นักเตะไทยก็ไม่ถึงกับวิ่งน้อยนะ แต่การวิ่งมันไม่มีประสิทธิภาพ

ผมคิดว่าจริงๆนักเตะเราก็วิ่งได้ ok นะครับ ระยะทางที่เคยเห็นจากเครื่องวัดก็ 10-11 กิโลต่อเกม  แต่ทำไมมันดูวิ่งน้อยจัง เวลาเกมรุกก็ดูไม่ค่อยเติม เติมไม่ทัน เวลาเกมรับก็ดูไม่ค่อยประกบ วิ่งเหยาะ ๆ  เวลาเพื่อนได้บอลก็หาช่องจ่ายยาก ยืนห่าง โอเคล่ะ ความฟิตก็ส่วนนึง แต่ทั้งหมดนี้ผมคิดว่าเกิดจาก "ประสิทธิภาพโดยรวม" ครับ เปรียบเหมือนเศรษฐศาสตร์ที่ว่าถ้าเรามีเงินจำกัดเราจะซื้อของถูกและดีที่สุดได้อย่างไร

                         เงินในที่นี้ก็คือแรง พละกำลัง ของที่ดีก็เหมือนการเล่นเกมรุกที่สร้างสรรค์โอกาสทำประตู และเกมรับที่สร้างกำแพงป้องกันที่หนาแน่นและแข็งแกร่ง  เคยฟังสัมภาษณ์นิชิโนะ เค้าบอกว่าที่ญี่ปุ่นนักฟุตบอลญี่ปุ่นทุกคนจะกล้าตะโกนหรือสื่อสารเพื่อนร่วมทีมว่าคนไหนให้วิ่งยังไง ในห้องประชุม  ตำแหน่งไหนใกล้ๆกันจะสื่อสารกันตลอดเพื่อให้ประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับสูงตลอด (เหมือนที่น้องกันต์ผายมือให้เพื่อนตลอดทั้งเกม) ถ้าคนไหนวิ่งไม่เป๊ะ วิ่งออกนอก track เพื่อนหลายคนจะคอยสื่อสารให้เข้าที่เข้าทาง  หมายความว่าทุกคนจะมี map หรือแผนที่ในหัวที่ถูก set มาเหมือนกัน (และต้องเป๊ะเป็นภาพเดียวกัน) ว่าการวิ่งแบบไหนที่ทำให้ทีมเกิดประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ไลน์การวิ่งเกมรุก เกมรับ การคุมโซน โดยที่ประสิทธิภาพนี้จะ " สูงสุด " ได้ก็ต่อเมื่อทุกคนทำตามแบบเป๊ะๆ มีวินัยทุกคน ถ้าคนนึงหลุดการวิ่งวิ่งช้า ไม่เป๊ะ ใน play นั้นอาจจะพังไปเลย แปลว่าอีก 4  คนที่เหลือวิ่งฟรีครับไม่ว่าจะรับและรุก 

                         ผมลองเปรียบเทียบกับว่ามีคน 5 คนช่วยกันยกและส่งของต่อๆกันไปจากคนที่ 1 ไปถึงคนที่ 5 แล้วค่อยวางบนโต๊ะนะครับ  ถ้าทุกคนเข้าใจตรงกันว่าพอคนที่ 1 ยกและเหวี่ยงของมาทางฝั่งคนที่ 2 คนที่ 2 ต้องได้จังหวะเหวี่ยงแขนมาพอดีที่จะรับของต่อจากคนที่ 1 (ขณะนี้คนที่ 3 ต้องส่งของชิ้นก่อนให้เสร็จแล้วนะครับเพื่อเตรียมเหวี่ยงแขนกลับมารับให้ได้จังหวะพอดีกับที่คนที่ 2 เหวี่ยงของมาทันพอดี) เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ เท่ากับว่าเราสามารถขนของทุกชิ้นโดยใช้แรงของทั้งทีมน้อยที่สุด ไม่ไปเสียกับเวลา deadair ยืนเฉยๆ เอี้ยวซ้ายเอี้ยวขวา คน 3 ยังส่งไม่เสร็จคน 2 ต้องรอ ซึ่งตรงนี้สำคัญมากและผมคิดว่าไม่ใช่การที่จะมาฝึกกันตอนโตได้ง่ายๆ  มันต้องเป็น reflex ในจิตใต้สำนึกผ่านการฝึกและทำซ้ำๆ (ในขณะที่เพื่อนร่วมทีมก็ต้องเชี่ยวชาญเหมือนกันด้วย) และสำคัญมากที่ต้องฝึกภายใต้โค้ชที่เห็นภาพใหญ่ของการทำงานหรือแผนการเล่นที่ถูกต้องด้วย  ถ้าโค้ชยังไม่เห็นถึงภาพใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดก็เป็นไปไม่ได้ที่นักเตะจะเข้าใจว่าจะทำไปเพื่ออะไร  

                        ลองสังเกตดูครับ สิ่งนี้ต้องใช้วินัยและความอดทนเป็นอย่างมาก นั่นคือเหตุผลว่าทำไม ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม ถึงทำได้ดี แต่ละคนของเวียดนามดูไม่ได้เก่งอะไรมาก แต่รวมเป็นทีมแล้วญี่ปุ่นยังแทบเจาะไม่เข้า นั่นก็เพราะวินัยเค้าสูงมาก สร้างรูปแบบการเล่นในภาพใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ " สูงสุด " ให้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาการแข่งขัน โดยที่ (คหสต.) ใช้แรงอาจจะไม่ต่างจากเราหรือมากกว่าเรานิดหน่อย  แต่แน่นอนว่าถ้าใครยิ่งฟิตมาก มีแรงมาก เปรียบเหมือนมีเงินมาก และยังสร้างเกมที่มีประสทธิภาพในระดับสูงได้ตลอดเวลา (ซื้อของถูกได้ตลอด)  เปรียบเหมือนเค้ามีเครื่องยนต์เทอร์โบ 2 เครื่อง ในขณะที่ทีมที่ไม่ค่อยฟิตแถมยังสร้างเกมในภาพใหญ่ที่ไม่ค่อยประสิทธิภาพ (วิ่งเป็นโซนหลวมๆ เหยาะๆ แค่ 1 คน การรับหรือรุกนั้นจะมีประโยชน์น้อยกับทีมโดยรวมและเปลืองแรงกับทุกคน)  เหมือนแพ้ตั้งแตยังไม่แข่งเพราะต่อให้คู่แข่งเยอะเหลือเกิน 

                       นี่ยังไม่รวมการเคลื่อนไหวที่ไม่มีประสิทธิภาพที่ทำให้เปลืองแรงโดยใช่เหตุ เช่น การจับบอลแรกไม่เนียน ทำให้ต้องเสียแรงแต่ง ม้วน หรือเทคนิดการยิงที่ไม่ดี ทำให้ต้องง้างขาไกล แถมลูกยิงที่ได้เบาและไม่แรง (สังเกตน้องกันต์ ง้างขาน้อย วางเท้าดี ออกแรงไม่มากแต่ลูกพุ่งแรงและเร็วกว่ามาก)  สิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้พอรวมๆกันทั้งแมตช์มันเหมือน butterfly effect ที่ผมคิดว่าส่งผลให้รูปเกมของเรามันดูต่างชั้นกับทีมชั้นนำ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี มาก แข่งที่ไหนเมื่อไหร่ เท่ากับว่าเราต่อให้เค้าหลายเด้งตั้งแต่ยังไม่แข่ง  ไม่แปลกที่เราจะแพ้กระจุยกระจาย เหนื่อยกว่าเค้าแถมโดนถลุง 

                       ทางแก้ผมคิดว่าทางลัดที่สุดคือต้องส่งเด็กๆ ออกไปฝังตัวที่ลีกมาตรฐานให่ได้มากที่สุดและเยอะที่สุด เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้เราพูดภาษาฟุตบอลให้ได้เหมือนสากลโลกให้ได้มากที่สุด ส่วนในประเทศเราจ้างเอคโคโน่มาผมว่าก็ ok ระดับหนึ่ง วางรากฐานที่ถูก อบรมโค้ช พวกนี้มันต้องใช้เวลามาก เงินมาก ถ้า รัฐบาลสนับสนุนให้เด็กไทยออกไปกันเยอะๆ ตั้งแต่ 7-8 ขวบ ให้ได้มากที่สุดเลยครับ 50 คน 100 คน ก็ต้องสนับสนุน (อาจจะมีค่าใช้จ่ายที่รัฐหรือสมาคมต้องส่งเสริมจริงจัง) ถ้าทำได้ผมว่าเด็กพวกนี้แหละจะกลับมาเป็นกำลังหลักทั้งในวัยนักเตะและในวัยแก่ตัวก็ยังมาช่วยกระจายกันวางรากฐานให้วงการเราได้ในระยะยาวครับ เหมือนฝึกภาษาอังกฤษและครับ นั่งเรียนที่เมืองไทยจนแก่ยังพูดได้งูๆปลาๆ ต่อให้ฝรั่งมาสอนก็เถอะ  ถ้าออกไปเมืองนอกตอนเด็ก เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมแค่ไม่กี่ปีก็คล่องปร๋อ แถมพูดได้ไปตลอดชีวิตด้วย
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่