะละมัง เราจะเก็บดอกไม้นั้นออกจากกะละมังค่ะ) แต่เป็นงานชั่วคราวทำแค่ 2 อาทิตย์ต่อปีเองค่ะ ได้เงินมา 3500 แต่ก่อนจะถึงวันทำงาน ทางร้านอาหารก็โทรมาบอกว่าให้ลองไปทำดู ซึ่งเวลาเข้างานก็พอดีมาก ๆ เริ่มงานตอน 15.00 น. ซึ่งเป็นเวลาเลิกเรียนแล้ว ก็ขอกับเจ้านายไว้ว่าจะมาช้าครึ่ง ชม. เขาก็ไม่ว่าอะไร เราก็ยกเลิกงานที่วัดไป 
เราทำงานที่นี่ได้ 1 ปีค่ะ ออกมาก่อนจบ ม.6 ระหว่าง 1 ปีนี้มีหลายอย่างเปลี่ยนไปมาก ๆ ทั้งตัวเรา ทั้งคนรอบตัว มีหลายเรื่องที่ได้เรียนรู้ และได้รับรู้ เราได้รู้เรื่องแม่มากขึ้นหลังจากที่อยู่บ้านนี้มานาน แรกๆเราทะเลาะกับแฟนแม่(ไม่ใช่พ่อแท้ๆ)ค่อนข้างบ่อยจนเกือบจิตตกไปเลยค่ะ แต่เราพยายามเข้าใจในสิ่งที่เขาทำ เขาไม่อยากให้เราเก็บตัวเพราะกลัวเครียดเรื่องแม่บุญธรรม เลยพยายามที่จะพาเราออกมาจากโซนของเราค่ะ ไม่อยากให้เราอยู่คนเดียว แต่เพราะความที่เราไม่สนิท ไม่สุงสิง ไม่พูดจา มันเลยทำให้เป็นปัญหา บางทีเขาก็จะโมโหที่เรานิ่งใส่ไม่ตอบโต้อะไร จนทำให้ต้องทะเลาะกัน แต่ส่วนมากจะเป็นเขานั่งบ่นคนเดียวส่วนเรานั่งฟังมากกว่า ไม่เคยเถียงเลย เขาพูดตั้งแต่อตนตัวเองอารมณ์จนตัวเองใจเย็นลง เออๆออๆอยู่คนเดียวแล้วก็ถือว่าเราคืนดีกันแล้ว ทุกอย่างจบ แล้วมันก็เป็นอีก เราเคยพยายามอธิบายให้เขาฟังว่าเราต้องการอะไร เคยใช้ชีวิตกับอีกบ้านนึงมาแบบไหน พยายามปรับตัวยังไง บางครั้งเราแค่ต้องการที่เงียบ ๆ เท่านั้นเองค่ะ เราทะเลาะกับเขาอยู่แบบนั้นจนได้ไปทำงาน ทุกอย่างก็ดีขึ้นมาหน่อย เพราะไม่ค่อยได้เจอกัน เช้าเราไปเรียนเลิกเรียนก็ไปที่ทำงานเลยกว่าจะกลับบ้านก็ 5 ทุ่ม ใช้ชีวิตอยู่แบบนี้ 1 ปี เราเริ่มไม่โอเคกับที่ทำงาน(โดนเอาเปรียบแบบสุดโต่งแต่ทนมาตลอดค่ะ เด็กสุดในเครือนั้นค่ะทำทุกอย่างแทนคนอื่น) ได้เงินอาทิตย์ละ 1800 ตลอด 1 ปี ไม่เคยมีเงินเก็บ ได้ใช้เงินตัวเองสัก 30%-40% คือใช้กิน ของใช้ส่วนตัว กับของไร้สาระที่อยากได้นิดๆหน่อยๆ เช่นสมุดภาพระบายสีอะไรแบบนั้นค่ะ เงินหมดไปกับ ค่าครองชีพที่จำเป็น ค่าชิ้นงานประกอบการเรียนต่าง ๆ และใช้หนี้ช่วยแม่แท้ ๆ ค่ะ

จนกระทั่งจบ ม.6 ก็ยังไม่ได้ทำงานเพราะ คิดเรื่องเรียนต่อจนเครียด วุ่นวายอยู่กับการเตรียมตัวสอบอยากเข้าเชียงใหม่ค่ะ พูดตรง ๆ คืออยากหนีไปอยู่คนเดียวอยากไปแบบให้คนที่บ้านไปหาแค่นาน ๆ ครั้งพอ และคิดมากกับเรื่องหนี้ของแม่ค่ะ มันเยอะขึ้นทุกวันทั้งที่พยายามช่วยกันจ่ายแบบสุด ๆ เรารู้ค่ะว่าแม่ไม่ได้อยากทำให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้ ตอนนนี้เราช่วยอะไรได้ก็ช่วยเต็มที่ สุดท้ายเลือกที่จะดรอปเรียนค่ะ คุยกับแม่ตลอดว่าไหวมั้ยยังไง เราบอกแม่ว่าจะดรอปสัก 2 ปีทำงานช่วยใช้หนี้แล้วถึงจะกลับไปเรียน เราคงเร้าหรือถามแม่มากเกินไป ตอนนั้นแม่ก็ตอบกลับมาว่า มันไม่มีวันหมดหรอก มันไม่หมดง่าย ๆ หรอก ตอนนั้นก็ตัดสินใจเรียนรามคำแหง เพื่อนในกลุ่มเดียวกันแนะนำมาเพราะเพื่อนต้องทำงาน เลยเลือกเรียนทางนี้ ตอนนั้นไม่รู้จักรามคำแหงเลยค่ะ ตอนนั้นรามคำแหงมี 4 คณะให้เลือก ตอนนั้นเรารู้สึกไปไม่รอดกับบัญชีแน่ ๆ แต่จริง ๆ ก็อยากลองเรียนนะคะ ลังเลเรื่องคณะมานานพอสมควรจจนเกือบจะปิดรับสมัครเลยตัดสินใจลงรัฐศาสตร์ไป ช่วงระหว่างเรียนอันนี้ก็ยังคิดเรื่องเรียนที่อื่นอยู่ค่ะ 4 คณะที่รามคำแหงมีไว้ให้ มันไม่ใช่ทางเลยจริง ๆค่ะ รัฐศาสตร์ยิ่งเรียนยิ่งรู้ตัวว่าไม่ใช่ แต่ก็ยังเรียน ปรึกษารุ่นพี่ คุยกับเพื่อนหลาย ๆ คนมาตลอดเรื่องเรียน แต่ติดที่เรื่องเงินตลอด เราไม่มีเงินสำหรับค่าเทอมค่ะ และไม่อยากกู้ กยศ เราขยาดการเป็นหนี้มากจริง ๆ แบบชีวิตนี้ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ จะไม่สร้างหนี้เด็ดขาด ถึงจะกู้ กยศ ก็ยังไม่มีเงินสำหรับค่าครองชีพตัวเองอยู่ดี ก็ยังเรียนรามคำแหงต่อไป พูดกันตามตรงการเรียนการสอนไม่ได้คุณภาพขนาดนั้น เรียนด้วยตัวเองล้วน ๆ  เพราะไม่มีเวลามานั่งฟังครูอาจารย์แนะแนวการศึกษา บางทีก็จับจุดอะไรไม่ถูกเลยจริง ๆ ค่ะ แบบควรอ่านมากน้อยแค่ไหน ควรอ่านอะไร จัดสรรเวลายังไงดี แอปที่รามคำแหงมีไว้ให้สำหรับเปิดคลิปเรียน เราไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์สำหรับคนอื่นมากขนาดไหน แต่สำหรับเรามันไม่มีค่ะ คงเพราะเราจับจุดไม่ได้เอง เราไม่ได้ว่า ของเขาไม่ดีนะคะ เราก็ว่าตัวเองว่าคงหาแนวทางจับจุดการศึกษาแบบนี้ไม่ได้เพราะเคยชินกับการเรียนในโรงเรียน แต่คลิปในแอปแต่ละคลิปก็คลิปเก่าทั้งนั้นเลย 2-3 ปี แอปก็ใช้งานยากมาก ไม่รู้คนอื่นเป็นมั้ย เลยไปเปิดคลิปในยูทูปแทน ก็เจอแต่คลิปเก่า ๆ อันที่มีประโยชน์ดูแล้วเข้าใจ รู้เรื่องก็มีแต่มีน้อยมากสำหรับเรา ส่วนตัวเป็นคนเข้าใจอะไรช้ามาก เวลาเรียนก้ต้องมาานั่งฟังเพื่อนอธิบายซ้ำ ดูคลิปแล้วจด ๆ ตามไปได้สักพักเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ได้ ไม่เข้าใจที่อาจารย์พูดสักนิด แล้วเวียนหัวมาก จนหยุดดูแล้วเลือกที่จะมาอ่านเอง ทำความเข้าใจเอง คือรู้สึกดีขึ้นเยอะ เร็วกว่า ง่ายกว่าเยอะ คนเรามีวิธีเรียนรู้ไม่เหมือนกัน และสุดท้ายเลยได้สมัครงานค่ะ เริ่มที่ร้านกาแฟเล็ก ๆ เปิดใหม่ ทำงาน 7 โมงเช้าเลิก 6 โมงเย็น หยุด 1 วัน ค่าแรงวันละ 250 บาท เหนื่อยค่ะ เหมือนเดิมทุกอย่าง ทำงานแทนพี่ในร้านเกือบทั้งหมด ทำความสะอาดในร้าน ในครัว ในห้องน้ำ เตรียมของ เช็คของ ทำออเดอร์ รับออเดอร์ และปัญหาใหญ่ ๆคือตัวเจ้าของร้านค่ะ ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองแพนิคไปเลยค่ะ จิตตกกลับบ้านทุกวัน เจ้านายเป็นคนโมโหร้ายมาก ๆ รับอารมณ์มาทุกวันเลยค่ะ พลาดนิดนึงโดนไปทั้งวัน โดนแรงมากจนเกือบร้องไห้ โดนตั้งแต่เรื่องกวาดถูร้าน กวาดแรงไป ไม้ถูพื้นแห้งเกินไป ชุ่มเกินไป เช็ดโต๊ะช้า ตอนนั้นมันแบบหลายอย่างมากค่ะ เราต้องกวาด ถู เช็ด เปิดเครื่องชงกาแฟ เตรียมอุปกรณ์ เทสกาแฟตอนเช้า ล้างห้องน้ำ เช็ดของ ขนของจากหลังร้านมาไว้หน้าร้าน ทำทุกอย่างภายใน 20 นาที พี่อีกคนนึงเช็ด ๆ ถู ๆ เคาท์เตอร์ วันไหนมี ลค.สั่งเค้กวันเกิด พี่เขาก็มีช่วยปาดหน้าเค้กบ้าง ได้ 350 ต่อวัน กับแม่ครัวอีกคน รับผิดชอบในครัว ค่าแรง 350 เท่ากัน พี่สองคนนี้ก็ดีกับเรามากค่ะ เราพยายามปรับตัวอยู่ตลอด จำสูตรการแฟ หัดกินกาแฟ พยายามทำทุกอย่างให้เป็นอย่างเร็วที่สุด เพื่อลดการโดนเจ้าของบ่น เราหวังไว้ว่าผ่าน 1 เดือนไปทุกอย่างคงดีขึ้น แต่ 2 เดือนเข้าไปแล้วก็ยังเป็นเหมือนเดิม ข้อผิดพลาดเราน้อยลงมากค่ะ เพราะทำทุกอย่างคล่องแล้ว ค่าแรงตกอาทิตย์ละ 1550 บาท แล้วช่วงนั้นทั้งหนี้แม่ ทั้งสุขภาพแม่ เสี่ยงเป็นเส้นเลือดในสมองงตีบต้องรับยา อาทิตย์ละ 1500 ค่ะ ก็ตามนั้นค่ะ เงินทั้งหมดเราก็ให้แม่ไปจ่ายค่ายา แต่แม่เกรงใจก็ไปรักษาแค่ 2 ครั้ง แม่ก็บอกอาการดีขึ้นแล้ว เราก็พยายามให้แม่ดูแลสุขภาพตัวเอง แต่สุดท้ายเพราะด้วยเรื่องเงินก็ต้องทำงานหนักอยู่ดี จนกระทั่งมีเหตุการณ์นึงในร้านค่ะ ทำที่ร้านตึงเครียดไปเป็นอาทิตย์เลย ทุกคนบอกว่าเป็นความผิดเรา ซึ่งตอนนั้นเราเองก็ไม่รู้ตัว อยู่ ๆ เจ้านายก็ตึง ไม่คุยกับใครเลย ทำหน้าหงุดหงิดตลอดเวลา เป้นแบบนั้นมาเป้นอาทิตย์ค่ะจนสุดท้ายพี่อีกคนอยู่หน้าเคาท์เตอร์กับเรา เดินร้องไห้ไปกอดเจ้านาย บอกว่าขอโทษอย่าเป็นแบบนี้ไม่อยากให้เป็นแบบนี้ เราก็ยืนมองเฉย ๆ ค่ะ เจ้านายก็เริ่มบ่นขึ้นมาว่าเอ่อ เราจำไม่ได้ค่ะ แต่พอคุยกันเสร็จเขาก็เดินมาหงุดหงิดใส่เราต่อ บอกให้เราขอโทษ สอนเราว่าทำผิดก็ต้องรู้จักขอโทษสิ ถ้าขอโทษก็หายโกรธแล้ว ไม่ใช่มาทำมึนแบบนี้ แบบนี้จะไปทำงานกับใครได้ คือตอนนั้นเราเอ๋อมากค่ะก็เลยขอโทษไปแล้วยืนฟังเขาสอน ฟังไปฟังมาเขาโกรธเราเรื่องที่เราใช้มือหยิบส้มใส่แก้วกาแฟ พอเราอ๋อแล้วก็เลยขอโทษเขาไปอีกทีค่ะ เราจำได้ว่าตอนนั้นเรายืนทำอเมริกาโนอยู่คู่กับเจ้านาย แล้วปกติจะใช้ที่คีบ คีบส้มใส่แก้วค่ะ แต่วันนั้นเจ้านายเราใช้ที่คีบอยู่ค่ะ เราก็เลยวางแก้วไว้แล้วบอกเขา พี่คะคีบส้มใส่ให้หน่อย แต่เขาก็ยืนคีบผลไม้ใส่หน้าเค้กอยุ่ เราก็ยืนรอ ลค.ก็ยืนรอ สักพักเขาก็ยังไม่คีบให้เราเลยหามีดอันเล็ก ๆ มาเขี่ย ๆส้มจากเขียงมาใส่แก้ว แต่มันไม่ลง เราเลยเอามือสะกิด ๆ ให้มันลงไปค่ะ (ป.ล.ล้างมือก่อนจะเขี่ยแล้วค่ะ) แล้วพี่อีกสองคนในร้านก็พากันมาสอนเรา บอกให้เรายอม ๆเจ้านายไปจะได้อยู่ได้ไม่มีปัญหา บอกให้เราพยายามเข้าาใจนิสัยของเขา บอกว่าเจ้านายเป็นแบบนี้มานานแล้วเขาพูดอะไรก็ขอโทษไป การขอโทษมันไม่เสียศักดิ์ศรีขนาดนั้น คือเราไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย เราขอโทษวันนึงเป็นร้อยๆรอบทั้งที่บางครั้งก็ไม่รู้ว่าผิดอะไร เขาโมโหอะไรมา ค่ะเราทนทำไปได้ 2 เดือนกว่าก็ขอลาออกค่ะ เราแพนิคมาก พูดคำว่า ขอโทษจนชินปาก เป็นคำพูดติดปาก กลัวไปหมดทุกอย่างตอนเช้ามาเจอเจ้านายเราก็เครียดมากตลอด รู้สึกหดหู่ไปเลย  
หลังจากนั้นเราคิดว่าจะทำงานอยู่ที่บ้านกับแม่ แม่จะได้พัก ไม่เหนื่อยมาก เราจะยึดอาชีพของแม่เป้นอาชีพหลักของตัวเองเลย แต่แม่ก็ยังอยากให้ไปทำงานข้างนอก เพราะด้วยเรื่องเงิน หนี้มันเพิ่มขึ้นทุกวัน ๆ บางทีเราก็เหนื่อยจนไม่อยากทำอะไรเลยนะคะ มันท้อมาก เงินที่หามาได้ก็หายไปหมดภายในวันที่เงินออกนั่นแหละ อาศัยกินข้าวของวัดที่ยายเอามา 

มีต่อนะคะ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่