เล่ห์รักหัวใจ ตกกระไดพลอยโจน ตอนที่ 17

ฉันเงยหน้ามอง ผู้พันหมอในชุดเสื้อยืดสีขาวแขนสั้น มีตรากองทัพเรือ ที่หน้าอกด้านขวา และกางเกงขาสั้นสีดำ มีหมวก แก๊ปทหารสวมใส่กันแดดไว้ที่ศีรษะ และสวมรองเท้าผ้าใบสีขาว ที่นั่งอยู่บนหลังคา อาคารที่พักของ นายทหารชั้นพลทหาร รวมกับผู้กองพันวา จ่าพร้อย และนายทหารยศต่างๆ คนอื่นๆ ที่อยู่ในเครื่องแบบเดียวกัน  ที่ช่วยกันซ่อมหลังคา อาคารสำนักงาน และอาคารที่พัก ที่เสียหายไปหลายอาคาร มาตั้งแต่เช้ามืด 

หลังจากที่เขาส่งฉันกลับบ้านแล้ว ก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้า ออกไปตรวจความเสียหายต่างๆ กับผู้กองพันวา จนกระทั่งสายๆ ถึงกลับเข้าบ้านมา เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกครั้ง และบอกว่าข่าวว่า หลังจากออกตรวจความเสียหาย ในค่ายทหารบนเกาะหน้า ก็พบสายไฟขาด และเสียหายหลายจุด ซึ่งเขาและผู้กองพันวา ก็ได้ส่งทหารหน่วยนายช่าง ออกไปทำการซ่อมแซมแล้ว จึงทำให้อาคารบัญชาการ อาคารสำนักงาน อาคารและเรือนพักทหาร เริ่มมีไฟฟ้าใช้ตามลำดับ ส่วนหน่วยยานยนต์ และเรือยนต์ต่างๆ ผู้กองพันวาก็ส่งนายช่างไปตรวจสอบความเสียหาย ซึ่งก็ได้รับรายงานว่า ไม่มีรถยนต์และเรือยนต์ เกิดความเสียหายแต่อย่างใด

"ผู้พันหมอคร้าบ.. คุณนายผู้พันมาครับผม" เสียงของจ่าพร้อยทำให้ทุกๆ คนหยุดมือจากการทำงาน และหันมามองฉัน เป็นตาเดียวกัน ฉันโบกมือให้คุณสามี ที่นั่งอยู่บนหลังคาอาคาร ส่งยิ้มกว้างให้ฉันโดยที่ไม่สนใจสายตาของนายทหารต่างๆ ก่อนที่จะค่อยๆ ขยับตัว และไต่บันไดลงมา

"ฉันเอาเครื่องดื่มต่างๆ มาเพิ่มให้ค่ะ และมาดูว่าขาดเหลืออะไรบ้าง" ฉันเอ่ยกับจักรินทร์ ที่เดินเข้ามาใกล้ ทำให้ฉันเห็นใบหน้าคมใต้หมวกทหาร มีเหงื่อเม็ดใหญ่ระบายไปทั่วใบหน้า

"ขอบคุณมากครับ" เขาเอ่ยก่อนที่จะหันไปมอง จ่าแสน แม่แจ่ม และสวย ช่วยกันขนกระติกน้ำใบใหญ่ และแก้วน้ำสะอาด มาเปลี่ยนให้ใหม่

"หิวกันหรือยังค่ะ นี่ก็สิบเอ็ดโมงกว่าแล้ว พอดีจ่าแสนพาไปแวะที่โรงอาหาร ก่อนมาที่นี่ ทางหน่วยพลาธิการ ทำอาหารเสร็จแล้วนะคะ ผู้พันหมอจะให้ทางนั้นจัดการขนอาหารมาให้ที่นี่ หรือจะพากันไปกินที่โรงอาหารดี" ฉันเอ่ยถามทำให้ คนที่ยืนใบหน้ามีเหงื่อไหลพรั่งพรูไปทั่วใบหน้า ส่งยิ้มมาให้

"แล้วแต่คุณนายผู้พันสิครับ" เขาเอ่ยล้ออย่างขันๆ ก่อนที่จะขยิบตาข้างหนึ่ง เมื่อเหงื่อไหลเข้าตา ทำให้เขาจะยกไหล่เพื่อที่จะคว้าแขนเสื้อเช็ดเหงื่อออกจากดวงตา

"เดี๋ยวค่ะ"

ฉันยึดแขนสีแทนไว้ก่อน แล้วรีบคว้าผ้าขนหนูผืนเล็กๆ ที่ติดมือมาด้วย เช็ดไปที่ดวงตาข้างนั้น อย่างเบามือ และเลยเช็ดหน้า เช็ดตา ซับเหงื่อให้เขาด้วย ทำให้เกิดเสียงวี้ดวิ้วมาจาก จ่าพร้อยและผู้กองพันวา ที่เป็นตัวดี และเป็นต้นเสียง ทำให้นายทหารต่างๆ พากันส่งเสียงล้อผู้พันหมอตามๆ กัน ฉันมองใบหน้าคม ที่หันไปส่งยิ้มกว้างให้ทหารเหล่านั้นๆ ที่ยังนั่งอยู่บนหลังคา ก่อนที่จะหันมามองสบตาฉัน ที่ยิ้มเขินๆ ส่งให้เขา

------------------------------------------

ฉันมองตัวเองในกระจกขุ่นมัว ใบหน้าที่ทาเครื่องสำอางบางๆ ไว้เมื่อตอนเช้า ที่ตอนนี้หน้ามัน และเม็ดเหงื่อระบายไปทั่วใบหน้า ผมยาวถักเป็นเปียอย่างเรียบร้อย มีหมวกแก๊ปทหารสวมไว้ที่ศีรษะ ก่อนที่จะมองเสื้อยืดสีขาว และกางเกงทหารลายพราง และรองเท้าบู้ท ที่ผู้พันหมออุตส่าห์ไปเบิกชุดนี้ออกมาให้ เมื่อฉันแจ้งความประสงค์ไปว่า จะขอติดตามผู้พันหมอ ผู้กองพันวา จ่าพร้อย และนายทหารหน่วยพยาบาล และหน่วยช่าง ออกไปยังเกาะต่างๆ ที่อยู่รอบๆ เกาะนอก เพื่อสำรวจตรวจตราและช่วยเหลือ ชาวบ้านที่ประสบภัยจากพายุไต้ฝุ่น ที่พัดผ่านเมื่อสองวันที่ผ่านมา รวมทั้งทางหน่วยแพทย์ของผู้พันหมอ ก็ถือโอกาสได้เยี่ยมเยือนตรวจอาการชาวเกาะไปด้วยพร้อมกัน

ฉันใช้ขันตักน้ำในตุ่มล้างหน้า ล้างตา และลูบไล้ลำคอ เพื่อบรรเทาความร้อน ในตอนสายๆ ของวัน ก่อนที่จะยืดตัวและหัน หลังกลับอย่างเร็ว จนเกือบจะชนเข้ากับร่างใหญ่ ในเครื่องแบบทหาร ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก่อนที่จะใช้คว้าผ้าขนหนูสีขาว บนบ่าของฉัน เช็ดหน้าให้ฉันอย่างเบามือ

"คุณเป็นอย่างไรบ้าง" เขาถามหลังจากแน่ใจว่าเช็ดหน้าให้ฉันจนแห้งแล้ว

"โอเคค่ะ ร้อนหน่อย แต่ก็สบายดีค่ะ" ฉันยกนิ้วโป้งให้เขา พร้อมกับฉีกยิ้มกว้างให้เขา ทำให้เขาส่งยิ้มตอบกลับมา ก่อนที่จะคว้ามือของฉันไปเกาะกุม

"ผมบอกว่าไม่ต้องตามมาคุณก็ไม่เชื่อ ดูสิคุณหน้าตาแดงก่ำเลย"

"ฉันไม่เป็นไรค่ะ ร้อนหน่อยแต่ก็สนุกดี" ฉันยิ้มกว้างให้เขา

"ทางชาวบ้านเขาทำอาหารกลางวันไว้ให้พวกเรากินกัน คุณกินได้ไหม อาหารชาวบ้านพื้นๆ"

"ได้สิคะ คุณลืมไปหรือไง ว่าฉันก็ลูกสาวชาวสวนนะคะ"

เขายิ้มกว้างเพราะพอใจในคำตอบของฉัน ก่อนที่จะจูงมือฉันเดินไปที่ อาคารหลังหนึ่ง ที่ปกติชาวบ้านใช้เป็นที่ศาลาประชาคม ที่เมื่อเช้านี้เปลี่ยนเป็นศูนย์อนามัยเคลื่อนที่ ให้ผู้พันหมอ และหน่วยแพทย์ของทหารที่เกาะหน้า มาตรวจรักษาผู้ป่วย และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากพายุเมื่อสองวันก่อน แต่ตอนนี้มีนายทหารหลายนาย รวมไปถึงผู้กองพันวา และจ่าพร้อย ที่วางมือจากการซ่อมบำรุงอาคารไม้หลังเล็กๆ ที่ใช้เป็นโรงเรียนสอนเด็กนักเรียนบนเกาะ ที่ตอนนี้ได้รับความเสียหายจากพายุลูกที่แล้ว มากที่สุด เมื่อเทียบกับอาคารและบ้านเรือนของชาวบ้านอื่นๆ มานั่งรวมกลุ่มที่พื้นอาคาร กินอาหารกลางวันอย่างพร้อมหน้า พร้อมตา โดยที่ไม่ได้มีการแบ่งยศแบ่งพวกกันแต่อย่างใด

"คุณนายผู้พันคร้าบ..." เสียงจ่าพร้อยดังมาแต่ไกล เมื่อเห็นฉันเดินมากับเจ้านายของตน เขาจึงเดินเข้ามาใกล้ๆ

"มานั่งตรงนี้เลยครับ" เขาชี้ไปที่โต๊ะและมีเก้าอี้สองตัวที่วางไว้ ที่มุมหนึ่งของห้อง บนโต๊ะมีอาหารที่ตักมาวางเตรียมไว้รออยู่ก่อนหน้าแล้ว

"อ้าวทำไมให้หมอกไปนั่งที่เก้าอี้ล่ะคะ" ฉันถามจ่าพร้อยกลับไปอย่างงงๆ

"ให้หมอกไปนั่งที่พื้นรวมกับทุกๆ คนก็ได้ค่ะ"

"แต่ว่า" จ่าพร้อยทำท่าจะขัด

"ที่หมอกขอตามมาผู้พันหมอด้วย ก็คิดว่าเป็นการรบกวนทุกๆ คนอยู่แล้ว แล้วนี่ถ้าหมอกต้องไปนั่งกินข้าวที่โต๊ะ กับผู้พันหมออีก หมอกทำไม่ได้หรอกค่ะ.. มาด้วยกันก็ต้องไปนั่งกินข้าวด้วยกันสิคะ"

"แต่ว่า" จ่าพร้อยจะทำท่าขัดอีกครั้ง

"ตามนั้นแหละจ่าพร้อย" ผู้พันหมอเอ่ยอย่างเรียบๆ ก่อนที่จะหันมามองฉันด้วยสายตาวิบวับ และพาฉันไปนั่งลงที่พื้นข้างๆ ผู้กองพันว่า

"คุณหมอกกินได้ไหมครับ อาหารชาวเกาะธรรมดาๆ" ผู้กองพันวาเอ่ยทัก เมื่อเราทั้งสองนั่งลงที่พื้นใกล้ๆ เขา และส่งจานข้าวให้เราทั้งสองคน

"ธรรมดาที่ไหนคะผู้กอง ดูน่ากินออกจะตายไป" ฉันมองดูกับข้าวที่ทางชาวบ้านช่วยกันทำตั้งแต่เช้า เพื่อที่จะเลี้ยงขอบคุณ กลุ่มทหารของเกาะหน้า ที่ได้มาช่วยชาวบ้านอย่างขยันขันแข็ง

"โอ้โห ปลาอะไรคะนี่ อร่อยมากเลยค่ะ" ฉันเอ่ยขึ้นหลังจากตักเข้าปาก

"ปลาทอดครับผม" เสียงจ่าพร้อยเอ่ยตอบ ทำให้ทุกคนที่นั่งรอบวงอยู่ หัวเราะพร้อมกัน กับใบหน้าที่เหลอหลาของฉัน กับคำตอบของจ่าพร้อย โดยเฉพาะผู้พันหมอที่ดูจะหัวเราะเสียงดังกว่าใครเพื่อน

"แล้วนี่ผู้กองและทางหน่วยช่าง ซ่อมแซมหลังคาโรงเรียนไปถึงไหนแล้ว" ผู้พันหมอหันไปถาม เพื่อนสนิท หลังจากที่หัวเราะฉันจนสมใจแล้ว

"ก็ได้เยอะพอประมาณแหละผู้พัน โชคดีที่เรามากันแต่เช้า อากาศไม่ร้อนนัก เลยทำงานกันได้อย่างรวดเร็ว คาดว่าประมาณบ่ายกว่าๆ คงจะเสร็จ" ผู้กองพันวาตอบ

"จากนั้นคงมีเวลา ไปช่วยชาวบ้านซ่อมแซมบ้านเรือนของพวกเขา แต่จากที่ดูๆ แล้ว ก็มีไม่กี่หลังที่เสียหายมาก ตอนนี้ชาวบ้านก็ให้ความร่วมมือช่วยๆ กัน ซ่อมแซมกันเอง ไปบางส่วนแล้ว ซึ่งทางเราก็ได้จัดสรรพวกไม้ และอุปกรณ์ต่างๆ เท่าที่มีให้เขาไปก่อน หลังจากนี้พอกลับไปนี่ ผมจะให้ทางหน่วยช่าง ตรวจดูว่าขาดเหลืออะไร จะได้ให้จ่าพร้อยทำเรื่องขอเบิกต่อไป"

"ดีจังนะคะ ที่ชาวบ้านช่วยกันคนละไม้คนละมือแบบนี้ น่ารักกันจังเลยค่ะ" ฉันเอ่ยขึ้น

"ชาวเกาะบนเกาะเล็กๆ อย่างนี้ อยู่กันอย่างเป็นครอบครัวครับ ช่วยเหลือกันไปตามแต่ที่จะทำได้ ส่วนทางหน่วยของเราก็จะคอยมาดูว่า เราจะให้ความช่วยเหลือในทางไหนบ้าง" ผู้กองพันวาตอบด้วยน้ำเสียงสดใส

"ดีว่าคราวนี้ผู้พันหมอกลับมาที่เกาะหน้าอีกครั้ง ก็มาเป็นกำลังสำคัญในการดูแล สุขภาพของชาวเกาะ ที่อยู่ห่างไกลโรงพยาบาล ซึ่งทุกๆ คนที่นี่เขารักผู้พันหมอกันทุกคนครับ เมื่อสามปีก่อน ตอนที่ผู้พันตัดสินใจไปดูงานและศึกษาต่อที่อังกฤษ ชาวเกาะร้องไห้คิดถึงผู้พันกันระงม"

"มากไปแล้วผู้กอง" ผู้พันหมอเอ่ยกับเพื่อนชาย ก่อนที่จะหันมาทางฉัน

"มันไม่ถึงขนาดนั้นหรอก"

"ขนาดนั้นเลยครับ" จ่าพร้อยยื่นหน้ามาบอก

"ไม่แค่ชาวบ้านที่เกาะต่างๆ ร้องไห้คิดถึงผู้พันหมอ พวกทหารที่เกาะหน้า ก็ร้องไห้คิดถึงผู้พันหมอกันทุกคน"

"จริงหรือคะ ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า คุณมีคนรักคุณมากมายเลยนะคะ มิน่าคุณถึงรักที่นี่มาก"

ฉันหันไปมองคุณสามี ที่นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เพราะท่าจะจริงที่เขารักและผูกพันกับเกาะหน้า และกับนายทหารทุกคนที่เกาะหน้า และชาวบ้านบนเกาะต่างๆ รอบๆ เกาะหน้าด้วย

"ถ้าเป็นหมอกรู้ว่า มีคนรักหมอกเยอะขนาดนี้ หมอกคงไม่ยอมไปอังกฤษตั้งสามปีหรอกค่ะ" ฉันเอ่ยต่อไปว่า

"ว่าแต่ทำไมคุณถึงตัดสินใจไปที่อังกฤษคะ"

คำถามนั้นทำให้ทุกคนที่นั่งอยู่รอบวงเงียบกริบ ไม่มีแม้แต่เสียงหายใจลอดออกมาจาก ปากของทุกๆ คน ทำให้ฉันต้องหันไปมองใบหน้าของคนที่มีรอยยิ้มระบายไปทั่วหน้า แต่ตอนนี้กลับมีรอยเครียดขึงขึ้นมาทันที...

"เอ้านี่ก็กินข้าวกันอิ่มแล้วใช่ไหมพวกเรา"

เสียงของผู้กองพันวาดังขึ้น ทำลายความเงียบ ทำให้ทหารทุกนายที่นั่งอยู่ ลุกขึ้นยืนกันอย่างพรึบพรับ ก่อนที่จะจัดแจงช่วยกันเก็บข้าวเก็บจาน กันคนละไม้คนละมือ ทำให้คุณผู้พันหมอค่อยๆ รวบจานข้าวของฉันไปรวมกับของเขา และส่งให้จ่าพร้อย ที่ยื่นมือมารับจานไปจากเขา โดยที่ไม่พูดอะไรต่อกัน มีเพียงสายตาม ที่สบกันอย่างที่รู้ความหมายแค่เพียงสองคนเท่านั้น

--------------------------------------------------
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่