เล่ห์รักหัวใจ ตกกระไดพลอยโจน ตอนที่ 15

“คุณนายผู้พันครับ” 

เสียงของจ่าแสนดังขึ้นเมื่อเขาเดินเข้ามาในห้องคอมพิวเตอร์ ทำให้ฉันหันไปมอง นายทหารหน่วยยานยนต์ ที่เดินเข้ามาใกล้

“ผู้พันหมอสั่งให้ผมมารับคุณหมอกกลับที่พักครับ”

เขาบอกสั้นๆ คล้ายจะสั่งฉันอย่างกลายๆ ทำให้ฉันเหลียวดูนาฬิกาที่ข้อมือ ถึงรู้ว่าฉันนั่งทำงานอยู่ที่ห้องคอมพิวเตอร์ไปสามสี่ชั่วโมงแล้ว

“ผู้พันไปไหนเหรอคะ จ่าแสน”

ฉันถามพร้อมกับเก็บข้าวของลงกระเป๋าเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยเริ่มสังเกตเห็นทหารสามสี่นาย เริ่มเดินเข้ามาในห้องคอมพิวเตอร์ ช่วยกันดึงแผ่นเหล็กที่ติดกับพนังตึกด้านนอก เพื่อเป็นหน้าต่างแผงเหล็กเข้าด้วยกัน และล็อกอย่างแน่นหนา ก่อนที่จะ ปิดบานหน้าต่างไม่อีกชั้น

“มีคนที่เกาะข้างๆ เขามาตามผู้พันหมอ มาขอให้ไปช่วยคนท้อง ที่ทำท่าจะคลอดก่อนกำหนด และคลอดยาก จนหมอตำแยช่วยทำคลอดไม่ได้ ผู้พันหมอคาดว่าน่าจะต้องมีการผ่าทำคลอด”

สีหน้าของจ่าแสน ดูออกจะเร่งๆ ให้ฉันเก็บข้าวของให้ไวขึ้น ฉันจึงถามออกไปว่า

“มีอะไรหรือเปล่า”

“พอดีทางเรารับรายงานว่า จะมีพายุไต้ฝุ่นผ่านทางเกาะเรา เห็นว่าลูกนี้ความลมแรงมากๆ ครับ”

คนพูดเดินมาคว้ากระเป๋าคอมพิวเตอร์ของฉันไปถือ เมื่อพูดจบ ทำให้ฉันลุกขึ้นยืนทันที

“ผมว่าเรารีบไปกันดีกว่าครับ ทางพลทหารรอปิดห้องคอมพิวเตอร์นี้อยู่ และอาคารต่างๆ ด้วย ตามที่ผู้กองพันวาสั่งครับ”

เมื่อฉันก้าวลงจากรถ ที่จ่าแสนเร่งขับพาฉันกลับบ้านมานั้น ฉันก็มองเห็นบานหน้าต่างไม้ทุกบานของบ้าน ที่ปกติ จะเปิดกว้างรับลมเย็นอยู่เสมอ แต่ตอนนี้ มีหน้าต่างที่ทำด้วยแผงเหล็กทึบปิดทับอีกชั้นหนึ่ง จ่าแสนเมื่อเห็นว่าฉันเดินลงจากรถแล้วก็รีบขับรถจากไปอย่างรวดเร็วทันที

“คุณหมอก รีบเข้าบ้านเถอะค่ะ” เสียงของแม่แจ่มดังมาจากหน้าบ้าน ทำให้ฉันเดินไปหาเขาทันที

“ทำอะไรกันอยู่หรือคะ”

ฉันมองเห็นแม่แจ่ม และสวยกำลังรวบรวม เทียนไข และไฟฉาย มาวางไว้บนตั่งตัวเตี้ยหน้าโซฟารับแขก

“กำลังรวบรวมเทียนไข ไม้ขีด กับไฟฉาย ที่ใส่ถ่านไว้พร้อม ให้คุณหมอกอยู่ เผื่อว่าไฟดับ คุณหมอกจะได้ไม่ต้องอยู่มืดๆ”

“ทำไมหรือคะ แค่ฝนตกแค่นี้ จะทำให้ไฟดับเลยหรือคะ”

“คราวนี้ไม่ใช่แค่ฝนตกนี่ค่ะ แต่เป็นพายุไต้ฝุ่นค่ะ คราวนี้พี่แสนว่า จะเป็นลูกใหญ่ ที่มีความแรงมาก พวกเราต้องเตรียมตัวไว้ค่ะ”

แม่แจ่มพูด เหมือนกับเคยชินกับเรื่องพายุแบบนี้ ไม่มีท่าทางกลัวแต่อย่างใด

“มีเท่านี้แหละแม่”

เสียงของสวยดังขึ้น เมื่อเจ้าตัวเดินถือเทียนไข มากองรวมกันที่กลางตั่งตัวเตี้ย ก่อนที่จะเอ่ยขึ้น เมื่อมองออกไปยังประตูบ้าน เมื่อมีเสียงลมพัดหวือๆ อย่างแรง

“เอ๊ะ ฝนน่าจะเริ่มตก อีกไม่นานแล้วแม่”

“คุณหมอกคะ ฉันขอตัวกลับไปที่บ้านก่อนนะคะ จะดูว่าพี่แสนเขาปิดบ้านไปถึงไหนแล้ว และจะรีบกลับมาอยู่เป็นเพื่อนคุณหมอกนะคะ” คนพูดดูท่าทางลุกลนเป็นห่วงบ้าน

“ไปเถอะจ้า ไม่ต้องห่วงฉันหรอก” ฉันพูดแค่นั้น ก็ทำให้ทั้งสองแม่ลูก เดินออกจากบ้านไปทันที

ฉันเฝ้ามองดูเข็มนาฬิกาที่ข้างฝาผนัง ที่เดินบอกเวลาอย่างอ้อยอิ่ง เมื่อเทียบกับลมแรงๆ ข้างนอกบ้าน ที่พัดเริ่มพัดโหมกระหน่ำ ทวีความแรงขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้ฉันนั่งอยู่ที่โซฟา แทบไม่ติด ต้องคอยเดินวนๆ ไปที่ประตูบ้านเพื่อชะเง้อมองหา ร่างกำยำในชุดทหาร ที่ยังไม่มีวี่แววที่จะกลับบ้านมาเสียที

ฉันเดินวนไปวนมาที่หน้าประตูอย่างร้อนใจ จนกระทั่งอดรนทนไม่ไหว ฉันจึงเดินไปคว้าร่มที่อยู่ที่ข้างประตูบ้าน ก่อนที่จะตัดสินใจ เดินออกจากบ้าน ไปตามทางเดินแคบๆ เรียบเนินเขาหลังบ้าน เพื่อที่จะมุ่งหน้าไปยังท่าเรือ ซึ่งเป็นทางที่ฉันไม่ได้ใช้บ่อยนัก เพราะปกติแล้ว คุณสามีมักจะขับรถมารับ ไปยังตึกทำงานเสมอ

ฉันเดินไปตามทางได้ไม่เท่าไหร่ ลมแรงๆ ก็เริ่มพัดแรงขึ้นๆ ฉันมองดูยอดมะพร้าวสูงที่โน้มตัวไปตามแรงลม โน้มลงมาเกือบจะถึงพื้นดิน ทำให้ฉันใจสั่นขึ้นทุกขณะ เมื่อนึกไปถึงความบ้าบิ่นของฉัน ที่ทำให้ออกเดินเท้า มาจากบ้านอย่างนี้ เพียงเพราะว่าความเป็นห่วงสามีแทบจับใจ เมื่อคิดไปว่า ถ้าลมที่พัดแรงบริเวณบ้านของฉัน ยังสามารถทำให้ต้นมะพร้าวโน้มยอดลงมาเกือบแตะพื้นได้ ก็แปลว่า ลมทะเลในเวลานี้ ก็สามารถล่มเรือได้เช่นกัน

เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉันก็รีบเร่งเท้าเดินอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งเดิน เหมือนว่าฉันจะยิ่งหลงเข้าไปยังป่าละเมาะ เชิงภูเขาลูกที่อยู่ใกล้กับหลังบ้าน ซึ่งเวลานี้แสงจากดวงอาทิตย์ในยามบ่ายแก่ๆ ก็ริบรี่ๆ ลง เนื่องจากมีม่านเมฆสีดำ ปกคลุมไว้แน่นหนาเสียเหลือเกิน ใจของฉันเริ่มสั่นระรัว เมื่อนึกได้ว่าไม่ได้ถือไฟฉายมาเสียด้วย แต่ยังโชคดีที่ยังพอเห็นทางอยู่รำไร

ฉันไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ฉันเดินวนอยู่ในป่าละเมาะนั้นนานเท่าไหร่ รู้แต่เพียงว่าตอนนี้ ฝนเริ่มตกแล้ว และเม็ดฝนเริ่มใหญ่ขึ้นทุกขณะ ลมที่พัดหวือ แรงขึ้นจนสามารถพัดฉันปลิวหายขึ้นท้องฟ้าได้ แต่ก็ยังโชคดีที่ในที่สุด ฉันก็หาทางเดินออกจากป่าละเมาะนั้นได้ เมื่อเห็นทางรถลาดยาง อยู่ไม่ไกล ทำให้ฉันเริ่มเดินไปตามทางนั้นไปเรื่อยๆ

ตลอดเวลาที่ฉันเดินอยู่บนทางลาดยางนั้น เม็ดฝนที่พรั่งพรูตกลงมาเริ่มเป็นเม็ดใหญ่ ผสมกับความแรงของลม พัดมันมาถูกใบหน้าของฉัน ฉันรู้สึกเหมือนโดนก้อนหินก้อนเล็กๆ ปาเข้าใส่ ฉันพยายามที่จะกางร่มป้องกันเม็ดฝนเม็ดหนานั้น แต่เจ้าร่มเจ้ากรรม ก็ไม่อาจต้านทานแรงลมได้ ก็เลยหักงอไปเสียอีก

ฉันเดินตากฝนตัวเปียกปอนตั้งแต่หัวจรดเท้า มาจนเกือบสุดทางลาดยางนั้น ก็มองเห็นป้อมยามอยู่ไกลๆ จึงเร่งเท้าก้าวเดิน แข่งกับแรงลมและแรงฝน จนมาถึงป้อมยามในที่สุด ซึ่งตอนนี้ไม่เห็นมีใครอยู่ที่ป้อมยามนั้นแล้ว อาจจะเป็นเพราะผู้กองพันวา สั่งให้ทุกคนกลับเข้าประจำที่อาคารบัญชาการ หรือไม่ก็พากันกลับบ้านไปหมดแล้ว เพื่อไปดูแลบ้านพักของตน เพื่อเตรียมรับมือกับพายุลูกนี้ ก็คงมีแต่ฉันสินะ ที่มาเดินเทิ่งๆ กลางพายุไต้ฝุ่นแบบนี้...

ฉันรีบเร่งฝีเท้า วิ่งเข้าไปหลบฝนที่ใต้หลังคา ของป้อมยามที่ด้านหนึ่ง ที่เป็นหน้าต่างที่เลื่อนได้ ก่อนที่จะเปิดออก เพื่อที่จะคว้าสมุดบันทึกตารางลงเวลาเข้าออก ของเรือยนต์ทหาร ที่วางทิ้งไว้ให้ ทหารที่เข้าออกท่าเรือของเกาะได้ลงชื่อกัน มืออันเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน คว้าสมุดเล่มน้อย เอามาเปิดอย่างลำบาก และเมื่อลมพัดหวือๆ มา ทำให้กระดาษในสมุดเปิดพลิกไปมาหน้านั้น หน้านี้อยู่นาน จนกระทั่งฉันหาเจอหน้าล่าสุดของการลงเวลาในวันนี้

ฉันไล่มือตรวจดูรายชื่อของทหารที่นำเรือออกปฏิบัติหน้าที่ในวันนี้ อย่างใจจดใจจ่อ โดยที่ดวงไฟดวงน้อยๆ ในป้อมยามเริ่มกะพริบวิบๆ วับๆ เพราะแรงลมทำให้กระแสไฟบนเกาะเริ่มตก มือเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝนของฉัน สั่นน้อยๆ ด้วยความหนาวเย็น แต่ฉันก็ไม่ลดละ ที่จะไล่รายชื่อลงไปเรื่อยๆ จนเห็นชื่อลายเซ็นตวัดๆ อย่างสวยงามของนาวาโทนายแพทย์จักรินทร์ ที่ลงบันทึกการนำเรือเทียบท่ากลับมาที่เกาะหน้า เมื่อเกือบสามสิบนาทีที่ผ่านมา เมื่อฉันมองไปที่นาฬิกาที่แขวนไว้ที่ฝาผนังในป้อมยาม เพื่อเทียบเวลา

ฉันถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก เมื่อรู้ว่าเขากลับมาที่เกาะหน้า อย่างปลอดภัยแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีเวลาให้ฉันดีใจมากเท่าไหร่ เมื่อฉันได้เห็นแสงไฟแปลบปลาบของกระแสไฟฟ้าบนท้องฟ้า ไปทั่วท้องฟ้า ที่ตอนนี้มีเมฆสีดำคล้ำ เข้าปกคลุมไปทั่ว จนไม่เห็นแสงตะวันยามเย็นอีกต่อไป ทำให้ความมืดมิดเข้าปกคลุมเกาะหน้าอย่างรวดเร็ว

แสงไฟจากดวงไฟดวงน้อยบนเพดานของป้อมยาม ที่ติดเหนือหน้าต่างกระจกบานนั้น กะพริบวิบๆ วับๆ อย่างถี่ๆ ทำให้ฉันเริ่มที่จะสืบเท้า ค่อยๆ เดินหลบฝนอยู่ภายใต้หลังคาของป้อมที่ยื่นออกมา แม้จะยื่นออกมาจากผนังปูนของป้อมยามหลังน้อย ที่ก่อไปด้วยปูนสีขาวไม่มากนัก แต่ก็ยังดีกว่าออกไปยืนกลางฝนในเวลาอย่างนี้

ฉันค่อยๆ เดินจนมาถึงประตูป้อมยาม ที่พอฉันจับลูกบิด ที่ลองบิดดูก็พบว่า ประตูของป้อมยามไม่ได้ล็อก แต่ก่อนที่ฉันจะเปิดประตูออก เสียงดังจากฟ้าผ่าก็ดังก้องกังวานไปทั่ว อย่างแรง จนฉันแน่ใจว่า ฉันรู้สึกถึงพื้นดินบนเกาะหน้าสั่นสะเทือน ทำให้ฉันตกใจจนกรีดร้องลั่นออกมา ก่อนที่จะเอามือปิดหูทั้งสองข้างของฉันไว้
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่