เรื่องเดียว เอี่ยวทุกเรื่อง.....เสียใจ---หัวใจก็คือหัวใจ

กระทู้สนทนา


.

             เอเดลเดินนำหน้าคาร่าอย่างไม่รีบร้อน เพราะเส้นทางเบื้องหน้าไม่คุ้นเคยมาก่อน เขาจึงต้องทำหน้าที่เป็น ‘ด่านหน้า’ ให้กับหญิงสาว ผู้ทิ้งระยะห่างตามหลังมาเล็กน้อย ทั้งคู่ไม่ได้สวมชุดปฏิบัติการที่คุ้นเคยมาหลายปี แต่อยู่ในชุดเสื้อกางแขนกุมธรรมดาแบบพลเรือน 

             ลูกไฟลักษณะเหมือนกงล้อขนาดใหญ่หมุนคว้างกลางเวหา ลอยผ่านหมู่เมฆเบื้องบน แสดงให้เห็นชัดว่าสงครามยังไม่สิ้นสุด แต่ทั้งสองก็ไม่ได้วิตกกังวลกับอาวุธมหาประลัยดังกล่าวมากนัก เพราะรู้ว่าเป้าหมายที่จะถล่มลง อยู่ห่างไกลออกไปหลายสิบไมล์ บางทีมันถูกยิงออกมาแบบมั่ว ๆ ด้วยซ้ำเพราะความขาดวินัยของผู้รับผิดชอบ
 
             มีข่าวเล่าลือว่าดินแดนในฝัน เป็นเขตที่ไม่มีการโจมตีทางทหาร อยู่ในหุบเขาเร้นลับทางทิศเหนือ แม้ว่าไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่เอเดลกับคาร่า จำเป็นต้องเสี่ยงภัยเดินทางไปตามเส้นทางในตำนาน เมื่อถูกปลดออกจากหน้าที่ เพราะการอยู่ในเมือง ก็เหมือนรอวันตาย พวกทหารบุกเข้ามาโจมตีทุกวัน ด้วยอาวุธนานาชนิด ไม่เว้นแม้กระทั่งสารเคมี เมื่อประเมินสถานการณ์แล้ว การหนีออกจากเมืองเป็นเรื่องดีที่สุด กองกำลังของฝ่ายต่อต้านล่าถอยทัพ แยกย้ายกันรวมพลที่เมืองอื่นที่มั่นคงมากกว่าเมืองนี้
 
             ทั้งสองเลือกเดินทางด้วยเท้า เพราะความเสี่ยงในการถูกตรวจจับสัญญาณมีน้อยกว่าการใช้ยานพาหนะ และเส้นทางที่ไม่เอื้ออำนวยกับยวดยาน พวกทหารดักทุกเส้นทางและมุ่งความสนใจไปยังยานพาหนะมากกว่า ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะยุคนี้ยานพาหนะมีส่วนสำคัญในยุทธการทุกอย่างต้องรวดเร็ว ทันการกับรูปแบบของสงครามที่เปลี่ยนแปลงไปมาตลอดเวลา เอเดลหันไปมองตัวเมืองด้วยความรู้สึกใจหาย เห็นสภาพตัวเมืองเลือนรางอยู่ในม่านหมอกควันและเปลวไฟ คาร่าพยักหน้าให้คนรักเหมือนส่งกำลังใจให้เดินต่อไป ทั้งสองรู้ว่าก่อนล่าถอยพวกต่อต้านได้วางกับดักไว้ในเมืองอย่างแยบยล เป็นการต้อนรับกองกำลังบุกรุก ชนิดจะต้องคาดไม่ถึงแน่นอน  ผู้บุกรุกคงต้องหยุดทัพอยู่ในเมืองนานพอสมควร เมื่อพบว่ามีระเบิดมากมาย วางรอคอยอยู่ตามหัวมุมถนนและอาคารต่าง ๆ
 
 
 
             เอเดลและคาร่าที่ได้รับบาดเจ็บ ไม่อยู่ในสภาพจะต่อสู้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงถูกปลดออกจากประจำการ เพราะทุกตำแหน่งของการวางกำลังพล ทุกคนต้องพร้อมที่สุด การเคลื่อนย้ายต้องอาศัยความรวดเร็ว แทบไม่มีเวลาดูแลผู้บาดเจ็บ นั่นคือความโหดร้ายของสงคราม
 
             สิ่งที่อดีตนักรบทั้งสองติดตัวคือมีดเดินป่า และปืนพกรุ่นเก่าแก่ พร้อมลูกกระสุนในแม็กกาซีนสิบเจ็ดนัด เรียกว่ามีเพื่อใช้ในยามจำเป็นเท่านั้น เพราะไม่ได้ตั้งใจออกไปสู้รบกับใคร กองกำลังที่เคยสังกัดไม่ได้ทอดทิ้ง แต่ทั้งสองเลือกสละสิ่งของจำเป็นให้กำลังพลในหน่วยใช้ต่อไป เพราะเห็นว่าพวกนั้นจำเป็นต้องใช้มากกว่า สองคู่รักเดินออกจากถนนเพื่อหลีกเลี่ยงการพบเห็นจากฝ่ายตรงกันข้าม เดินตัดออกไปตามเส้นทางรกร้าง มุ่งหน้าขึ้นเหนือ เส้นทางธรรมชาติคดเคี้ยวไปมาตามเนินเขา สภาพของป่าโปร่งเริ่มเปลี่ยนเป็นป่ารกชัฏมากขึ้นทีละน้อย ระบบจีพีเอสที่ติดตัวมาเริ่มมีประโยชน์ช่วงนี้เอง เครือข่ายยังไม่ล่มสลายไปตามภัยสงคราม เพราะทั้งสองฝ่ายดูเหมือนต้องใช้งานมันอยู่
 
             สองวันแรกของการเดินทางด้วยเท้า ปัญหาพอจัดการกันเองได้ คาร่าอยู่หน่วยพยาบาล ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของทั้งสอง ไม่ให้ย่ำแย่ลงกว่าเดิม ดินแดนในฝันยังอยู่อีกไกล อนาคตรออยู่เบื้องหน้า ทิ้งซากปรักหักพังแห่งสงคราม และความพินาศไว้ในเงาอดีต
 
             เวลากลางคืน เอเดลและคาร่าใช้วิธีนั่งหลังพิงกัน พักผ่อนใต้ต้นไม้ ไม่ได้หวาดกลัวสัตว์ร้าย หรือสัตว์เลื้อยคลาน เพราะการใช้ชีวิตในสนามรบ เคยพบอะไรหนักหนาสาหัสกว่านี้ รอจนตะวันส่องฟ้า จึงเริ่มออกเดินทางอย่างไม่รีบร้อน คอยระวังหน่วยลาดตระเวนแตกแถวของพวกทหาร ที่อาจเดินทางเปะปะผ่านมาแบบไม่ตั้งใจ
 
             รุ่งเช้าเอเดลแอบลุกขึ้นมาก่อน ประคองคาร่าที่กำลังหลับให้พิงโคนต้นไม้อย่างแผ่วเบา ให้แสงแดดส่องสว่างผ่านแมกไม้กระทบร่างของเธอ ปล่อยให้พักผ่อนอย่างนั้น เธอต้องการพักผ่อนมากกว่า เขายืนตรวจดูเส้นทางพบว่าจะต้องเดินตัดลงเนินผ่านป่าโปร่ง ลงไปยังแนวป่าทึบไกลออกไป พิจารณาเส้นทางไม่ได้เฉียดใกล้ฐานปฏิบัติการของพวกทหาร ทำให้รู้สึกใจชื้นขึ้นบ้าง แต่เส้นทางที่จะมุ่งไปก็แทบไม่มีข้อมูลสำคัญอะไรในหัว ให้นำมาใช้ประโยชน์ได้
 
             ขณะยืนสังเกตภูมิประเทศอยู่พักหนึ่ง ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวด้านหลัง ไม่จำเป็นต้องหันไปมอง ก็รู้ว่าคือคาร่า ที่เดินตรงเข้ามาหาอย่างเงียบ ๆ เธอแตะแขนของเขาเป็นเชิงทักทาย เอเดลหันไปยิ้มให้อย่างพยายามสร้างกำลังใจ 

             “เราจะไปถึงไหมคะ” เธอหมายถึงดินแดนในฝัน สถานที่เคยได้ยินเพียงคำเล่าลือ ราวกับเมืองยูโทเปีย

             “ไปถึงสิ” เอเดลตอบอย่างมั่นใจ “เราต้องไปถึงแน่นอน”

             นั่นไม่ใช่เป็นเพียงคำพูด แต่หมายถึงเป็นสัญญาสำคัญ ในชีวิตของเขาไม่เคยสาบาน มีเพียงคำสัญญา ซึ่งก็มากเกินพอแล้ว สิ่งที่เขาสัญญา ไม่ได้หมายถึงว่า จะต้องทำได้ หรือบรรลุเป้าหมายตามคำสัญญา แต่หมายถึง ‘การทำตามคำสัญญาแบบสุดชีวิตสุดกำลัง’ เพื่อให้สิ่งที่สัญญาเป็นจริงเท่าที่ทำได้

             “ถ้าแสงแดดช่วยเรานะคะ” คาร่ามองท้องฟ้าที่เริ่มสว่างมากขึ้นทุกที แสงแดดคือความสว่าง คือประกายนำทาง คือความหวังและพลัง เอเดลยื่นอาหารแคปซูลมาให้ เธอทำท่าลังเลเล็กน้อย แต่ยอมส่งเข้าปากโดยดี เพราะรู้เจตนาของอีกฝ่าย 

             จากนั้นการเดินทางก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง วกวนไปมาตามความลาดชันหรือแนวเนิน คาร่าดูสนใจกับสภาพแปลกตาของพันธุ์ไม้ต่าง ๆ  เพราะไม่เคยเห็นของจริงมาก่อน ต่างจากผู้นำทางซึ่งจ้องระวังเฉพาะเรื่องของอันตรายเท่านั้น หลายครั้งต้องใช้รองเท้าหุ้มส้นเตะเหวี่ยง หรือเขี่ยสัตว์เลื้อยคลาน หรือแมลงมีพิษพ้นเส้นทาง

             ในช่วงสาย ขณะที่เอเดลกำลังเดินนำหน้าผ่านแนวป่าทึบทะลุออกป่าโปรงเชิงผา เขาหยุดเดินกะทันหัน ทำสัญญาณมือให้คนติดตามหยุดนิ่ง โดยไม่เอ่ยปาก ทั้งสองดูกลมกลืนไปกับสภาพป่า กิ่งไม้ใบไม้สะบัดไหวตามแรงลม ไม่ควรมีอะไรผิดปกติ แต่ประสาทสัมผัสของอดีตนักรบฉับไวเสมอ
“มีคนจำนวนหนึ่ง อยู่แนวป่า” เขากระซิบเบาพอให้คนข้างกายได้ยิน  คาร่าขยับเข้ามาใกล้อย่างระมัดระวัง พยายามมองหากลุ่มคนที่กำลังซ่อนตัว แต่พบเพียงต้นไม้เรียงรายและโขดหินใหญ่น้อย สิ่งที่บอกว่ามีความไม่ชอบมาพากล คือฝูงนกที่โบยบินอยู่ด้านบน ในลักษณะแปลก ๆ  ซึ่งเท่านั้นก็เพียงพอสำหรับสายตาจัดเจน
 
             ไม่นานนัก ความอดทนของอีกฝ่ายสิ้นสุดลงก่อน มีเสียงปืนดังขึ้นนัดหนึ่ง เปลือกไม้สูงจากพื้นดินสามเมตรด้านข้าง กระจายด้วยแรงลูกกระสุน
“ฉันรู้นะว่าพวกนายอยู่แถวนั้น ออกมาซะดี ๆ” เสียงร้องก้องดังมาจากแนวป่าด้านหน้า ห่างออกไปประมาณสามสิบเมตร มองไปเห็นแต่ใบไม้สีเขียวสีเหลืองไหวตามแรงลมและโขดหินสูงใหญ่เรียงราย

             “พวกฉันมีกันหลายคน” เสียงร้องดังมาอีก ดูเหมือนว่ามีการขยับตำแหน่งไปเรื่อย “แต่ก็ไม่อยากทำร้ายใคร พวกเราไม่ใช่ทหาร ออกมาพูดกันดีกว่า ว่าจะเอายังไง”
 
             พูดจบก็มีเสียงปืนดังมาอีกสามนัด สามทิศทาง คราวนี้วิถีกระสุนเฉียดใกล้เข้ามาห่างจากจุดที่ทั้งสองยืนนิ่งอยู่ไม่กี่เมตร แต่ดูเหมือนเป็นการยิงเตือนเท่านั้น

             “เห็นไหมพวก...” เสียงพูดดังแว่วมาอีก “ฉันรู้ตำแหน่งของนาย ถ้าพวกฉันคิดจะยิงจริง ๆ นายตายไปแล้ว” 

             “พวกทหารหนีทัพ” เอเดลหันมาบอกค่ารา ที่ยืนถือปืนพกเตรียมพร้อมอยู่ด้านหลัง สีหน้าท่าทางไม่ค่อยวิตกกังวลอะไรมากนัก “พวกนี้ถึงจะเคยเป็นทหาร แต่ก็แยกตัวออกมาเป็นกลุ่มอิสระแล้ว”

             “คุณรู้ได้ยังไง ไว้ใจได้ไหมคะ” หญิงสาวยังเป็นห่วงความปลอดภัย

             “รู้จากเสียงปืนที่พวกเขาใช้ เดี๋ยวผมจะออกไปเจรจาเอง คุณรออยู่นี่ อย่าไปไหนเด็ดขาด”  พูดจบเอเดลเดินออกจากหลังต้นไม้ ก่อนที่เพื่อนร่วมทางจะทักท้วงคัดค้าน แบมือทั้งสอง กางข้อศอกขึ้นเป็นมุมฉากในท่าทางยอมจำนน แต่สายตาเป็นประกายตื่นตัวตลอดเวลา จากนั้นไม่นานแนวป่าเบื้องหน้าก็มีชายวัยกลางคนรูปร่างผอมสูงเดินออกมา ในมือถือปืนยาวแบบตามสบาย แสดงถึงเจตนาไม่คุกคาม  ชายคนดังกล่าวไม่ได้อยู่ในชุดทหาร แต่อยู่ในชุดชาวบ้านธรรมดา ที่ดูค่อนข้างเก่าและรอยเย็บ

             “นายดูเหมือนไม่ใช่พวกต่อต้าน และก็ไม่ใช่พวกทหาร” เขาจ้องหน้าเอเดลอย่างพิจารณาด้วยสายตาไม่แสดงความคุกคามสักนิด

             “นายเองก็ไม่เหมือนพวกทหาร”  เอเดลว่า ชายร่างสูงหัวเราะด้วยท่าทางเป็นมิตรมากขึ้น หันไปทำไม้ทำมือส่งสัญญาณ ก่อนหันมาบอกกับเอเดลว่า

             “นายให้เพื่อนอีกคนออกมาเถอะ พวกฉันก็มีสามคนแค่นี้”  ว่าพลางหันไปพยักเพยิดให้ดูชายคนหนึ่ง ที่เดินออกมาทางด้านโขดหินขวามือ และผู้หญิงอีกคนเดินออกมาจากแนวป่าทางซ้ายมือ ทั้งสองถืออาวุธชนิดเดียวกันกับที่ชายร่างสูงใช้ เห็นดังนั้นเอเดลจึงยกมือเป็นสัญญาณให้คาร่าเดินออกมาบ้าง จากนั้นชายร่างผอมสูงแนะนำตัวเองว่าเขาชื่อ ไมค์ ผู้ชายอีกคนชื่อเจส ส่วนผู้หญิงชื่อเอมี่ เธอเป็นน้องสาวของไมค์และเป็นภรรยาของเจส  เป็นที่รู้กันว่าพวกกลุ่มของทหารหนีทัพเป็นปรปักษ์กับกองทัพของตัวเอง และไม่เป็นภัยกับพวกต่อต้านที่แยกตัวออกมาเช่นกัน  ศัตรูของศัตรูคือมิตร ทำให้การพูดคุยกันเป็นไปอย่างไม่ยาก

             ไมค์บอกว่าพวกเขาทั้งสามกำลังเดินทางไปดูสถานการณ์การรบ เพื่อหาทางป้องกันหมู่บ้าน พอดีมาเจอเอเดลกับคาร่าเสียก่อน  กองกำลังของไมค์อยูในหุบเขาด้านทิศตะวันตก ทุกคนพร้อมจะสู้ตายถ้าพวกทหารบุกเข้าไป แต่คงไม่ใช่เวลาอันใกล้นี้ 

             “พวกเราเบื่อสงคราม เบื่อการฆ่าฟันกันที่ไม่มีความหมาย เลยพากันหนีทัพ ออกมารวมกันเป็นสังคมพิเศษ”  ไมค์บอกอย่างชื่นชมกับการแตกทัพ “ทำไมพวกฉันต้องออกจากบ้านไปทำร้ายพวกนาย  ใช่... เราอาจต่างกันทางความคิด ทาง อะไร หลาย ๆ อย่าง แต่ไม่มีเหตุผลเลยที่จะไปทำร้ายคนไม่รู้จัก เพียงเพราะเหตุผลของพวกบ้าอำนาจ มันไม่ใช่ ฉันรู้ นายก็รู้”

             ความระแวงค่อยหายไป ทำไมเอเดลจะไม่เคยได้ยินข่าวการแตกแยกของกองกำลังแห่งรัฐ เพราะหลายคนเห็นผลเสียของการสู้รบยาวนาน แต่ละวันมีคำสั่งให้ออกไปทำร้ายใครก็ไม่รู้ ไม่เคยมีความอาฆาตแค้นส่วนตัวเลยสักนิด เอเดลเองก็อยู่ฝ่ายถูกรุกราน ที่ผ่านมาก็เป็นการป้องกันตัวเองและพวกฟ้อง ไม่ได้คิดจะไปยึดครองอะไรที่ไหน  น้ำหนักของผู้รุกรานกับฝ่ายป้องกัน จึงให้ความหมายและความรู้สึกแตกต่างกันมากมาย
 
             เอเดลมอบข้อมูลเกี่ยวกับแผนที่ ที่ตั้ง กองกำลัง แผนการของฝ่ายทหารให้กับไมค์ โดยไม่มีข้อแม้ใด เพราะข้อมูลทางทหารอยู่กับเขาก็ไร้ประโยชน์ แต่ถ้าอยู่กับกลุ่มแตกทัพ ข้อมูลเหล่านั้นจะมีความหมายมหาศาล โดยเฉพาะความปลอดภัยของกลุ่มนอกระบบ ไมค์และคนของเขามีสีหน้าดีใจ เพราะไม่ต้องเสี่ยงภัยออกไปหาข้อมูลให้เสียเวลา

             เมื่อรู้ว่าเอเดลและคาร่าจะเดินทางไปหุบเขาทางทิศเหนือ พวกของไมค์พากันมีสีหน้าเป็นห่วง  บอกว่าระยะไกลมาก การเดินทางยาวนานเกินไป  และชวนให้เข้ากลุ่ม เอเดลปฏิเสธความหวังดี เพราะจุดหมายปลายทางวางไว้แล้ว
 
             “เราไม่ไปพักกับพวกสักคืนหรือคะ”

.
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่