คือตอนนี้ผมงงกับตัวเองมาก จนขัดใจอะ คือต้องเท้าความไปในช่วง ตอน ป.6 ประมาณ12-13 ปี คือผมเป็นเด็กที่ไม่มีความฝันในการเรียนเลยครับ ไม่มีความชอบวิชาอะไรเลย ในช่วงนั่นได้มีการสอบเข้า ม.1 ที่ รร. เเห่งหนึ่ง ซึ่งผมสอบไม่ติด เพราะผมไม่เคยตั้งใจเรียนอะไรเลยสักวิชา ตอนสอบผมคิอในใจว่ายากชิบเปงเลย เเต่ผมก็คิดในใจว่ารร. นี้อาจจะเป็น รร. ที่คล้ายๆ รร.ดัง เลยสอบเข้ายาก เเต่เพื่อนผมที่สอบติดคือมากกว่าครึ่งห้อง ซึ่งตอนนี้ผมก้ยังคิดว่าพวกเขาเรียนเก่งเพราะปกติพวกเขาก็เรียนพิเศษกับเกือบทุกวันอยู่เเล้ว ในรร. พวกเขาก็เรียนเก่งเช่นกัน คือตอนนั้นผมไม่มีเส้นทางไปต่อเลยครับ (เหมือนคนหลงทาง) เเต่ตอนนั้นผมก้ไม่พยายามอยู่ดีเพราะไม่มีทางเดินต่อไป ตอนนั้นผมคิดในใจว่า ทำไมกูโง่จังวะ พิเศษก็ไม่เรียน ความฝันที่อยากเป็นไม่มี ความพยายามสักนิดยังไม่มีเลย จนตอนนั้นเองผมตัดสินใจลองพยายามดูสักครั้งดิ ว่ามันจะเป็นยังไง เพราะที่มาผมยังไม่เคยพยายามสักครั้งเลย ซึ่งตอนนั้นมันไม่ทันเเล้วเพราะ มาคิดเอาได้ตอนใกล้ก่อนสอบอีก รร. 1 อาทิตย์ ใน 1อาทิตย์นี้ ผมได้ลองฝึกทำโจทย์ดู เเละในวันสอบผมทำไม่ทัน เกือบทุกวิชา ผมลองถามเพื่อนดูว่าทำทันไหมเพื่อนบอกว่า ทำทัน ผมคิดในใจอีกเเล้วว่าชิบเปงเเล้ว เเต่รอบนี้ผมติด ตอนที่เห็นผลผมช็อกมาก เพราะอันดับผมไม่ได้เเย่เลยหลังจากนั้นผมก็เข้ามาเรียนที่ รร. นี้ วันเเรกที่เข้ามาเรียนผมตั้งปฏิทานกับตนเองว่า ผมจะตั้งใจเเต่เต็มที่ 100% ดู ซึ่งในเทอมเเรกผมได้ค้นพบว่า ตนเองมีความชอบ ความเข้าใจด้าน วิทย์-คณิต เป็นอย่างมากเเต่ไม่ถึงขั้นอัจฉริยะไอคิวสูงๆ คือชอบเเบบเรียนเเล้วเข้าใจกว่าวิชาอื่นๆ เพราะเข้าใจง่ายเลยอาจจะชอบ 2 วิชานี้ เเละผมก็เรียนมาเรื่อยๆจน ม.2 เทอม 1 ผมเริ่มรู้ตัวเเล้วว่าเริ่มเข้าใจภาษายากขึ้น เข้าใจวิชาสังคมยากขึ้น เเต่ไม่ถึงขั้นเรียนไม่รู้เรื่อง ( คือเข้าใจน้อยกว่าเมื่อก่อน 10-15% ) เเต่วิทย์กับคณิตก็ยังเข้าใจได้ดีเหมือนเดิม ตอนนั้นผมมานั่งทบทวนดูว่าทำไมถึงเข้าใจยากขึ้น ผมก็ได้รู้ว่าในตอนที่ผมเรียนหรือทำความเข้าใจอะไรสักอย่างผมจะใช้ การคิดเป็นเเบบเเผนเป็นรูปเเบบ คิดเป็นภาพ ซึ่งการคิดเเบบนี้จะสอดคล้องกับวิชา วิทย์-คณิต เเต่ขัดเเย้งกับวิชาภาษากับพวกสังคม ซึ่งไม่มีปัญหามากเท่าไหร่ เเต่พอมา ม.3 การคิดเเบบนี้ก็ยังอยู่ซึ่งผมก็สามารถใช้ภาษาได้ปกติ เเต่พอลองนั่งวิเคราะห์ประโยคดู ผมนั่งคิดว่าทำไมถึงคำนี้อยู่ตรงอะเเล้วถ้าอยู่ตรงนี้อะเป็นไงเเล้วทำไมต้องเป็นคำนี้ ผมนั่งตั้งคำถามไปเรื่อยเพราะอยากเข้าใจหลักการของมัน อยากให้มันมีรูปเเบบของมัน อยากให้เป็นภาพ ทั้งๆที่รู้อยู่เเล้วว่าคำนี้ควรใช้ยังไง เเล้วทั้งๆที่ตอบเเรกก็เข้าใจความหมายตั้งเเต่เเรกอยู่เเล้ว ซึ่งมันทำให้เสียเวลา (ซึ่งคนปกติไม่มานั่งตั่งคำถามอยู่อย่างนี้หรอก) ซึ่งมันทำให้เริ่มเป็นปัญหา เเต่ก็เเปลกนะ ที่เป็นอยู่สักพักเเล้วก็หายเเล้วก็เป็นอีก พอเป็นอีกต้องตั้งคำถามอีก ซึ่งคำถามที่อยากถามคือ
1.การคิดเป็นเเบบเเผนเป็นรูปเเบบ คิดเป็นภาพ นั้นมีประโยชน์ก็จริง เเต่มีวิธีที่ทำให้เข้าใจวิชาพวกภาษากับสังคม เเบบปกติมั้ยครับ ?
2.ควรจัดการยังไงดีกับการตั้งคำถามเกี่ยวกับประโยคของตนเอง
ผมมีคำถามครับอยากให้ช่วยตอบกันมันเป็นปัญหามากครับ
1.การคิดเป็นเเบบเเผนเป็นรูปเเบบ คิดเป็นภาพ นั้นมีประโยชน์ก็จริง เเต่มีวิธีที่ทำให้เข้าใจวิชาพวกภาษากับสังคม เเบบปกติมั้ยครับ ?
2.ควรจัดการยังไงดีกับการตั้งคำถามเกี่ยวกับประโยคของตนเอง