ดูแลคนชรา ผู้เป็นแม่ อายุ 81 จากการที่ให้ความเมตา กลับกลายมาเป็นความทุกข์ ที่ได้รับเพราะทิฐิ ภายในจิตใจ ของคนแก่ ตั้งแต่สมัยๆสาว ที่มีมาก มากซะจนกลายเป็นแบบนี้
ไม่รู้ว่าทำกรรม ทำบาปอะไรไว้ ตั้งแต่เล็กจนโต คนที่เป็นแม่ ก็ไม่ได้รักหรือเมตตา ไม่ปรารถนาที่จะเลี้ยงดู ส่งลูกสาวคนกลาง คนเดียว ให้ไปอยู่อาศัยกับญาติคนอื่นๆ หมุนเวียน กันดูแล
พอถึงวัยเรียนก็ไม่สนับสนุนให้ศึกษาเล่าเรียน ประคบประหงมแต่ลูกๆผู้ชาย เต็มที่ ยอมเป็นหนี้เป็นสิน ทุ่มเท เพื่อพวกเขา
พอเราโตขึ้นมา เรียกว่าพอใช้งานได้ ก็ไปรับกลับมาให้ช่วยทำงานหาเงิน เข้าบ้าน
ส่วนลูกชายคนโต กิน,นอน,เมา,ใช้ยาเสพติด โดยที่แม่คอยปรนเปรอ
ส่วนน้องชายคนเล็ก ติดเกมส์ เรียนไม่จบ ไถ่เงิน งานการก็ไม่ได้ทำเหมือนกัน แม่ก็ดูแลเค้า2คนเป็นอย่างดี
โดยที่เราอายุ 12 ก็ต้องเริ่มทำงานหาเงิน เข้าบ้านให้แม่ เงินทุกบาท ที่เราหามา เราไม่เคยได้ใช้ ขาดไป10-20 บาท แม่ก็จะด่าและทุบตีเรา
ยามเราป่วยต้องแอดมิท นอนรพ,อยู่เกือบ20วันแม่ไม่เคยไปเยี่ยม หรือส่งอาหาร หรือถามข่าวคราวเราเลย
มีแต่ลูกพี่ลูกน้องญาติคนอื่นๆไปเยี่ยม ไปรับกลับบ้านเมื่อออกจากรพ, แม่ให้เหตุผลว่า กับญาติว่า ต้องทำงาน กุเหนื่อย กุ ไม่มีเวลา.!!! 😢😢
อาหารที่บ้านแม่จะทำแบ่งไว้ให้
พี่ชายกับน้องชาย เป็นอย่างดี ถ้าเราเหนื่อยเราหิว กลับเข้าบ้านกับข้าวและอาหาร ที่แม่ทำ
เราไม่มีสิทธิ์ได้กิน เพราะแม่ไม่ได้ทำเอาไว้ให้เรา เงินไม่มีติดตัว อาหารไม่มี โซซัดโซเซ ไปเจอ
หลวงตาองค์นึง
ท่านสงสาร ท่านเมตตาให้ข้าว,ให้ขนม
เราตอบแทนหลวงตา คือการล้างบาตร กวาดถู กุฏิ ซักจีวร
แต่แล้ว..วันนึงหลวงตา ท่านประสบอุบัติเหตุทางรถ
ท่านมรณะภาพ เราเริ่มเคว้งคว้าง อีกครั้ง จับพลัดจับพลู
ไปเจอ ผู้ใหญ่ท่านนึง เป็นผู้ใจบุญ เจอกันตามงานบุญ ที่วัด เข้ามาคุย จึงพาเราออกมาจากบ้าน รับเรามาอุปการะ ดูแลเป็นอย่างดี บนความโชคร้าย ก็ยังมีความโชคดี อยู่ด้วยเสมอ 😊😊
โลกกลม++กรรมลิขิต
แม่และพี่ชาย++ลูกสะใภ้ หอบหิ้วกันเข้ามาขออยู่อาศัยกับเราด้วย เงินเดือนเรา7000สมัยนั้น ดูแล ถึง6ชีวิต ทำงานอยู่คนเดียวเหมือนเดิม พวกเค้าก็ไม่วายยังสร้างปัญหา มาให้เราแบกรับ อยู่เสมอ
จนวันนึงเราทนไม่ไหวต้องหอบลูกสาวเรา2คนหนี ไปตั้งหลักอยู่ที่อื่น
พอเริ่มตั้งหลักได้ แม่เราก็ขอร้องตามมาอยู่กับเราด้วย ให้เหตุผลว่าแก่แล้ว (อายุ63กว่าๆ)ทำงานไม่ไหว พี่ชาย,น้องชายก็ไม่เอาไหน เลี้ยงดูตัวแม่ไม่ได้
เราก็รับแม่เอาไว้อีก เพราะยังไงเสีย บาปบุญแม่ คือผู้ให้กำเนิด นิสัยเสียๆ ของแม่เรามีมากมาย เพราะทิฐิ ที่มีมานาน เมื่อมาอยู่กับครอบครัวเรา ก็จะใช้นิสัยเดิมๆแรงๆ กับเราและสามีเราเสมอ
สามีเรา ก็สุดแสนจะเอือม..ระอา กับแม่เรามากๆ แต่เค้าก็ทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้
เราทะเลาะกับแม่เราบ่อยๆ ทะเลาะ ถกเถียงกัน จะด้วยอารมณ์หรือเหตุผล แม่จะไม่ฟัง จะให้เหตุผลว่า ตัวเค้าเองเป็นแม่ คนเป็นลูกไม่มีสิทธิ์เถียงหรือคัดค้าน
ยกมือท่วมหัวสาปแช่งเราทกครั้ง แล้วก็จะเก็บเสื้อผ้าไปอยู่กับญาติคนอื่นๆ ไปอยู่ก็ไปได้ไม่นาน ก็ไปทะเลาะถกเถียง จนญาติๆหลายๆบ้าน หลายๆคน ตั้งแง่ รังเกียจ ญาติบางบ้านประกาศว่า ห้ามแม่เรา กลับมาเหยียบที่บ้านพวกเค้าอีก
เป็นอยู่แบบนี้ วนๆไป จนวันนึง ลูกชายคนโตสุดที่แม่เราไม่เคยเลี้ยงดู คนละพ่อ จับแม่เราใส่รถแล้วพากันเอามาโยนทิ้งไว้ให้เราดูแล โดยเค้าพูดว่า ไม่ไหวแล้ว เลี้ยงดูไม่ไหวแล้ว ไม่อยากจะติดคุก เพราะจะหลุดเรื่องของการคุมอารมณ์ ประเดี๋ยวเค้าจะพลั้งมือฆ่าผู้บังเกิดเกล้าตาย
เราจึงต้องเป็นฝ่ายดุแลอีกครั้ง ตอนที่มาแรกๆ สังเกตุอาการและพฤติกรรม ของแม่เราคือ สกปรก,ผมเพ้ารุงรัง,เสื้อผ้าขาดรุ่ย,พูดจาไม่อยู่กระล่องกระลอย,ตาอักเสบเป็นหนอง,ผอมแห้งเพราะไม่ยอมกินอาหาร,เพ้อหวาดระแวง, เราจึงต้องเริ่มต้นจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้แม่ใหม่ทั้งหมด เสื้อผ้า,หน้าผม,อาหาร,ที่นอน,ของใช้ที่จำเป็น,และพาไปรักษา พบหมอสมองและระบบประสาท,อายุกรรม,จิตแพทย์
หมออ่านผล CT scan และเทศร่างกาย ดูจากผลเลือกจากแล็ป ก็บอกว่าไม่มีปัญหาอะไรที่จะต้องเป็นห่วงมากนัก เกี่ยวกับสมอง ที่ดูผิดเพี้ยนไปก็น่าจะตามวัยของผู้สูงอายุ สุขภาพกายแข็งแรงไม่มีโรคประจำตัวอะไร ให้ต้องกังวล
ส่วนทางหมอจิตแพทย์ บอกว่า แม่เราป่วยทางจิตให้ยาคุมอาการ วุ่นวาย,ภาพหลอน,หูแว่ว,และให้เหตุผลกับเราว่า โรคที่แม่เราเป็นอยู่ไม่สามารถที่จะรักษาหายได้แล้ว เข้าขั้นรุนแรง
หลงผิด
-เริ่มจากไม่ยอมเดิน
-เริ่มจากไม่ยอมเคี้ยวอาหารด้วยตัวเอง
-เริ่มไม่ยอมช่วยเหลือตัวเอง (เพราะแม่จะให้เหตุผลว่า ตัวแม่เองป่วยมากๆๆๆ ทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้เลย) ต้องให้เราเป็นคนทำดูแล แบบชนิดที่เรียกว่า แถบจะต้องเคี้ยวข้าวแล้วตักป้อนใส่ปาก (ยิ่งกายภาพไม่ต้องพูดถึง ไม่ยอมทำแน่นอน) เหนื่อยเมื่อยเจ็บ โอยๆๆๆ
สรุปๆไม่ยอมทำอะไรด้วยตัวเองเลย (เพราะว่าไม่อยากทำ) แอบอยู่ข้างที่นอน เอาเสื้อมาห่อแอบซ่อนเอาไว้ ฉี่ก็ไม่ยอมเข้าห้องน้ำ ฉี่ที่พื้น พื้นตรงไหนที่เปียก ก็จะกระถัดหนีไปอยู่ตรงที่แห้งๆ
อาหารถ้าไม่ถูกใจจะแอบเอาไปเท **เอาไปซ่อน** จนมดขึ้น เหม็นบูด แล้วก็บอกเราว่า เค้าไม่ได้ทำ เค้าไม่รู้
จนวันนึงเดินไม่ได้จริงๆ กระถัดได้ไปกับพื้น พูดคุยสื่อสารได้ ร้อน,หนาว,เผ็ด,หวาน,บอกความต้องการของตัวเองได้ทั้งหมด ยกเว้น อึ,ฉี่, ไม่ยอมบอก อยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ก็จะรื้อข้าวของ กระจุยกระจาย เหมือนๆ กับว่า แม่เรากำลัง พยายามทำทุกอย่าง
ให้เราเข้าไปสนใจในตัวเค้า ขว้างปาข้าวของ, ส่งเสียงดัง ตี2ตี3 เพื่อเรียกร้อง ปลุกเราให้ตื่นขึ้นมา เล่นเกมส์ อารมณ์ไปกับเค้า
เราเลยแยกบ้าน เช่าห้องให้แม่อยู่เป็นห้องโล่งๆ ติดกล้องวงจรปิด เอาไว้ดู ถ้าไม่ทำแบบนี้เราจะไม่ได้พักผ่อนเลย หลังจากที่แม่เราอยู่คนเดียว แม่เราหายจากอาการหูแว่ว, หายจากอาการหวาดระแวง,โดยที่ไม่ต้องใช้ยานั้นๆ ไม่ร้องโอดโอย ครวญครางอีกต่อไป (แอบ งง เพราะ ตอนที่อยู่กับเราแม่เรามีอาการมาก) กินข้าว,กินอาหารเอง ไม่ต้องปั่นและ เคี้ยวเอง นอนเอง,ห่มผ้าเอง ไม่ต้องคอยอุ้มไปนอน 🙄🙄 งง
หน้าที่เรา คือทำความสะอาดสถาน ร่างกาย,อาหาร 3มื้อ,ยา ปัจจุบันแม่เราใช้แพมเพิส แต่ก็ไม่วาย แอบฉีก แอบแหวกช่องข้างขา แล้วปล่อยให้ตัวเองฉี่ลงพื้น เรี่ยราด
ทุกครั้งที่แม่เราทำแบบนี้ ก็จะหาทีนั่งแอบ มุมห้อง มุมที่กล้องวงจรปิดจะมองไม่เห็น, แม่เรารู้ว่าห้องที่แม่เราอยู่ มีกล้องวงจรปิด คอยดูอยู่ รู้ดีเอาซะมากๆด้วย
สภาพห้องโดยรวม คือห้องโล่งๆ ไม่สามารถทำอะไรให้เราสนใจได้
นอกจาก การฉีกแพมเพิส
เล่นฉี่ เล่นอึ แล้ว
--เสริมๆ (ไม่ทานอึ,ทานฉี่) นะคะ
**เพราะแม่เรารู้ว่าไม่ใช่ของกิน**--
เพราะถ้าเราเห็นพฤติกรรมแบบนี้ เราจะต้องรีบเข้าไป เพื่อเคลียร์ปัญหาทันที แน่นอน ว่าเราย่อมจะมีอารมณ์อยู่แล้ว
พอเราบ่น เราถาม เราต่อว่า แม่ก็จะยกมือไหว้ ขอโทษ, ขอโอกาส เป็นรอบที่พันครั้ง จากนั้น ก็จะทำแบบนี้อีกเหมือนเดิม
พอเราดุ เสียงดังใส่ แม่ แม่ก็จะยกมือท่วมหัว สาธุๆ ๆ
แช่งเราอีกเหมือนเดิม ตั้งแต่ ยังไม่แก่ ยันจนอายุ81ก็แช่งเรื่อยมาตลอด ชินแล้วค่ะ
เรื่องการฟังพระ สวดมนต์ ไม่ต้องเลยค่ะ ไม่ยอมฟ้ง เพราะแม่เราจะฟังแต่เสียงผี ผีที่สั่งให้แม่เราทำเท่านั้น เมื่อเวลาที่แม่เราโดนเราดุ ก็จะโทษผี ว่าผีสั่งให้ทำ 😅 ทุกอย่างโทษผีหมด
(กู่ไม่กลับ)
ปัจจุบันเป็นเราคนเดียว ที่ดูแลแม่ ลาออกจากงานที่ทำ เอาเงินเก็บที่มีมา ใช้จ่าย ลูกๆ คน อื่นๆ แน่นอนค่ะ ว่าไม่ได้ช่วยอะไรเลย เรื่องเงิน หรือกระทั่งโทรมาถามซะด้วยซ้ำ พวกเขาอยู่สุขสบายดี ทุกคน
ไม่หวังบุญ มาก บารมีมาก จากกลายเลี้ยงดูแม่ ทุกวันนี้ ขอแค่ให้แม่จากไปแบบสงบ แบบไม่ทนทุกข์ทรมานก็พอ คนเราบั้นปลายก็ไม่พ้นความตาย กันอยู่ดี จากใจที่เคยเย็นชาตั้งแต่เด็ก จนมาถึงวันนี้ จากสิ่งที่แม่ทำ ทำ ยิ่งทำให้เราไม่เศร้าไม่อาลัย ในตัวแม่ คิดอยู่เสมอ
เมื่อให้เมตตา,เวทนา, ก็ไม่เคยบังเกิดผลใดๆ ดังนั้นจึงทำให้ได้แค่ความอนุเคราะห์ จนสิ้นชาติขาดกันในชาตินี้ แค่นั้น
สรุปไม่ได้ ว่า คนแก่ป่วยจิตจริงๆ หรือว่า ล้อเล่นกันแน่ ว๊าา..แย่จัง 😅😅
เป็นจริงๆ สมองเสื่อม หรือ แกล้ง
ไม่รู้ว่าทำกรรม ทำบาปอะไรไว้ ตั้งแต่เล็กจนโต คนที่เป็นแม่ ก็ไม่ได้รักหรือเมตตา ไม่ปรารถนาที่จะเลี้ยงดู ส่งลูกสาวคนกลาง คนเดียว ให้ไปอยู่อาศัยกับญาติคนอื่นๆ หมุนเวียน กันดูแล
พอถึงวัยเรียนก็ไม่สนับสนุนให้ศึกษาเล่าเรียน ประคบประหงมแต่ลูกๆผู้ชาย เต็มที่ ยอมเป็นหนี้เป็นสิน ทุ่มเท เพื่อพวกเขา
พอเราโตขึ้นมา เรียกว่าพอใช้งานได้ ก็ไปรับกลับมาให้ช่วยทำงานหาเงิน เข้าบ้าน
ส่วนลูกชายคนโต กิน,นอน,เมา,ใช้ยาเสพติด โดยที่แม่คอยปรนเปรอ
ส่วนน้องชายคนเล็ก ติดเกมส์ เรียนไม่จบ ไถ่เงิน งานการก็ไม่ได้ทำเหมือนกัน แม่ก็ดูแลเค้า2คนเป็นอย่างดี
โดยที่เราอายุ 12 ก็ต้องเริ่มทำงานหาเงิน เข้าบ้านให้แม่ เงินทุกบาท ที่เราหามา เราไม่เคยได้ใช้ ขาดไป10-20 บาท แม่ก็จะด่าและทุบตีเรา
ยามเราป่วยต้องแอดมิท นอนรพ,อยู่เกือบ20วันแม่ไม่เคยไปเยี่ยม หรือส่งอาหาร หรือถามข่าวคราวเราเลย
มีแต่ลูกพี่ลูกน้องญาติคนอื่นๆไปเยี่ยม ไปรับกลับบ้านเมื่อออกจากรพ, แม่ให้เหตุผลว่า กับญาติว่า ต้องทำงาน กุเหนื่อย กุ ไม่มีเวลา.!!! 😢😢
อาหารที่บ้านแม่จะทำแบ่งไว้ให้
พี่ชายกับน้องชาย เป็นอย่างดี ถ้าเราเหนื่อยเราหิว กลับเข้าบ้านกับข้าวและอาหาร ที่แม่ทำ
เราไม่มีสิทธิ์ได้กิน เพราะแม่ไม่ได้ทำเอาไว้ให้เรา เงินไม่มีติดตัว อาหารไม่มี โซซัดโซเซ ไปเจอ
หลวงตาองค์นึง
ท่านสงสาร ท่านเมตตาให้ข้าว,ให้ขนม
เราตอบแทนหลวงตา คือการล้างบาตร กวาดถู กุฏิ ซักจีวร
แต่แล้ว..วันนึงหลวงตา ท่านประสบอุบัติเหตุทางรถ
ท่านมรณะภาพ เราเริ่มเคว้งคว้าง อีกครั้ง จับพลัดจับพลู
ไปเจอ ผู้ใหญ่ท่านนึง เป็นผู้ใจบุญ เจอกันตามงานบุญ ที่วัด เข้ามาคุย จึงพาเราออกมาจากบ้าน รับเรามาอุปการะ ดูแลเป็นอย่างดี บนความโชคร้าย ก็ยังมีความโชคดี อยู่ด้วยเสมอ 😊😊
โลกกลม++กรรมลิขิต
แม่และพี่ชาย++ลูกสะใภ้ หอบหิ้วกันเข้ามาขออยู่อาศัยกับเราด้วย เงินเดือนเรา7000สมัยนั้น ดูแล ถึง6ชีวิต ทำงานอยู่คนเดียวเหมือนเดิม พวกเค้าก็ไม่วายยังสร้างปัญหา มาให้เราแบกรับ อยู่เสมอ
จนวันนึงเราทนไม่ไหวต้องหอบลูกสาวเรา2คนหนี ไปตั้งหลักอยู่ที่อื่น
พอเริ่มตั้งหลักได้ แม่เราก็ขอร้องตามมาอยู่กับเราด้วย ให้เหตุผลว่าแก่แล้ว (อายุ63กว่าๆ)ทำงานไม่ไหว พี่ชาย,น้องชายก็ไม่เอาไหน เลี้ยงดูตัวแม่ไม่ได้
เราก็รับแม่เอาไว้อีก เพราะยังไงเสีย บาปบุญแม่ คือผู้ให้กำเนิด นิสัยเสียๆ ของแม่เรามีมากมาย เพราะทิฐิ ที่มีมานาน เมื่อมาอยู่กับครอบครัวเรา ก็จะใช้นิสัยเดิมๆแรงๆ กับเราและสามีเราเสมอ
สามีเรา ก็สุดแสนจะเอือม..ระอา กับแม่เรามากๆ แต่เค้าก็ทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้
เราทะเลาะกับแม่เราบ่อยๆ ทะเลาะ ถกเถียงกัน จะด้วยอารมณ์หรือเหตุผล แม่จะไม่ฟัง จะให้เหตุผลว่า ตัวเค้าเองเป็นแม่ คนเป็นลูกไม่มีสิทธิ์เถียงหรือคัดค้าน
ยกมือท่วมหัวสาปแช่งเราทกครั้ง แล้วก็จะเก็บเสื้อผ้าไปอยู่กับญาติคนอื่นๆ ไปอยู่ก็ไปได้ไม่นาน ก็ไปทะเลาะถกเถียง จนญาติๆหลายๆบ้าน หลายๆคน ตั้งแง่ รังเกียจ ญาติบางบ้านประกาศว่า ห้ามแม่เรา กลับมาเหยียบที่บ้านพวกเค้าอีก
เป็นอยู่แบบนี้ วนๆไป จนวันนึง ลูกชายคนโตสุดที่แม่เราไม่เคยเลี้ยงดู คนละพ่อ จับแม่เราใส่รถแล้วพากันเอามาโยนทิ้งไว้ให้เราดูแล โดยเค้าพูดว่า ไม่ไหวแล้ว เลี้ยงดูไม่ไหวแล้ว ไม่อยากจะติดคุก เพราะจะหลุดเรื่องของการคุมอารมณ์ ประเดี๋ยวเค้าจะพลั้งมือฆ่าผู้บังเกิดเกล้าตาย
เราจึงต้องเป็นฝ่ายดุแลอีกครั้ง ตอนที่มาแรกๆ สังเกตุอาการและพฤติกรรม ของแม่เราคือ สกปรก,ผมเพ้ารุงรัง,เสื้อผ้าขาดรุ่ย,พูดจาไม่อยู่กระล่องกระลอย,ตาอักเสบเป็นหนอง,ผอมแห้งเพราะไม่ยอมกินอาหาร,เพ้อหวาดระแวง, เราจึงต้องเริ่มต้นจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้แม่ใหม่ทั้งหมด เสื้อผ้า,หน้าผม,อาหาร,ที่นอน,ของใช้ที่จำเป็น,และพาไปรักษา พบหมอสมองและระบบประสาท,อายุกรรม,จิตแพทย์
หมออ่านผล CT scan และเทศร่างกาย ดูจากผลเลือกจากแล็ป ก็บอกว่าไม่มีปัญหาอะไรที่จะต้องเป็นห่วงมากนัก เกี่ยวกับสมอง ที่ดูผิดเพี้ยนไปก็น่าจะตามวัยของผู้สูงอายุ สุขภาพกายแข็งแรงไม่มีโรคประจำตัวอะไร ให้ต้องกังวล
ส่วนทางหมอจิตแพทย์ บอกว่า แม่เราป่วยทางจิตให้ยาคุมอาการ วุ่นวาย,ภาพหลอน,หูแว่ว,และให้เหตุผลกับเราว่า โรคที่แม่เราเป็นอยู่ไม่สามารถที่จะรักษาหายได้แล้ว เข้าขั้นรุนแรง
หลงผิด
-เริ่มจากไม่ยอมเดิน
-เริ่มจากไม่ยอมเคี้ยวอาหารด้วยตัวเอง
-เริ่มไม่ยอมช่วยเหลือตัวเอง (เพราะแม่จะให้เหตุผลว่า ตัวแม่เองป่วยมากๆๆๆ ทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้เลย) ต้องให้เราเป็นคนทำดูแล แบบชนิดที่เรียกว่า แถบจะต้องเคี้ยวข้าวแล้วตักป้อนใส่ปาก (ยิ่งกายภาพไม่ต้องพูดถึง ไม่ยอมทำแน่นอน) เหนื่อยเมื่อยเจ็บ โอยๆๆๆ
สรุปๆไม่ยอมทำอะไรด้วยตัวเองเลย (เพราะว่าไม่อยากทำ) แอบอยู่ข้างที่นอน เอาเสื้อมาห่อแอบซ่อนเอาไว้ ฉี่ก็ไม่ยอมเข้าห้องน้ำ ฉี่ที่พื้น พื้นตรงไหนที่เปียก ก็จะกระถัดหนีไปอยู่ตรงที่แห้งๆ
อาหารถ้าไม่ถูกใจจะแอบเอาไปเท **เอาไปซ่อน** จนมดขึ้น เหม็นบูด แล้วก็บอกเราว่า เค้าไม่ได้ทำ เค้าไม่รู้
จนวันนึงเดินไม่ได้จริงๆ กระถัดได้ไปกับพื้น พูดคุยสื่อสารได้ ร้อน,หนาว,เผ็ด,หวาน,บอกความต้องการของตัวเองได้ทั้งหมด ยกเว้น อึ,ฉี่, ไม่ยอมบอก อยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ก็จะรื้อข้าวของ กระจุยกระจาย เหมือนๆ กับว่า แม่เรากำลัง พยายามทำทุกอย่าง
ให้เราเข้าไปสนใจในตัวเค้า ขว้างปาข้าวของ, ส่งเสียงดัง ตี2ตี3 เพื่อเรียกร้อง ปลุกเราให้ตื่นขึ้นมา เล่นเกมส์ อารมณ์ไปกับเค้า
เราเลยแยกบ้าน เช่าห้องให้แม่อยู่เป็นห้องโล่งๆ ติดกล้องวงจรปิด เอาไว้ดู ถ้าไม่ทำแบบนี้เราจะไม่ได้พักผ่อนเลย หลังจากที่แม่เราอยู่คนเดียว แม่เราหายจากอาการหูแว่ว, หายจากอาการหวาดระแวง,โดยที่ไม่ต้องใช้ยานั้นๆ ไม่ร้องโอดโอย ครวญครางอีกต่อไป (แอบ งง เพราะ ตอนที่อยู่กับเราแม่เรามีอาการมาก) กินข้าว,กินอาหารเอง ไม่ต้องปั่นและ เคี้ยวเอง นอนเอง,ห่มผ้าเอง ไม่ต้องคอยอุ้มไปนอน 🙄🙄 งง
หน้าที่เรา คือทำความสะอาดสถาน ร่างกาย,อาหาร 3มื้อ,ยา ปัจจุบันแม่เราใช้แพมเพิส แต่ก็ไม่วาย แอบฉีก แอบแหวกช่องข้างขา แล้วปล่อยให้ตัวเองฉี่ลงพื้น เรี่ยราด
ทุกครั้งที่แม่เราทำแบบนี้ ก็จะหาทีนั่งแอบ มุมห้อง มุมที่กล้องวงจรปิดจะมองไม่เห็น, แม่เรารู้ว่าห้องที่แม่เราอยู่ มีกล้องวงจรปิด คอยดูอยู่ รู้ดีเอาซะมากๆด้วย
สภาพห้องโดยรวม คือห้องโล่งๆ ไม่สามารถทำอะไรให้เราสนใจได้
นอกจาก การฉีกแพมเพิส
เล่นฉี่ เล่นอึ แล้ว
--เสริมๆ (ไม่ทานอึ,ทานฉี่) นะคะ
**เพราะแม่เรารู้ว่าไม่ใช่ของกิน**--
เพราะถ้าเราเห็นพฤติกรรมแบบนี้ เราจะต้องรีบเข้าไป เพื่อเคลียร์ปัญหาทันที แน่นอน ว่าเราย่อมจะมีอารมณ์อยู่แล้ว
พอเราบ่น เราถาม เราต่อว่า แม่ก็จะยกมือไหว้ ขอโทษ, ขอโอกาส เป็นรอบที่พันครั้ง จากนั้น ก็จะทำแบบนี้อีกเหมือนเดิม
พอเราดุ เสียงดังใส่ แม่ แม่ก็จะยกมือท่วมหัว สาธุๆ ๆ
แช่งเราอีกเหมือนเดิม ตั้งแต่ ยังไม่แก่ ยันจนอายุ81ก็แช่งเรื่อยมาตลอด ชินแล้วค่ะ
เรื่องการฟังพระ สวดมนต์ ไม่ต้องเลยค่ะ ไม่ยอมฟ้ง เพราะแม่เราจะฟังแต่เสียงผี ผีที่สั่งให้แม่เราทำเท่านั้น เมื่อเวลาที่แม่เราโดนเราดุ ก็จะโทษผี ว่าผีสั่งให้ทำ 😅 ทุกอย่างโทษผีหมด
(กู่ไม่กลับ)
ปัจจุบันเป็นเราคนเดียว ที่ดูแลแม่ ลาออกจากงานที่ทำ เอาเงินเก็บที่มีมา ใช้จ่าย ลูกๆ คน อื่นๆ แน่นอนค่ะ ว่าไม่ได้ช่วยอะไรเลย เรื่องเงิน หรือกระทั่งโทรมาถามซะด้วยซ้ำ พวกเขาอยู่สุขสบายดี ทุกคน
ไม่หวังบุญ มาก บารมีมาก จากกลายเลี้ยงดูแม่ ทุกวันนี้ ขอแค่ให้แม่จากไปแบบสงบ แบบไม่ทนทุกข์ทรมานก็พอ คนเราบั้นปลายก็ไม่พ้นความตาย กันอยู่ดี จากใจที่เคยเย็นชาตั้งแต่เด็ก จนมาถึงวันนี้ จากสิ่งที่แม่ทำ ทำ ยิ่งทำให้เราไม่เศร้าไม่อาลัย ในตัวแม่ คิดอยู่เสมอ
เมื่อให้เมตตา,เวทนา, ก็ไม่เคยบังเกิดผลใดๆ ดังนั้นจึงทำให้ได้แค่ความอนุเคราะห์ จนสิ้นชาติขาดกันในชาตินี้ แค่นั้น
สรุปไม่ได้ ว่า คนแก่ป่วยจิตจริงๆ หรือว่า ล้อเล่นกันแน่ ว๊าา..แย่จัง 😅😅