จุดประสงค์ของกระทู้นี้มีเพื่อให้ตัวผมเองได้ทบทวนถึงการกระทำ และเหตุการ์ณต่างๆที่ผ่านมาในความรักครั้งนี้ ซึ่งผมค่อนข้างเชื่อว่าการพิมพ์สิ่งที่เราคิดออกมาจะทำให้เราได้มองเห็นตัวเอง ได้ส่องกระจกมองว่าตัวเราในตอนนั้นคิดอะไรอยู่ ทางที่เราเลือกมันถูกหรือผิด ได้เข้าใจตัวเองครับ
ต่อจากไดอารี่หน้าที่แล้ว ผมได้บอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ได้เจอกับเธอ คุยกันถูกคอจนได้แลกไลน์คุยกันแล้วเธอก็เปลี่ยนไป คิดว่ามาจากการที่ผมไม่ถูกสเปคเธอก็ได้และทำให้ผมมานอยด์กับตัวเอง ซึ่งมันมีความรู้สึกด้านลบหลายๆอย่างปนอยู่มาก ซึ่งมันก็มาจากการที่เราชอบเขามากๆแล้วไม่ได้เผื่อใจว่ามันจะจบเร็วขนาดนี้
หลังจากที่เขาเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว ผมได้มีเวลาทบทวนตัวเองมากขึ้น จากที่เราจิตตกกับเหตุการณ์นี้ก็เริ่มทุเลาลง จนเริ่มปลงกับมันมองมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีใครที่เป็นสเปคของทุกคนได้ ไม่ว่าคุณจะดีแค่ไหนก็ไม่สามารถทำให้ทุกคนมาชอบได้ ผมเริ่มจัดการและรับมือกับอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้น คาดหวังกับเขาน้อยลง มีอารมณ์ที่เสถียรขึ้น ถ้าตอบก็คงคุยต่อ ถ้าไม่ตอบก็ยอมรับความจริงแล้วถอยออกมา ผมชอบตัวเองในตอนนี้นะ
ผมลองค้นความรู้สึกที่เคยเรียกมันว่า "ความรู้สึกด้านลบ" ที่เกิดขึ้นกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ผมขอเปรียบเทียบมันเป็น "ลิ้นชักความรู้สึก" ข้างในลิ้นชักจะมีก้อนมวลพลังลบที่เราไม่เคยใส่ใจกับมัน เรารู้แค่ว่ามันเกิดจากการที่เขาเปลี่ยนไป แต่ไม่รู้ว่าในมวลนี้มันมีอะไรบ้าง เมื่อได้อยู่กับตัวเองผมจึงลองค้นมันดูครับ
กลายเป็นว่าลิ้นชักผมมีหลายความรู้สึกมากๆ 1.ผิดหวังจากการไม่ได้เผื่อใจมากพอ 2.รู้สึกด้อยกว่าเขา 3.รู้สึกเสียเซลฟ์เรื่องน่าตา 4.โทษตัวเองว่าเราคุยน่าเบื่อ พอนำมาชำแหละเป็นส่วนๆจะเห็นเลยครับว่า ทั้ง 4 ความรู้สึก บางข้อมันเป็นเพียงแค่สิ่งที่เรามโนขึ้นมาเท่านั้นไม่ใช่ข้อเท็จจริง อย่างเช่นข้อที่4 มันไม่มีอะไรยืนยันว่าเราคุยน่าเบื่อ แต่เราก็ตีตนไปก่อนแล้วโทษตัวเองไปซะแล้ว
เมื่อเรารู้แล้วว่ามันมีความรู้สึกปรุงแต่งปนอยู่ ตั้ง 2ใน4 ทำให้เราทุกข์น้อยลงครับ เพราะเราได้ชำแหละมันออกแล้ว แต่เราก็ยังเหลือความทุกข์จริงๆอีกตั้ง 2 อย่างซึ่งทั้งหมดทั้งมวลมันมาจากการที่ผมคาดหวังมากไป <--- ชอบมาก <---ชอบมากเพราะอะไร?
ผมเชื่อครับว่าคนที่รักกันในเวลาสั้นๆมันมี แต่ในที่นี้ผมลองตั้งตำถามกับตัวเองว่า "ชอบเขาขนาดนี้แค่เวลาไม่นานจริงๆหรอ" แล้วคำตอบผมมันต่างออกไป.... เล่าย้อนกลับไปก่อนที่จะเจอกับเธอ ผมเคยปลื้ม influencer คนนึงมากๆ ชอบนิสัยและลักษณะภายนอกตรงสเปกผมมาก แต่ผมก็ไม่ได้คิดเกินคำว่าปลื้มเลยจริงๆ เพราะเราก็รู้จุดยืนเราดีครับ ทำได้แต่ปลื้มติดตามในมุมของแฟนคลับ หลังจากนั้นไม่นานผมก็ได้พบเธอ(คนที่ผมเจอในแอพหาเพื่อน) ซึ่งพอผมมานั่งถามตัวเองว่าจริงๆแล้วชอบเขาเพราะอะไร?
คำตอบที่ได้ อย่างแรกคือเพราะเวลาผมคุยกับเธอทำให้ผมรู้สึกเหมือนได้คุยกับ influencer คนนั้น ทั้งนิสัยท่าทาง เลยทำให้ผมชอบเธอได้ง่ายมาก ซึ่ง ณ ช่วงเวลานั้น
เรา กำลังเอาเธอไปเป็นตัวแทนของอีกคนนึงอยู่ โดยที่ตัวเราก็เองไม่รู้ตัวเลย อย่างที่สอง ก็คงเพราะเราชอบผญนิสัยแบบอยู่แล้วด้วย แล้ว แล้วดันคุยกันถูกคออีกด้วย ความรู้สึกจากสนใจกลายเป็นชอบก็เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่รู้จักเป็นเรื่องปกติ
พอผมแยกความรู้สึกที่มีต่อเธอออกได้ มันจึงย้ำเตือนเราว่าเขาคนนั้น(influencer) กับเธอคนนี้มันคนละคนกันนะ เราจะชอบอีกคนแล้วเอาความรู้สึกนั้น มาลงกับคนที่เราคุยอยู่ไม่ได้ นั้นเป็นที่มาที่ไปว่าทำไมผมถึงชอบเขามากขนาดนั้น แล้วพอเราได้สติมันก็ทำให้เราชอบเขาในระดับที่พอดีๆ ไม่ได้คาดหวังมาก มองโลกตามความเป็นจริงหลายๆมุม ว่ามันก็ไม่ได้ง่ายถ้าเราจะคบกับเขาจริงๆ อีกสิ่งนึงที่ทำให้เราลดความรู้สึกชอบเขาโดยอัตโนติคือ ผมนั่งดูคลิปของ influencer คนนั้นมันก็ยิ่งช่วยเตือนเรา แล้วแยกคน 2 คนออกได้ โดยไม่เอาความรู้สึกปลื้มที่เรามีต่อ influencer มาลงกับเธอคนนั้น
ถ้ายกตัวอย่างทั่วไปคงเป็น ประเด็นเรื่องการชอบคนนี้เพราะว่าเขาเหมือนแฟนเก่ามั้งครับ ซึ่งตัวเราเองก็คงไม่รู้ตัวว่าเรารู้สึกแบบนี้ แล้วเข้าใจว่าเราชอบเขา สรุปสั้นๆคือ
เราชอบเขามากขึ้นเพราะเขาเหมือนคนที่เราเคยชอบ.
ข้อคิดที่ได้ในวันนี้คือ
- เมื่อเรารู้สึกเศร้าลองชำแหละความรู้สึกตัวเองดู แล้วอาจจะพบว่ามันมีเรื่องที่เราเศร้าจริงๆไม่กี่เรื่องก็ได้ เมื่อเรารู้แบบนั้นความเศร้าจะทุเลาลงไปเยอะมากเลยครับ
- ถ้าเราชอบใครสักคนมากๆ ลองพิจารณาว่าเราชอบเขาจริงๆ หรือ "เรารู้สึกเขาเป็นตัวแทนของใครอีกคนด้วย" ถ้าเป็นอย่างหลังความรู้สึกที่คุณมีให้เธอ/เขา มันกฺ็ไม่ใช่เพราะคุณชอบเขาจริงๆทั้ง100%
จบการบันทึก
ลิ้นชักความรู้สึก และการชำแหละใจ #ความรักของฉันในรอบปี 2021
ต่อจากไดอารี่หน้าที่แล้ว ผมได้บอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ได้เจอกับเธอ คุยกันถูกคอจนได้แลกไลน์คุยกันแล้วเธอก็เปลี่ยนไป คิดว่ามาจากการที่ผมไม่ถูกสเปคเธอก็ได้และทำให้ผมมานอยด์กับตัวเอง ซึ่งมันมีความรู้สึกด้านลบหลายๆอย่างปนอยู่มาก ซึ่งมันก็มาจากการที่เราชอบเขามากๆแล้วไม่ได้เผื่อใจว่ามันจะจบเร็วขนาดนี้
หลังจากที่เขาเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว ผมได้มีเวลาทบทวนตัวเองมากขึ้น จากที่เราจิตตกกับเหตุการณ์นี้ก็เริ่มทุเลาลง จนเริ่มปลงกับมันมองมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีใครที่เป็นสเปคของทุกคนได้ ไม่ว่าคุณจะดีแค่ไหนก็ไม่สามารถทำให้ทุกคนมาชอบได้ ผมเริ่มจัดการและรับมือกับอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้น คาดหวังกับเขาน้อยลง มีอารมณ์ที่เสถียรขึ้น ถ้าตอบก็คงคุยต่อ ถ้าไม่ตอบก็ยอมรับความจริงแล้วถอยออกมา ผมชอบตัวเองในตอนนี้นะ
ผมลองค้นความรู้สึกที่เคยเรียกมันว่า "ความรู้สึกด้านลบ" ที่เกิดขึ้นกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ผมขอเปรียบเทียบมันเป็น "ลิ้นชักความรู้สึก" ข้างในลิ้นชักจะมีก้อนมวลพลังลบที่เราไม่เคยใส่ใจกับมัน เรารู้แค่ว่ามันเกิดจากการที่เขาเปลี่ยนไป แต่ไม่รู้ว่าในมวลนี้มันมีอะไรบ้าง เมื่อได้อยู่กับตัวเองผมจึงลองค้นมันดูครับ
กลายเป็นว่าลิ้นชักผมมีหลายความรู้สึกมากๆ 1.ผิดหวังจากการไม่ได้เผื่อใจมากพอ 2.รู้สึกด้อยกว่าเขา 3.รู้สึกเสียเซลฟ์เรื่องน่าตา 4.โทษตัวเองว่าเราคุยน่าเบื่อ พอนำมาชำแหละเป็นส่วนๆจะเห็นเลยครับว่า ทั้ง 4 ความรู้สึก บางข้อมันเป็นเพียงแค่สิ่งที่เรามโนขึ้นมาเท่านั้นไม่ใช่ข้อเท็จจริง อย่างเช่นข้อที่4 มันไม่มีอะไรยืนยันว่าเราคุยน่าเบื่อ แต่เราก็ตีตนไปก่อนแล้วโทษตัวเองไปซะแล้ว
เมื่อเรารู้แล้วว่ามันมีความรู้สึกปรุงแต่งปนอยู่ ตั้ง 2ใน4 ทำให้เราทุกข์น้อยลงครับ เพราะเราได้ชำแหละมันออกแล้ว แต่เราก็ยังเหลือความทุกข์จริงๆอีกตั้ง 2 อย่างซึ่งทั้งหมดทั้งมวลมันมาจากการที่ผมคาดหวังมากไป <--- ชอบมาก <---ชอบมากเพราะอะไร?
ผมเชื่อครับว่าคนที่รักกันในเวลาสั้นๆมันมี แต่ในที่นี้ผมลองตั้งตำถามกับตัวเองว่า "ชอบเขาขนาดนี้แค่เวลาไม่นานจริงๆหรอ" แล้วคำตอบผมมันต่างออกไป.... เล่าย้อนกลับไปก่อนที่จะเจอกับเธอ ผมเคยปลื้ม influencer คนนึงมากๆ ชอบนิสัยและลักษณะภายนอกตรงสเปกผมมาก แต่ผมก็ไม่ได้คิดเกินคำว่าปลื้มเลยจริงๆ เพราะเราก็รู้จุดยืนเราดีครับ ทำได้แต่ปลื้มติดตามในมุมของแฟนคลับ หลังจากนั้นไม่นานผมก็ได้พบเธอ(คนที่ผมเจอในแอพหาเพื่อน) ซึ่งพอผมมานั่งถามตัวเองว่าจริงๆแล้วชอบเขาเพราะอะไร?
คำตอบที่ได้ อย่างแรกคือเพราะเวลาผมคุยกับเธอทำให้ผมรู้สึกเหมือนได้คุยกับ influencer คนนั้น ทั้งนิสัยท่าทาง เลยทำให้ผมชอบเธอได้ง่ายมาก ซึ่ง ณ ช่วงเวลานั้นเรา กำลังเอาเธอไปเป็นตัวแทนของอีกคนนึงอยู่ โดยที่ตัวเราก็เองไม่รู้ตัวเลย อย่างที่สอง ก็คงเพราะเราชอบผญนิสัยแบบอยู่แล้วด้วย แล้ว แล้วดันคุยกันถูกคออีกด้วย ความรู้สึกจากสนใจกลายเป็นชอบก็เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่รู้จักเป็นเรื่องปกติ
พอผมแยกความรู้สึกที่มีต่อเธอออกได้ มันจึงย้ำเตือนเราว่าเขาคนนั้น(influencer) กับเธอคนนี้มันคนละคนกันนะ เราจะชอบอีกคนแล้วเอาความรู้สึกนั้น มาลงกับคนที่เราคุยอยู่ไม่ได้ นั้นเป็นที่มาที่ไปว่าทำไมผมถึงชอบเขามากขนาดนั้น แล้วพอเราได้สติมันก็ทำให้เราชอบเขาในระดับที่พอดีๆ ไม่ได้คาดหวังมาก มองโลกตามความเป็นจริงหลายๆมุม ว่ามันก็ไม่ได้ง่ายถ้าเราจะคบกับเขาจริงๆ อีกสิ่งนึงที่ทำให้เราลดความรู้สึกชอบเขาโดยอัตโนติคือ ผมนั่งดูคลิปของ influencer คนนั้นมันก็ยิ่งช่วยเตือนเรา แล้วแยกคน 2 คนออกได้ โดยไม่เอาความรู้สึกปลื้มที่เรามีต่อ influencer มาลงกับเธอคนนั้น
ถ้ายกตัวอย่างทั่วไปคงเป็น ประเด็นเรื่องการชอบคนนี้เพราะว่าเขาเหมือนแฟนเก่ามั้งครับ ซึ่งตัวเราเองก็คงไม่รู้ตัวว่าเรารู้สึกแบบนี้ แล้วเข้าใจว่าเราชอบเขา สรุปสั้นๆคือ เราชอบเขามากขึ้นเพราะเขาเหมือนคนที่เราเคยชอบ.
ข้อคิดที่ได้ในวันนี้คือ
- เมื่อเรารู้สึกเศร้าลองชำแหละความรู้สึกตัวเองดู แล้วอาจจะพบว่ามันมีเรื่องที่เราเศร้าจริงๆไม่กี่เรื่องก็ได้ เมื่อเรารู้แบบนั้นความเศร้าจะทุเลาลงไปเยอะมากเลยครับ
- ถ้าเราชอบใครสักคนมากๆ ลองพิจารณาว่าเราชอบเขาจริงๆ หรือ "เรารู้สึกเขาเป็นตัวแทนของใครอีกคนด้วย" ถ้าเป็นอย่างหลังความรู้สึกที่คุณมีให้เธอ/เขา มันกฺ็ไม่ใช่เพราะคุณชอบเขาจริงๆทั้ง100%
จบการบันทึก