หัวใจพลิกล็อค...บทที่ 23

๒๓
 
         หลังเก็บของไว้ในห้องเรียบร้อย ปาณฑราและพิชญ์พงศ์ก็รีบลงมาข้างล่าง เพื่อรับประทานอาหารเย็นที่เลยเวลามาพอสมควร
 
         “โอ้โฮ ของโปรดแป้งทั้งนั้นเลย” ปาณฑราทำตาโตเมื่อเห็นอาหารบนโต๊ะ ซึ่งล้วนแต่เป็นเมนูที่ตนชื่นชอบ
 
         “พอรู้ว่าลูกสาวสุดที่รักจะกลับมาวันนี้ แม่เราเขาเข้าครัวเตรียมทำกับข้าวตั้งแต่บ่ายโน่นแน่ะ”
 
         “พ่อก็พูดเกินไป” ปานจิตว่าให้สามีอย่างไม่จริงจังนัก “รีบมานั่งกันดีกว่าจะได้กินข้าวเสียที ว่าแต่พ่อปราชญ์กินข้าวเหนียวและอาหารพื้นบ้านแบบนี้ได้ไหมลูก” ปานจิตหันไปถามคนที่กำลังทรุดตัวนั่งลงข้างๆ ลูกสาว
 
         “กินได้ ไม่มีปัญหาครับ”
 
         เมื่อทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อย มื้อเย็นก็เริ่มต้นขึ้น ซึ่งพิชัยและปานจิตนั้นนั่งเคียงข้างกัน ส่วนอีกฝั่งของโต๊ะคือคู่ของปาณฑรากับพิชญ์พงศ์ โดยที่ฝ่ายชายนั้นนั่งตรงกับว่าที่พ่อตา
 
         ตอนนี้เองที่พิชญ์พงศ์ได้มีโอกาสพิจารณาครอบครัวของปาณฑรา เพราะก่อนหน้านี้มัวแต่พยายามเก็บอาการประหม่า จึงไม่ทันได้สังเกตอะไรมากมาย 
 
         โดยรวมของปาณฑรานั้นคล้ายคลึงผู้เป็นพ่อมาก ไม่ว่าจะเป็นดวงตาสีนิล จมูกโด่งเป็นสันพอเหมาะ แม้กระทั่งริมฝีปากอิ่ม จะมีที่เหมือนแม่ก็ตรงผิวพรรณขาวใสแล้วก็รูปร่างเล็ก ในขณะที่ผู้เป็นพ่อนั้นรูปร่างสูงใหญ่ ผิวคร้ามเข้ม
 
         “รู้จักกับแป้งได้ยังไง” พิชัยเปิดฉากถามขึ้นหลังกินข้าวไปได้พักใหญ่
 
         “เราสองคนเจอกันในงานแต่งงานของเพื่อนครับ เลยขอเบอร์ติดต่อกันไว้ แล้วก็เริ่มคุยกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และตกลงคบหาดูใจกันเมื่อช่วงปลายเดือนที่แล้วครับ” พิชญ์พงศ์ตอบไปตามสคริปที่หญิงสาวเป็นคนเตรียมไว้ ซึ่งก็ถือว่าใกล้เคียงกับความจริงพอสมควร
 
         “เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน ทำไมถึงได้ตัดสินใจคบหากันเร็วจัง เวลาแค่นี้รู้จักกันดีพอแล้วหรือ” ผู้อาวุโสยิงคำถามต่อไปทันที แถมยังหรี่ตามองคนตรงข้ามอย่างจับผิด
 
         “สำหรับผมเรื่องเวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยครับ หากหัวใจบอกว่าคนนี้ใช่ ผมก็ไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องรั้งรออะไร อีกอย่าง...” เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง  แล้วหันไปมองคนที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆ ตาเชื่อม พร้อมส่งยิ้มอบอุ่นไปให้ 
 
         “น้องแป้งเป็นคนน่ารัก อารมณ์ดี อยู่ด้วยแล้วผมรู้สึกสบายใจ ที่สำคัญคือความชอบและทัศนคติเราคล้ายๆ กัน ผมก็เลยไม่ลังเลที่จะขอคบกับน้องครับ” ถึงคำถามนี้จะมีอยู่ในรายการที่เตรียมกันไว้ แต่ทุกคำที่พิชญ์พงศ์ตอบออกไปนั้นล้วนกลั่นออกมาจากใจ ไม่ได้ตามสคริปหรืออะไรทั้งนั้น
 
         “อายุเท่าไรแล้วล่ะ”
 
         “33 ครับ”
 
         “แล้วทำงานทำการอะไรหรือ”
 
         “ผมเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ครับ แล้วก็มีร่วมหุ้นกับเพื่อนๆ เปิดร้านอาหารด้วยครับ”
 
         “เห็นแป้งเล่าให้ฟังว่าเล่นดนตรีที่ร้านอาหารด้วยนี่” คนสูงวัยกว่าซักต่อ
 
         “ใช่ครับ เล่นที่ร้านที่ร่วมหุ้นกับเพื่อนๆ นั่นแหละครับ”
 
         “ทำหลายอย่างแบบนี้ แล้วจะมีเวลาให้แฟนเหรอ”
 
         “เวลาสำหรับน้องแป้งผมมีให้แน่นอนครับ แต่ก็อาจจะมีบ้างเป็นบางช่วงที่งานมีปัญหา ที่ผมอาจจะยุ่งมากหน่อย ทำให้ไม่ได้ไปหาน้องทุกวัน แต่ถ้าช่วงไหนงานราบรื่นดี ผมก็ทุ่มเวลาให้น้องแป้งเต็มที่ครับ ที่สำคัญคือน้องแป้งเป็นมีเหตุผล เข้าใจอะไรได้ง่ายๆ เลยทำให้เรื่องเวลาไม่เป็นปัญหาสำหรับความสัมพันธ์ของเราครับ ส่วนเรื่องเล่นดนตรีผมเล่นแค่คืนวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ครับ” พิชญ์พงศ์ตอบยาวเหยียดได้อย่างครบถ้วน ส่วนคนตั้งคำถามก็พยักหน้าช้าๆ อย่างเข้าใจ
 
         “แล้วครอบครัวล่ะ” คุณพิชัยยังไม่หมดคำถาม
 
         “ผมอยู่ตัวคนเดียวครับ” น้ำเสียงคนพูดแผ่วลงเล็กน้อยจนคนฟังทั้งสามจับสังเกตได้ และเมื่อเห็นคิ้วเข้มของคนนั่งตรงข้ามเลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างแปลกใจ พิชญ์พงศ์ก็ขยายความเพิ่ม 
 
         “คือพ่อกับแม่ผมแยกทางกันตั้งแต่ผมยังเด็กแล้วครับ จากนั้นไม่นานพ่อผมก็แต่งงานมีครอบครัวใหม่ ผมก็อยู่กับแม่และยายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนผมอายุได้ประมาณสิบขวบ แม่ผมก็แต่งงานกับชาวต่างชาติ และย้ายไปอยู่กับครอบครัวใหม่ที่ฝรั่งเศส ผมเลยได้อยู่กับยายแค่สองคน แล้วยายก็เสียไปช่วงที่ผมกำลังจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยครับ”
 
         ปาณฑราหันไปมองหน้าชายหนุ่มอย่างเห็นใจ ทั้งยังยื่นมือไปกุมมือเขาที่ใต้โต๊ะพร้อมบีบเบาๆ อย่างให้กำลังใจ เธอไม่เคยรู้เรื่องครอบครัวเขามาก่อนเลย เพราะเขาไม่เคยเล่าให้ฟัง แล้วเธอเองก็ไม่เคยถามเขาเช่นกัน ถ้าหากเธอรู้เรื่องครอบครัวเขามาก่อน เธอจะไม่ให้พ่อเธอถามคำถามนี้กับเขาเด็ดขาด เพราะขณะที่เขาเล่าเรื่องครอบครัวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มนั้น เธอสัมผัสได้ถึงความโดดเดี่ยวในน้ำเสียงของเขา ถ้าให้เธอเดา เรื่องนี้คงจะสร้างแผลในใจของเขาไม่มากก็น้อย
 
         หลังได้ฟังเรื่องราวของว่าที่ลูกเขย คุณพิชัยก็นึกชื่นชมชายหนุ่มอยู่ไม่น้อย ที่แม้ครอบครัวจะแตกแยก พ่อไปทางแม่ไปทาง แต่เขาก็ยังอยู่มาได้ด้วยตัวเอง ไม่ทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาเหมือนหลายคนที่ท่านเคยพบเจอมา ซึ่งถือว่าเขาเป็นคนที่รักดีพอสมควร แถมยังดูเอาการเอางานอีกต่างหาก ด้วยเหตุนี้น้ำเสียงที่เอ่ยต่อจากนี้จึงนุ่มนวลขึ้น
 
         “ฉันขอถามอีกสักคำถามแล้วกันนะ” ผู้อาวุโสสุดขยับตัวเล็กน้อยเพื่อปรับเปลี่ยนท่าทาง ก่อนถามออกไป “ความสัมพันธ์กับลูกสาวฉันเนี่ย นายคิดไว้ถึงขั้นไหนหรือ”
 
         เมื่อได้ฟังคำถามที่ไม่ได้ตระเตรียมกันไว้ ปาณฑราก็รีบพูดแทรกขึ้นทันที “เรื่องนี้แป้งว่าปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตดีกว่านะจ๊ะพ่อจ๋า เรารีบกินข้าวกันดีกว่า จะได้รีบไปพักผ่อน” 
 
         “คบกันมันก็ต้องวางอนาคตไว้บ้างสิ แต่ละคนอายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว จะมาคบกันไปวันๆ ไม่ได้หรอกนะ” คุณพิชัยทำเสียงดุใส่ลูกสาว ก่อนหันกลับมาหาหนุ่มรุ่นลูก 
 
         “ว่ายังไง”   
 
         พิชญ์พงศ์หันไปยิ้มให้คนข้างตัวที่มีสีหน้ากังวลเล็กน้อย ก่อนหันมาต่อตากับว่าที่พ่อตา และเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น อย่างที่ไม่เคยคิดว่าในชีวิตนี้จะพูดได้จริงจังเท่านี้มาก่อน 
 
         “สำหรับเรื่องของผมกับน้องแป้งนั้น ผมคิดไว้ถึงขั้นแต่งงานสร้างครอบครัวด้วยกันครับคุณพ่อ” 
 
         นอกจากน้ำเสียงที่มั่นคงแล้ว ดวงตาของคนพูดยังทอประกายอ่อนโยนยามเอื้อนเอ่ยถึงอนาคต แล้วคนที่ผ่านโลกมามากอย่างคุณพิชัยก็มองออกว่า ทุกอย่างที่คนตรงหน้าพูดนั้นล้วนออกมาจากใจจริงๆ ไม่ได้เสแสร้งแกล้งพูดเพื่อเอาใจเขาและภรรยา
 
         ในขณะที่คนเป็นพ่อนั้นพึงพอใจกับคำตอบที่ได้รับ แต่คนเป็นลูกนั้นกับรู้สึกขัดเขินจนทำอะไรไม่ถูก กับคำตอบที่ไร้สคริปของคนรักกำมะลอ ทั้งยังรู้สึกร้อนวูบวาบที่พวงแก้ม ส่วนหัวใจก็เต้นตุบๆ แทบทะลุออกมานอกอก แม้สมองจะพร่ำบอกกับตัวเองว่าเขาพูดเอาใจพ่อกับแม่เธอเท่านั้น แต่ทำไมใจดวงน้อยมันถึงไม่ยอมสงบก็ไม่รู้  

           เนื่องจากห้องที่พิชญ์พงศ์พักนั้นเป็นห้องสำหรับแขก ที่ไม่ได้มีห้องน้ำในตัว ชายหนุ่มจึงต้องลงมาเข้าห้องน้ำที่อยู่ข้างล่าง และขณะกำลังจะเดินกลับขึ้นไปบนห้องนอน เขาก็เห็นคุณพิชัยกำลังเปิดประตูหลังบ้าน เหมือนกำลังจะออกไปไหน ทั้งที่ตอนนี้ยังไม่ตีห้าด้วยซ้ำ ด้วยความสงสัยเขาจึงเข้าไปทัก  
 
         “คุณพ่อจะออกไปไหนเหรอครับ” 
 
         
 
         
 

ดอกไม้ดอกไม้หัวใจดอกไม้ดอกไม้
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่