HONDA JAZZ V GK 2017
สรุปสั้นๆง่ายๆเลยนะคะ
เกิดเหตุ
ครั้งแรก ปลายเดือน ตุลาคม 2563 ช่วงวันที่ 20-27 ณ วันที่เจอปัญหา รถมีอายุ 3 ปี 9 วัน นับแต่วันรับรถ ตรวจพบเชื้อราพนพื้นบริเวณด้านหลังห้องโดยสารฝั่งคนนั่ง เลยเปิดพื้นขึ้นดู ปรากฏว่ามีคราบน้ำเปียกอยู่บนพื้น จึงได้แจ้งไปยังศูนย์และหาหาข้อมูลคร่าวๆ พบว่า ตัวถัง รถ และ สี สามารถเคลมได้ หากรถมีอายุไม่เกิน 3 ปี หรือ ไม่เกิน 100,000 กิโลตาไมล์ แต่ของเราคิดว่าปัญหาน่าจะเกิดก่อนนั้น แต่บังเอิญเพิ่งมาเจอเอาวันที่เลยอายุเคลมไป เพียง 9 วัน เหมือนที่เค้าว่ากันว่า อยากรู้ว่าบ้านซึมหรือหลังคาบ้านรั่วไหม ต้องผ่านหน้าฝนกันก่อน แต่บอกก่อนคือเราไม่ได้ล้างรถคาร์แคร์ แต่จะเป็นการล้างเองแบบผ่านๆใช้ขันราดน้ำ
เลยดำเนินการนำรถเข้าศูนย์ สองวันหลังแจ้ง เพราะได้คิววันนั้น เจ้าหน้าที่รับรถมีการตรวจเช็ครอยขีดข่วนก่อนออกใบรับรถให้ แล้วนัดมารับรถ สองวันหลังจากนั้นเพราะเราให้อบพรมให้ด้วยซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มนอกจากการตรวจเช็คเบื้อต้น เจ้าหน้าที่แจ้งว่าแผ่นพลาสติกข้างฝาประตูหลุด ต้องเปลี่ยนใหม่

ขอข้ามไปเลยนะคะ
วันรับรถ ยังไม่ได้ใช้รถ และจอดอีกประมาณ อาทิตย์ต่อมา ยังมีน้ำเข้าอีกเลยแจ้งกลับไปให้ประสานงานเพื่อรับรถอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่เสียเงินค่ะเสียแค่รอบแรก เพราะมันระยะห่างกันเพียงแค่ 7 วัน
ถึงตรงนี้เราไม่ใจว่าการตรวจเช็คงานหลังจากที่จะส่งมอบรถให้ลูกค้า แต่ลูกค้าพบเจอสิ่งผิดปกติหลังจากนั้นเพียง 7 วัน
ครั้งที่สอง มาวันนี้เกิดการณ์เดิมซ้ำ 29 พฤษภาคม 2564 เพียง 7 เดือน เหตุการณืเดิม ที่เดิม อาการเดิม เป๊ะ ตอนนี้รอศูนย์ติดต่อมาค่ะ ที่ทราบเพราะเอะใจ ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ฝนตกหนัก แต่ ไม่ว่าจะยังงัย คุณภาพรถ ไม่ถือว่าเป็นรถที่เก่ามาก ทำมัยถึงได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ อยากให้เพื่อนๆช่วยวิเคราะห์ให้หน่อยค่ะว่าเกิดมาจากสาเหตุอะไร
-ทีมช่างที่ซ่อมในเหตุการณ์ครั้งแรก ตรวจเช็คไม่ละเอียด หรือ ฝีมือการซ่อมบำรุงไม่ 100%
-ปัจจัยอื่นเช่นยางขอบประตู (ถ้าอุปกรณ์อื่นเสื่อมก็ต้องวกกลับมาที่ช่างที่ตรวจสอบต้องแจ้งให้เราเปลี่ยนอีก)
ตอนนี้ทำได้แค่รอว่าทางศูนย์จะว่า ว่ายังงัย แต่เพื่อนๆคิดว่าระยะ ใน 7 เดือนนี้มันเร็วไปไหมคะ กับเหตุการณ์เดิม และ เราจะได้เสียเงินกับเรื่องเดิมซ้ำอีกใช่ไหม คือลำพังค่าช่าง 500 ไม่เท่าไหร่ แต่ค่าซักพรม เห้อ รวมๆแล้ว 1,653 ไทยบาทเจอเข้าไปสองรอบนี่ไม่ไหวเหมือนกันนะคะ

(อันนี้เจอเมื่อเช้า สังเกตุเห็นว่าเริ่มมีคราวสนิมขึ้นแล้วด้วย)
ปัญหาที่หาทางแก้ไม่เจอน้ำเข้ารถซ้ำๆ
สรุปสั้นๆง่ายๆเลยนะคะ
เกิดเหตุ ครั้งแรก ปลายเดือน ตุลาคม 2563 ช่วงวันที่ 20-27 ณ วันที่เจอปัญหา รถมีอายุ 3 ปี 9 วัน นับแต่วันรับรถ ตรวจพบเชื้อราพนพื้นบริเวณด้านหลังห้องโดยสารฝั่งคนนั่ง เลยเปิดพื้นขึ้นดู ปรากฏว่ามีคราบน้ำเปียกอยู่บนพื้น จึงได้แจ้งไปยังศูนย์และหาหาข้อมูลคร่าวๆ พบว่า ตัวถัง รถ และ สี สามารถเคลมได้ หากรถมีอายุไม่เกิน 3 ปี หรือ ไม่เกิน 100,000 กิโลตาไมล์ แต่ของเราคิดว่าปัญหาน่าจะเกิดก่อนนั้น แต่บังเอิญเพิ่งมาเจอเอาวันที่เลยอายุเคลมไป เพียง 9 วัน เหมือนที่เค้าว่ากันว่า อยากรู้ว่าบ้านซึมหรือหลังคาบ้านรั่วไหม ต้องผ่านหน้าฝนกันก่อน แต่บอกก่อนคือเราไม่ได้ล้างรถคาร์แคร์ แต่จะเป็นการล้างเองแบบผ่านๆใช้ขันราดน้ำ
เลยดำเนินการนำรถเข้าศูนย์ สองวันหลังแจ้ง เพราะได้คิววันนั้น เจ้าหน้าที่รับรถมีการตรวจเช็ครอยขีดข่วนก่อนออกใบรับรถให้ แล้วนัดมารับรถ สองวันหลังจากนั้นเพราะเราให้อบพรมให้ด้วยซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มนอกจากการตรวจเช็คเบื้อต้น เจ้าหน้าที่แจ้งว่าแผ่นพลาสติกข้างฝาประตูหลุด ต้องเปลี่ยนใหม่
ขอข้ามไปเลยนะคะ
วันรับรถ ยังไม่ได้ใช้รถ และจอดอีกประมาณ อาทิตย์ต่อมา ยังมีน้ำเข้าอีกเลยแจ้งกลับไปให้ประสานงานเพื่อรับรถอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่เสียเงินค่ะเสียแค่รอบแรก เพราะมันระยะห่างกันเพียงแค่ 7 วัน
ถึงตรงนี้เราไม่ใจว่าการตรวจเช็คงานหลังจากที่จะส่งมอบรถให้ลูกค้า แต่ลูกค้าพบเจอสิ่งผิดปกติหลังจากนั้นเพียง 7 วัน
ครั้งที่สอง มาวันนี้เกิดการณ์เดิมซ้ำ 29 พฤษภาคม 2564 เพียง 7 เดือน เหตุการณืเดิม ที่เดิม อาการเดิม เป๊ะ ตอนนี้รอศูนย์ติดต่อมาค่ะ ที่ทราบเพราะเอะใจ ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ฝนตกหนัก แต่ ไม่ว่าจะยังงัย คุณภาพรถ ไม่ถือว่าเป็นรถที่เก่ามาก ทำมัยถึงได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ อยากให้เพื่อนๆช่วยวิเคราะห์ให้หน่อยค่ะว่าเกิดมาจากสาเหตุอะไร
-ทีมช่างที่ซ่อมในเหตุการณ์ครั้งแรก ตรวจเช็คไม่ละเอียด หรือ ฝีมือการซ่อมบำรุงไม่ 100%
-ปัจจัยอื่นเช่นยางขอบประตู (ถ้าอุปกรณ์อื่นเสื่อมก็ต้องวกกลับมาที่ช่างที่ตรวจสอบต้องแจ้งให้เราเปลี่ยนอีก)
ตอนนี้ทำได้แค่รอว่าทางศูนย์จะว่า ว่ายังงัย แต่เพื่อนๆคิดว่าระยะ ใน 7 เดือนนี้มันเร็วไปไหมคะ กับเหตุการณ์เดิม และ เราจะได้เสียเงินกับเรื่องเดิมซ้ำอีกใช่ไหม คือลำพังค่าช่าง 500 ไม่เท่าไหร่ แต่ค่าซักพรม เห้อ รวมๆแล้ว 1,653 ไทยบาทเจอเข้าไปสองรอบนี่ไม่ไหวเหมือนกันนะคะ