ถ้าคุณมีหัวหน้าแบบนี้จะรับมือยังไงคะ

คือเรามีหัวหน้าที่มีแต่พลังลบๆส่งมาให้เราตลอดระยะเวลาที่ทำงานด้วยกัน เลยอยากมาถามว่าแต่ละคนรับมือกับคนประเภทนี้ยังไงกันบ้างค่ะ แรกๆที่เราโดนเราไม่ได้โต้ตอบกลับแค่รับฟังและเงียบๆไป หลังๆที่เริ่มจะออกจากงานก็เริ่มมีการเถียงกลับไปบ้างแต่ก็ไม่ได้ดีขึ้นเขายิ่งจะโมโหมากกว่าเดิม เราเลยเลือกที่จะออกมาจากตรงนั้นแทนค่ะ เราจะขอระบายละกันเพราะอึดอัดมานาน ถ้าพิมพ์ผิดๆถูกๆหรือตั้งกระทู้ผิดห้องก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

เราจะแบ่งการอึดอัดในการทำงานกับหัวหน้าคนนี้เป็น2หมวด คือ 
- เรื่องงาน 
- ไม่ใช่เรื่องงาน 

1. เรื่องงาน 
- เอาเปรียบเรื่องการทำงาน เราไม่รู้ว่าโดยส่วนตัวเขาชอบหรือไม่ชอบเรานะ แต่ปกติเราจะไม่ค่อยชอบพูดอะไรมากถ้าไม่มีงานเราจะนั่งหาข้อมูลที่เราอยากรู้ของเราคนเดียว เคยโดนว่าเรื่องไม่ยอมพูดคุยในบทสนทนาที่เรากำลังคุยกันอยู่ เวลามีงานหรืออะไรก็จะให้เราทำตลอด หน้าที่เราตอนเขียนตอนบริษัทจะประเมินเขียนได้เป็นสิบๆข้อ เมื่อเทียบกับกันกับพนักงานอีกคนมีหน้าที่ไม่ถึง 5 ข้อ 

- เวลาที่โรงงานผลิตสินค้ามาผิด แต่ใบสั่งผลิตเราสั่งทำถูก แต่กลายเป็นความผิดเราซึ่งตรงนี้เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราผิด เรามีหน้าที่ทำใบสั่งผลิตและตรวจสอบตอนของมาถึง พอตรวจพบว่ามันผิดก็ไปแจ้งเขาแต่กลับมาพูดกับเราว่าอย่าให้มีอีกเป็นรอบที่2นะ แต่ถ้าเป็นอีกคนทำผิดแบบว่าสั่งผิดเลยนะ แต่กลับพูดแค่ว่าไม่เป็นไร ของที่ผิดก็เก็บไว้ขายเป็น stock 

- เป็นคนไม่รักษาคำพูด เช่น วันนี้ประกาศปรับราคาค่าขนส่งให้ลูกค้าฟรีถ้ายอดถึงหนึ่งหมื่นต่อ 10โล ถ้าสองหมื่นก็ส่งฟรีในระยะ 20 โล แต่พอลูกค้ามาซื้อจริงแล้วยอดถึง พอเราออกบิลไปส่งลูกค้าฟรีตามระยะที่ลูกค้าควรจะได้เกิดกลับคำไม่ส่งฟรีเฉย เราก็โดนลูกค้าว่าไปอีกว่าไหนบอกส่งฟรี ทำงานทีลำบากมากไม่รู้ว่าจะเอายังไงกันแน่ ข้อเนี้ยหัวหน้าเราเป็นบ่อยสุด สั่งอะไรไปพอทำก็ไม่พอใจให้เปลี่ยนไปเรื่อยๆ คือเหนื่อยมาก - ถ้าวันไหนลาป่วยถึงจะมีใบรับรองแพทย์ก็จะชอบพูดกัดว่าป่วยการเมืองหนีงาน 

- ชอบใช้อารมณ์มากกว่าจะฟังเหตุผล ปกติเราจะมีงานเร่งงานด่วนแบบลูกค้าสั่ง 10โมง อยากได้ของก่อนเที่ยง (กันสาด) เราก็ต้องออกไปช่วยคนงาน (มีคนเดียว) แต่พอ11โมงลูกค้ามารอ หัวหน้าก็จะออกมาว่าอารมณ์หงิดหงุดว่าทำไมทำแบบนี้ แล้วจะรู้มั้ยว่าไซร์ไหนเป็นไซร์ไหน แล้วก็หยิบสลับกันมั่วไปหมด ทำให้งานช้ากว่าเดิม เอาจริงๆเราเป็นคนทำ เรารู้ว่าไซร์ไหนเราว่างตรงไหน แต่แค่มันยังไม่เสร็จก็เลยยังไม่ได้เขียนป้ายระบุไว้

- เพิ่มหน้าที่งานให้นอกเหนือจากที่ตกลงและไม่ถามความเห็นจากเราก่อน แต่ก่อนที่นี่เคยมีแม่บ้านแต่พอยอดตกก็จะประหยัดงบบริษัทโดยการไม่จ้างแม่บ้านแต่ให้เรากับพี่อีกคนพลัดกันทำความสะอาดออฟฟิศ กวาด ถู เก็บขยะ และล้างห้องน้ำ พอปี 63 คนยกของลาออกก็เพิ่มหน้าที่ให้เราเป็นตัวหลักในการทำหน้าที่ยกของตัดกันสาดแทนคนที่ออกไป ส่วนพี่อีกคนมีหน้าที่มาคอยช่วยแต่ไม่หนักเท่าเรา ถ้าวันไหนมีลูกค้าเขาจะให้อีกคนรับลูกค้าส่วนเราให้ออกมาทำที่โกดังเป็นคนงานยกของและตัดกันสาดไป ถ้าทำเสร็จแล้วก็ต้องไปเคลียร์งานเอกสารหน้าที่หลักของเราอีกทีทั้งหมดนี้ไม่ได้เพิ่มเงินเดือนให้นะคะ สุดท้ายเราเลือกลาออกโดยแจ้งล่วงหน้า 2 อาทิตย์ และให้เหตุผลว่าร่างกายไม่ไหวแล้วกับการยกของหนักๆเป็นเวลา 4 เดือน ในส่วนนี้เราก็รู้ตัวเองนะคะว่ามีส่วนที่ผิดที่ไม่แจ้งล่วงหน้า1เดือน แต่เราคิดแล้วว่าเวลานี้เราต้องเอาตัวเองไว้ก่อน เพราะตอนที่เราอยู่ก็ไม่ค่อยจะรักษาน้ำใจหรือช่วยทำอะไรให้รู้ดีหรืออยากอยู่ต่อเลย มีแต่คำพูดไม่ค่อยดี ตอนไปยื่นลาออกก็โดนว่านะคะ ว่าเห็นแก่ตัว แต่ก็ยอมรับค่ะ เพราะเราไม่ไหวจริงๆ

- ไม่แยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกัน บางทีเขาอารมณ์ไม่ดีมาจากที่บ้าน พอมาถึงที่ทำงานก็มีอาการหงุดหงิดวางแฟ้มกระแทกเสียงดัง หน้าตาไม่รับแขก พอเราต้องคุยเรื่องงานกับเขา ถามอะไรก็ไม่ตอบทำเหมือนเราเป็นอากาศ 

- งานเข้า 8.30น ถ้าเราไปถึงก่อนต้องทำงานเลยไม่สามารถไปนั่งกินข้าวได้ แต่ตัวกินได้ถึง 9.00น. อันนี้จะเป็นแต่กับพนักงงานยกของนะคะ 

2. ไม่ใช่เรื่องงาน

- โมโหทุกครั้งที่มีคนมาจอดรถที่ของตัวเองไม่เว้นแม้แต่ลูกค้า ด่าจนลูกค้าไม่กล้าเข้ามาสั่งของ แล้วพาลมาลงที่เราว่าทำไมไม่เฝ้าที่จอดรถให้
- เคยโดนตะคอกเพราะดีเจเปิดเพลงที่ตัวเองชอบ 
- ชอบว่ารูปร่างหน้าตาคนอื่นว่าไม่ดี เพื่อความสนุกปากของตัวเอง 
- ป้าร้านขายข้าวก็เคยตะคอกใส่เพราะรับโทรศัพท์ช้า (โมโหหิว) 
- เคยโดนว่าว่าเป็นเพื่อนกับตัวเงินตัวทอง 
- ชอบพูดนินทาคนอื่นถ้าไม่ร่วมวงด้วยก็จะโดนซะเอง 
- เคยโดนว่าเรื่องเสียบปลั้กว่าพ่อแม่ไม่เคยสั่งสอนหรือไง แต่พอเราบอกว่าปลั้กมันต้องเสียบไปทางนี้อยู่แล้ว เพราะเขาทำรูมาให้เสียบไปทางนี้ พอเขาเห็นก็หัวเราะแล้วพูดว่าอ้าว ว่าไปแล้ว แต่ก็ไม่เคยขอโทษ 

- มีครั้งนึงเราอกหัก ยอมรับว่าอาจจะซึมๆไม่ค่อยคุยกับใครแต่เราก็ไปทำงานปกติ พอถึงช่วงพัก ก็โดนหัวหน้าว่า อย่ามาเศร้าให้เห็นนะ ไม่ชอบ ด้วยน้ำเสียงแบบไม่พอใจเอามากๆ ซึ่งอันนี้เราไม่รู้เหมือนกันว่าเราทำอะไรผิด เราแค่คิดว่าช่วงนั้นเราแค่ไม่ร่าเริงไม่ค่อยคุยเล่น นั่งทำงานเงียบๆ อาจจะทำให้บรรยากาศในที่ทำงานมันอึดอัดมั้ง อันนี้เราก็ยอมรับนะ 

- ชอบว่าเรื่องอาหารการกิน อันนี้เรามองในแง่บวกว่าเขาอาจจะเป็นห่วง แต่บางทีก็มากเกินไปจนอึดอัดไม่อยากให้เขามานั่งกินด้วย 
- ชอบว่ารูปร่างตาของแฟนเรา อันนี้คือไม่ชอบจริงๆ แฟนเราเราก็ไม่อยากให้ใครมาว่า แล้วเขาก็ไม่ได้รู้จักแฟนเราดีขนาดที่ค้องมานั่งวิจาร์สนุกปากแบบนี้ 

คราวๆก็จะมีประมาณนี้คือมันมียิบย่อยเอาที่เป็นหลักๆพอ หลักๆที่เราทนทำมาได้ตั้ง5ปี เพราะกลัวการเริ่มต้นใหม่ในที่ทำวานใหม่ๆ แต่หลังๆทั้งร่างกายและจิตใจเริ่มจะหมดแรงเลยคิดว่าควรออกมาจากสังคมพลังลบแบบนี้ได้แล้ว คือช่วงนั้นเป็นคนเครียดและชอบมองทุกอย่างเป็นเรื่องแย่ๆไปหมด แต่ดีที่แฟนเราคอยให้กำลังใจและเป็นพลังบวกให้เรามาเสมอ ตอนนี้ขีวิตดีกว่าแต่ก่อนเยอะมากค่ะ สังคมในที่ทำงานใหม่ดีค่ะ ไม่มีคนมานั่งจับผิดคอยนินทา ต่างคนต่างทำงาน รู้สึกโอเคมากๆเลยค่ะ 
 
ปล. เราก็เป็นพนักงานคนหนึ่งที่ก็เคยทำงานผิดพลาด การโดนว่าเรื่องงานที่เราผิดพลาดเรายอมรับได้ค่ะ เพราะผิดจริง แต่ข้างต้นที่พูดไปมันก็คือส่วนที่เราคิดว่าเราไม่ค่อยโอเคกับเรื่องพวกนี้ค่ะ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่