ไม่ว่าใครติด Hall of Fame ก็ควรให้เกียรติเขา งดหยาบคายนะครับ
สำหรับเงื่อนไขการจะถูกพิจารณาว่าจะติด Hall of Fame หรือไม่ ขั้นแรก นักกีฬาคนนั้นต้องแขวนสตั๊ดแล้ว จากนั้นก็มาดูสเต็ปที่ 2 ต่อไป คือนักกีฬาจะต้องลงเล่นในพรีเมียร์ลีกอย่างน้อย 250 เกม (พรีเมียร์ลีกอย่างเดียว ฟุตบอลดิวิชั่น 1 เดิม ไม่นับ)
แต่ถ้าเกิดไม่ได้ลงเล่นถึง 250 เกม หากไปถึงเป้าหมายข้อใดข้อหนึ่ง ในลิสต์ด้านล่างนี้ ก็จะมีสิทธิ์เข้า Hall of Fame เป็นกรณีพิเศษ
- ลงเล่นพรีเมียร์ลีก 200 เกมให้กับสโมสรเดียว
- เคยถูกเลือกติดทีมยอดเยี่ยมแห่งทศวรรษ หรือทีมยอดเยี่ยมฉลอง 20 ปีพรีเมียร์ลีก
- เคยคว้ารางวัลดาวซัลโว หรือ ถุงมือทองคำ
- เคยถูกโหวตเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี
- เคยได้แชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างน้อย 3 ครั้ง
- เคยยิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้อย่างน้อย 100 ลูก
- เคยเก็บคลีนชีทในพรีเมียร์ลีกได้ 100 ครั้ง (นับเฉพาะผู้รักษาประตูเท่านั้น)
ด้วยเงื่อนไขที่หลากหลายเหล่านี้ ทำให้ range ของนักเตะที่มีสิทธิ์ติด Hall of Fame ก็ถือว่ากว้างมาก อย่างธีโบต์ กูร์ตัวส์ ถ้าแขวนสตั๊ดไปแล้ว ก็มีโอกาสเข้า Hall of Fame ได้เหมือนกัน (ถ้ามีคนเลือก) เพราะเคยได้รางวัลถุงมือทองคำมาแล้ว
แต่นักเตะบางคนแม้จะดังมาก แต่ถ้าไม่เข้าข่ายใน Category ใดๆเลย ก็จะไม่มีสิทธิ์ติด Hall of Fame ตัวอย่างเช่น เฟร์นันโด ตอร์เรส
ตอร์เรสลงเล่นในพรีเมียร์ลีกรวม 212 นัด (ไม่ถึง 250 นัด) โดยแบ่งเป็นลิเวอร์พูล 102 นัด และ เชลซี 110 นัด (ไม่มีสโมสรไหนถึง 200 นัด) ไม่เคยเป็นดาวซัลโว (ดีสุดแค่รองดาวซัลโว) ไม่เคยได้แชมป์พรีเมียร์ลีก และยิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้ 85 ลูก (ไม่ถึง 100)
เมื่อไม่เข้าข่ายในเงื่อนไขใดๆเลย นักเตะเหล่านี้ ก็จะไม่พิจารณาให้เข้าสู่หอเกียรติยศ
สำหรับในแต่ละปี จะมีแคนดิเดททั้งหมด ที่มีโอกาสเข้า Hall of Fame ทั้งหมด 23 คน โดยจะมี 2 คน ที่คณะกรรมการเลือกทันที ซึ่งปีนี้ได้แก่ อลัน เชียเรอร์ กับ เธียร์รี่ อองรี
ส่วนอีก 6 คน จะมาจากการโหวตของแฟนๆ บวกกับคะแนนของคณะกรรมการพรีเมียร์ลีก ซึ่งบทสรุปก็ออกมาแล้วคือ เอริค คันโตน่า, รอย คีน, แฟรงค์ แลมพาร์ด, สตีเว่น เจอร์ราร์ด, เดนนิส เบิร์กแคมป์ และ เดวิด เบ็คแฮม
คนที่ยังไม่ได้รับการเลือกในคราวนี้ก็ต้องรอโอกาสต่อไปในปีหน้า นักเตะอย่างพอล สโคลส์, จอห์น เทอร์รี่, ปาทริก วิเอร่า หรือแม้แต่ แมทธิว เลอ ทิสสิเอร์ ก็มีโอกาสได้ลุ้นเช่นเดียวกัน
จุดแตกต่างของ Hall of Fame ที่อังกฤษ กับที่อเมริกา คือที่อเมริกาทั้งเบสบอล, บาสเกตบอล, อเมริกันฟุตบอล และฮอกกี้น้ำแข็ง จะมีพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ คือเรื่องราวของผู้เล่นแต่ละยุคสมัย จะถูกเก็บไว้ในสถานที่ ที่แฟนกีฬาเข้าไปเยี่ยมชมได้ แต่กับของพรีเมียร์ลีก จะเป็นแค่ Hall of Fame ออนไลน์เท่านั้น เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ในอินเตอร์เนตอย่างเดียว
สำหรับการเลือก Hall of Fame นั้น ก็จริงอยู่ว่า มันไม่ใช่ธรรมเนียมดั้งเดิมของอังกฤษ คนที่ได้รางวัลนี้อาจจะไม่ได้ซึ้งใจอะไรมากนักในช่วงแรก และแฟนบอลก็อาจไม่เก็ตว่ามันสำคัญยังไง แต่เชื่อเถอะว่าเวลาผ่านไป มันจะยิ่งเพิ่มคุณค่าขึ้น
เพราะมันเป็นเครื่องมือที่ยืนยันให้คุณได้รู้ว่า ที่คุณคิดว่าตัวเองเก่งกาจ คุณไม่ได้คิดไปเองนะ และก็ไม่ใช่เก่ง เพราะแฟนบอลทีมตัวเองอวยคุณเท่านั้น แต่สังคมภายนอก และคณะกรรมการทุกท่าน ยอมรับจากใจว่าคุณคือของจริง เป็นที่สุดแห่งยุคสมัย
50 ปีผ่านไป เราอาจจะลืมนักเตะบางคนไปแล้ว แต่คนที่อยู่ใน Hall of Fame จะถูกบันทึกประวัติศาสตร์ตลอดไป ดังนั้นการได้รับเลือกในวันนี้ มันย่อมมีความหมายมากๆ อย่างแน่นอน
ที่มา: เพจ วิเคราะห์บอลจริงจัง
ว่าด้วยเรื่อง Hall of Fame ของพรีเมียร์ลีก
แต่ถ้าเกิดไม่ได้ลงเล่นถึง 250 เกม หากไปถึงเป้าหมายข้อใดข้อหนึ่ง ในลิสต์ด้านล่างนี้ ก็จะมีสิทธิ์เข้า Hall of Fame เป็นกรณีพิเศษ
- ลงเล่นพรีเมียร์ลีก 200 เกมให้กับสโมสรเดียว
- เคยถูกเลือกติดทีมยอดเยี่ยมแห่งทศวรรษ หรือทีมยอดเยี่ยมฉลอง 20 ปีพรีเมียร์ลีก
- เคยคว้ารางวัลดาวซัลโว หรือ ถุงมือทองคำ
- เคยถูกโหวตเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี
- เคยได้แชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างน้อย 3 ครั้ง
- เคยยิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้อย่างน้อย 100 ลูก
- เคยเก็บคลีนชีทในพรีเมียร์ลีกได้ 100 ครั้ง (นับเฉพาะผู้รักษาประตูเท่านั้น)
ด้วยเงื่อนไขที่หลากหลายเหล่านี้ ทำให้ range ของนักเตะที่มีสิทธิ์ติด Hall of Fame ก็ถือว่ากว้างมาก อย่างธีโบต์ กูร์ตัวส์ ถ้าแขวนสตั๊ดไปแล้ว ก็มีโอกาสเข้า Hall of Fame ได้เหมือนกัน (ถ้ามีคนเลือก) เพราะเคยได้รางวัลถุงมือทองคำมาแล้ว
แต่นักเตะบางคนแม้จะดังมาก แต่ถ้าไม่เข้าข่ายใน Category ใดๆเลย ก็จะไม่มีสิทธิ์ติด Hall of Fame ตัวอย่างเช่น เฟร์นันโด ตอร์เรส
ตอร์เรสลงเล่นในพรีเมียร์ลีกรวม 212 นัด (ไม่ถึง 250 นัด) โดยแบ่งเป็นลิเวอร์พูล 102 นัด และ เชลซี 110 นัด (ไม่มีสโมสรไหนถึง 200 นัด) ไม่เคยเป็นดาวซัลโว (ดีสุดแค่รองดาวซัลโว) ไม่เคยได้แชมป์พรีเมียร์ลีก และยิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้ 85 ลูก (ไม่ถึง 100)
เมื่อไม่เข้าข่ายในเงื่อนไขใดๆเลย นักเตะเหล่านี้ ก็จะไม่พิจารณาให้เข้าสู่หอเกียรติยศ
สำหรับในแต่ละปี จะมีแคนดิเดททั้งหมด ที่มีโอกาสเข้า Hall of Fame ทั้งหมด 23 คน โดยจะมี 2 คน ที่คณะกรรมการเลือกทันที ซึ่งปีนี้ได้แก่ อลัน เชียเรอร์ กับ เธียร์รี่ อองรี
ส่วนอีก 6 คน จะมาจากการโหวตของแฟนๆ บวกกับคะแนนของคณะกรรมการพรีเมียร์ลีก ซึ่งบทสรุปก็ออกมาแล้วคือ เอริค คันโตน่า, รอย คีน, แฟรงค์ แลมพาร์ด, สตีเว่น เจอร์ราร์ด, เดนนิส เบิร์กแคมป์ และ เดวิด เบ็คแฮม
คนที่ยังไม่ได้รับการเลือกในคราวนี้ก็ต้องรอโอกาสต่อไปในปีหน้า นักเตะอย่างพอล สโคลส์, จอห์น เทอร์รี่, ปาทริก วิเอร่า หรือแม้แต่ แมทธิว เลอ ทิสสิเอร์ ก็มีโอกาสได้ลุ้นเช่นเดียวกัน
จุดแตกต่างของ Hall of Fame ที่อังกฤษ กับที่อเมริกา คือที่อเมริกาทั้งเบสบอล, บาสเกตบอล, อเมริกันฟุตบอล และฮอกกี้น้ำแข็ง จะมีพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ คือเรื่องราวของผู้เล่นแต่ละยุคสมัย จะถูกเก็บไว้ในสถานที่ ที่แฟนกีฬาเข้าไปเยี่ยมชมได้ แต่กับของพรีเมียร์ลีก จะเป็นแค่ Hall of Fame ออนไลน์เท่านั้น เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ในอินเตอร์เนตอย่างเดียว
สำหรับการเลือก Hall of Fame นั้น ก็จริงอยู่ว่า มันไม่ใช่ธรรมเนียมดั้งเดิมของอังกฤษ คนที่ได้รางวัลนี้อาจจะไม่ได้ซึ้งใจอะไรมากนักในช่วงแรก และแฟนบอลก็อาจไม่เก็ตว่ามันสำคัญยังไง แต่เชื่อเถอะว่าเวลาผ่านไป มันจะยิ่งเพิ่มคุณค่าขึ้น
เพราะมันเป็นเครื่องมือที่ยืนยันให้คุณได้รู้ว่า ที่คุณคิดว่าตัวเองเก่งกาจ คุณไม่ได้คิดไปเองนะ และก็ไม่ใช่เก่ง เพราะแฟนบอลทีมตัวเองอวยคุณเท่านั้น แต่สังคมภายนอก และคณะกรรมการทุกท่าน ยอมรับจากใจว่าคุณคือของจริง เป็นที่สุดแห่งยุคสมัย
50 ปีผ่านไป เราอาจจะลืมนักเตะบางคนไปแล้ว แต่คนที่อยู่ใน Hall of Fame จะถูกบันทึกประวัติศาสตร์ตลอดไป ดังนั้นการได้รับเลือกในวันนี้ มันย่อมมีความหมายมากๆ อย่างแน่นอน
ที่มา: เพจ วิเคราะห์บอลจริงจัง