คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 3
ป้า (30+ จบถาปัด) คิดว่า ความเครียดจะเข้ามาเรื่อยๆ ตลอดทุกช่วงชีวิตอยู่แล้วค่ะ ประเด็นก็คือคุณต้องเรียนรู้ในการจัดการบริหารความเครียด
ตามธรรมชาติ ความเครียดเกิดมาเพื่อกระตุ้นให้เราคิดและหาทางออกค่ะ มันคือเพื่อนแท้ของเรา และเราเป็นฝ่ายควบคุมเขาได้ (ถ้าควบคุมไม่ได้ก็ต้องพึ่งจิตแพทย์อะเนอะ)
วิธีบริหารความเครียด โดยภาพรวม ความเครียดจะประกอบขึ้นจาก 2 ส่วนค่ะ
ส่วนแรกคือ ปัญหา...เรื่องที่คุณต้องการค้นหาทางออก กับส่วนที่ 2 คือ ความเครียดที่เกิดจากการมีปัญหา
หากคุณตัดส่วนที่ 2 ออกได้ ความเครียดมวลรวมของคุณจะเบาลงประมาณครึ่งหนึ่งแล้วล่ะ
แล้วคุณก็ตรวจสอบปัญหาดูว่ามีทางเลือกอะไรให้เลือกได้บ้าง มานั่งดูว่าแต่ละทางเลือกให้ผลอย่างไร แล้วก็เลือกอันที่เหมาะกับคุณ (มักให้ผลประโยชน์มากที่สุด)
เมื่อคุณเลือกได้ หรือรู้ว่าตัวเองเลือกอะไรได้ ความเครียดส่วนที่ 2 จะหายไปเองหรือดีขึ้น
ดังนั้น คุณไม่ควรจะเอาแต่คิดแล้วก็จมอยู่กับความเครียดนะคะ มันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ยิ่งอยู่เฉยแล้วยิ่งคิดก็ยิ่งเครียดค่ะ เป็นความเครียดแบบที่ไม่สร้างสรรค์
เช่น คุณเครียดเรื่องการสอบ นั่งเครียดไปก็เท่านั้นใช่ไหม ลองหันมาอ่านหนังสือทบทวน อย่างน้อยก็พอจะการันตีได้ว่าถ้าข้อสอบออกตรงกับที่อ่าน คุณก็รอดแน่ๆ ค่อยๆ ทำไปวันละนิด วางแผนจัดการให้ดี เมื่อคุณรู้ตัวว่ากำลังจัดการกับปัญหาได้ดีขึ้นทุกวัน คุณก็ทำใจเครียดน้อยลงได้เอง มันอาจไม่ดีที่สุด (กำจัดปัญหาโดยสิ้นเชิงในทันที) แต่ก็ดีที่สุดเท่าที่คุณทำได้แล้ว ดีที่สุดในเวลาจำกัดที่เรามี ก็พอจะรับผลได้ใช่ไหม ^^
คุณมีสิทธิ์จะเครียดเรื่องอะไรก็ได้ที่คุณสนใจจะคิดเรื่องนั้นอย่างจริงจัง ใครๆ ก็เป็นค่ะ อายุไม่มีผล
ยกประเด็นเรื่องการเรียนต่อม.ปลาย อันนี้สมควรคิดเพราะมันเป็นอนาคตที่ใกล้ ในเวลาจำกัดจากวันนี้จนถึงวันสอบเข้าที่ใหม่ คุณสามารถเลือกโรงเรียนได้หลายแห่ง คิดในกระดาษจะดีค่ะ ทำความคิดให้เป็นรูปธรรม อย่าคิดในอากาศ อาจเลือกมาสัก 3-5 โรงเรียนที่พอใจ มีตั้งแต่ "กันตาย" ไปจนถึง "ฝันๆ" แล้วมานั่งพิจารณาว่าไหวไหม ถ้ายังไม่มีข้อมูลก็หามา หลังจากนั้นตีเป็นช่องให้คะแนน ประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ ที่คุณให้ความสำคัญ เช่น ค่าเทอมถูก ใกล้บ้าน โรงเรียนดัง (ในแง่บวกทั้งหมด) หลังจากนั้นก็ให้คะแนนตามที่คุณเห็นควร โรงเรียนที่ได้คะแนนรวมจากคุณมากน่าจะเป็นเป้าหมายที่ดี คือมันดีพร้อมในหลายทาง
อาจถ่วงน้ำหนักของปัจจัยว่ามีความสำคัญมาก-น้อยต่างกันแค่ไหน เช่น ค่าเทอมถูก ความสำคัญระดับ 1 ใกล้บ้าน 1 โรงเรียนดัง 2 คุณก็เอาค่าความสำคัญไปคูณกับคะแนนที่คุณให้ จะเห็นความต่างระหว่างคะแนนรวมมากยิ่งขึ้น คุณจะเอาสัก 10 ปัจจัยก็ได้ แล้วแต่คุณเลย
วิธีมองทางเลือกแบบนี้ใช้กันในระดับปริญญาตรีขึ้นไปค่ะ อย่างเช่นในคณะถาปัด คำถามว่าคุณควรเลือกหน้าต่างแบบไหนสำหรับบ้านที่เป็นโจทย์ ก็เรียงทางเลือกมาเลยว่าเป็นหน้าต่างแบบไหนบ้าง มีปัจจัยเช่น เปิดปิดง่าย แสงเข้ามาก ทนทาน ราคาถูก ติดตั้งง่าย กันฝนสาดได้ สวยงาม หลังจากนั้นก็ถ่วงน้ำหนักมัน ให้คะแนนมัน แล้วคุณก็จะได้หน้าต่างที่เหมาะกับบ้านหลังนี้
แน่นอนว่าวิธีนี้สามารถประยุกต์ใช้สำหรับการเลือกในเรื่องอื่นๆ ได้ด้วย เป็นการเลือกที่มีหลักการ พิสูจน์ได้ว่าเราไม่ได้เลือกตามความรู้สึกหรือเลือกตามใจตนน่ะค่ะ ^^ (ที่จริงมันจะตามใจตนตรงการถ่วงน้ำหนักนี่แหละ 555 เราให้ความสำคัญกับเรื่องไหนก็ถ่วงให้มันหนักเยอะหน่อยไง)
เรื่องเรียนต่อม.ปลายเป็นอนาคตที่ใกล้แล้ว คุณคิดเรื่องนี้ละเอียดหน่อยก็สมควร เพราะเวลามันเหลือน้อย
แต่เรื่องเลือกคณะ คุณมีเวลานานกว่า สามารถผ่อนคลายความเครียดลงได้ มันจริงใช่ไหมล่ะที่ว่าคุณยังมีเวลา เอาสักม.4 ค่อยคิดก็ยังทัน
ส่วนอนาคตที่ไกลกว่านั้น คุณคิดถึงมันได้ แต่ควรเครียดกับมันให้น้อยลง
ใครบ้างจะรู้อนาคต เรารู้แค่วันนี้ว่ามีปัจจัยเท่านี้ที่ต้องคิด เราไม่มีโอกาสรู้ปัจจัยทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การคิดเครียดเรื่องอนาคตที่ไกลออกไปจึงไม่ค่อยก่อประโยชน์น่ะค่ะ แต่ 'คิดไว้บ้าง' น่ะดีแล้วล่ะ
คุณอาจเข้าคณะถาปัดในมหาวิทยาลัยชื่อดังได้ และอาจได้อยู่กับพ่อแม่ด้วย แถมยังหางานแถวบ้านทำได้อีกต่างหาก เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของอนาคตทั้งนั้น
ป้าเองเป็นเด็กต่างจังหวัด ตอนที่ตัดสินใจเลือกคณะถาปัด คนไม่ถามหรอกว่าจะหางานแถวบ้านนอกได้เหรอ แต่ถามว่าถาปัดเรียนอะไรด้วยซ้ำ (หัวเราะ) พออธิบาย คำถามก็พรั่งพรู หางานแถวบ้านได้เหรอ เงินเดือนเท่าไร ออกมาทำเองได้ไหม (โดยที่ตอนนั้นยังไม่มีโควิด สถานการณ์อสังหาริมทรัพย์กำลังดีแท้ๆ) แล้วจะหาแฟนยังไง แต่งงานมีลูกเมื่อไร จะเลี้ยงลูกได้ไงถ้าต้องออกไซต์ จะกระเตงลูกไปดูหน้างานเหรอ
แน่นอนว่าเราไม่รู้อนาคตที่ไกลถึงขนาดนั้นหรอก มันก็ต้องยอมรับว่ามีการต้องเสี่ยงโชคอยู่บ้าง อย่างดีคุณก็แค่เก็งได้บ้างว่าในอีก 5 ปี จะมีตลาดมากน้อยแค่ไหนสำหรับสถาปนิก นั่นก็คือม.6 แล้วนั่นแหละ และคุณก็ตัดสินได้จากข้อมูล ณ ห้วงเวลานั้นเท่านั้น หากคุณคิดในตอนนี้ มีเรื่องโควิด ถาปัดหางานยากเพราะเศรษฐกิจกำลังฉิบหา* คุณไม่เลือกถาปัด ปรากฎว่าอีก 8 ปีข้างหน้า (เรียนจบถาปัดแล้ว) ดันเป็นยุครุ่งเรืองพอดี มิร้องไห้แดดิ้นที่ตัดสินใจผิดเหรอคะ
เราควรจะตัดสินใจในช่วงเวลาที่เหมาะจะตัดสินใจค่ะ ^^ ตัดสินด้วยข้อมูลและสกิลมองการณ์ไกลทั้งหมดที่เรามี ณ จุดเวลานั้น
ฉันเป็นถาปัดก็จริง แต่เรียนมาทางศิลปอุตสาหกรรมค่ะ มีรูมเมตซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่คบกันมาตั้งแต่ประถมเป็นถาปัดสร้างบ้าน
แนะนำสำหรับถาปัดสร้างบ้านได้แค่ว่า คุณต้องเข้าสายวิทย์-คณิต และชำนาญเรื่องฟิสิกส์ วาดรูปน่ะไม่ต้องเก่งก็ได้ แค่มีเซ้นซ์ทางศิลปะบ้างก็พอ (แยกแยะได้ว่าอะไรสวย-ไม่สวยในสายตามนุษย์ทั่วไป) ปีแรกๆ จะได้ทำงานด้วยมือค่ะ สเก็ตช์รูป-ลงสีด้วยมือ ประกอบโมเดลด้วยมือ เพื่อให้รู้ลึกถึงทุกๆ เส้นสายที่คุณกำลังทำว่ามาจากไหน หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่เฟสงานคอมพิวเตอร์ คอมก็ช่วยให้คุณไม่ต้องจดจ้องกับทุกรายละเอียดแล้วล่ะ กลับต้องมานั่งจำวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ว่ามีคุณสมบัติอย่างไร
และถาปัดเป็นคณะที่ใช้เงินสูงค่ะ ค่าหน่วยกิตแพง แถมคุณยังต้องจ่ายค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ทำงานส่งอาจารย์ กระดาษ สี โต๊ะเขียนแบบ (มักใช้เป็นแบบมีไฟ เรียกว่าโต๊ะดราฟต์ ถาปัดสร้างบ้านใช้โต๊ะขนาดใหญ่ด้วยนะ) ดินสอ ยางลบ ไม้บรรทัด หรือแม้แต่สก็อตเทปก็ไม่ใช่ของพื้นบ้านเหมือนสมัยเรียนม.ปลาย ไหนจะอุปกรณ์โมเดล ไม้บัลซ่า แท่งพลาสติกใส ฯลฯ ชิ้นเล็กๆ แต่ราคาไม่เบา เงินทั้งนั้น หากคุณเข้าเรียนในม.ดัง ตัวจบจะเป็นงานเดี่ยวระดับธีสีส คุณออกแบบอาคารขนาดใหญ่พร้อมแลนด์สเคปทั้งหลังด้วยตัวคนเดียว โมเดลของคุณก็เช่นกัน เพื่อนของฉันมีแลนด์สเคปเป็นคลองขุด มีน้ำ แค่นั่งนึกภาพนางกวนเรซินแล้วภาวนาต่อสวรรค์ให้มันแห้งโดยไม่ยุบตัวมากก็เหนื่อยแทนแล้ว พวกเรากินนอนไม่เป็นเวลาเพราะงานล้นมือตลอด...ก็ตายผ่อนส่งระดับนึง ร่างกายต้องแข็งแรงค่ะ เพราะมันยากขนาดนี้ ค่าตัวถึงควรสมน้ำสมเนื้อ ที่แย่หน่อยก็คือในประเทศไทยค่าตัวสถาปนิกไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว หากคุณมีกำลังทรัพย์ ควรปูพื้นฐานทางภาษาไว้จะได้เปรียบค่ะ
สกิลสำคัญของการเรียนถาปัด...น่าจะเป็น...สกิลการแก้ปัญหานะคะ OwO คุณจะเจอแต่กับปัญหาและข้อจำกัดล้านแปด แถมต้องสร้างสรรค์มากๆ ในกรอบข้อจำกัดเหล่านั้นค่ะ หัวต้องไวว่างั้นเถอะ หากคุณจัดการความเครียดของตัวเองไม่ได้ ฉันกังวลใจว่าคุณอาจรับความเครียดในตอนเรียนไม่ไหวเช่นกัน ในยุคของฉัน เฟรชชี่ 100 คน รอดมาได้ 70 กว่าคนเท่านั้น (<-- จะพูดให้เจ้าของกระทู้ยิ่งเครียดเรอะ!?)(แต่มันเป็นความจริงที่ต้องเจอนะ?)
ไม่ต้องเครียดหรอกค่ะ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปเถอะ คุณยังอายุน้อย สกิลการจัดการกับความเครียดและสกิลการแก้ปัญหาจะค่อยๆ เพิ่มตามประสบการณ์ชีวิตของคุณ มันต้องใช้เวลาค่ะ ^^ ตอนฉันอายุเท่าคุณ ฉันยังเล่นตีต๊อบไปวันๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่เลย 555
เป็นกำลังใจให้นะคะ
ให้น้ำหนักกับทางเลือกที่จะมาถึงในเวลาอันใกล้ก่อน ไอ้ของที่ไกลกว่านั้นก็ค่อยๆ รวบรวมข้อมูลแล้วคิดถึงมัน ตัดสินใจในเวลาที่คุณพร้อมจะตัดสินใจ เครียดล่วงหน้าไม่ช่วยอะไรหรอกค่ะ
โชคดีนะคะแม่หนู ขอให้สมปรารถนาทุกประการค่ะ
ตามธรรมชาติ ความเครียดเกิดมาเพื่อกระตุ้นให้เราคิดและหาทางออกค่ะ มันคือเพื่อนแท้ของเรา และเราเป็นฝ่ายควบคุมเขาได้ (ถ้าควบคุมไม่ได้ก็ต้องพึ่งจิตแพทย์อะเนอะ)
วิธีบริหารความเครียด โดยภาพรวม ความเครียดจะประกอบขึ้นจาก 2 ส่วนค่ะ
ส่วนแรกคือ ปัญหา...เรื่องที่คุณต้องการค้นหาทางออก กับส่วนที่ 2 คือ ความเครียดที่เกิดจากการมีปัญหา
หากคุณตัดส่วนที่ 2 ออกได้ ความเครียดมวลรวมของคุณจะเบาลงประมาณครึ่งหนึ่งแล้วล่ะ
แล้วคุณก็ตรวจสอบปัญหาดูว่ามีทางเลือกอะไรให้เลือกได้บ้าง มานั่งดูว่าแต่ละทางเลือกให้ผลอย่างไร แล้วก็เลือกอันที่เหมาะกับคุณ (มักให้ผลประโยชน์มากที่สุด)
เมื่อคุณเลือกได้ หรือรู้ว่าตัวเองเลือกอะไรได้ ความเครียดส่วนที่ 2 จะหายไปเองหรือดีขึ้น
ดังนั้น คุณไม่ควรจะเอาแต่คิดแล้วก็จมอยู่กับความเครียดนะคะ มันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ยิ่งอยู่เฉยแล้วยิ่งคิดก็ยิ่งเครียดค่ะ เป็นความเครียดแบบที่ไม่สร้างสรรค์
เช่น คุณเครียดเรื่องการสอบ นั่งเครียดไปก็เท่านั้นใช่ไหม ลองหันมาอ่านหนังสือทบทวน อย่างน้อยก็พอจะการันตีได้ว่าถ้าข้อสอบออกตรงกับที่อ่าน คุณก็รอดแน่ๆ ค่อยๆ ทำไปวันละนิด วางแผนจัดการให้ดี เมื่อคุณรู้ตัวว่ากำลังจัดการกับปัญหาได้ดีขึ้นทุกวัน คุณก็ทำใจเครียดน้อยลงได้เอง มันอาจไม่ดีที่สุด (กำจัดปัญหาโดยสิ้นเชิงในทันที) แต่ก็ดีที่สุดเท่าที่คุณทำได้แล้ว ดีที่สุดในเวลาจำกัดที่เรามี ก็พอจะรับผลได้ใช่ไหม ^^
คุณมีสิทธิ์จะเครียดเรื่องอะไรก็ได้ที่คุณสนใจจะคิดเรื่องนั้นอย่างจริงจัง ใครๆ ก็เป็นค่ะ อายุไม่มีผล
ยกประเด็นเรื่องการเรียนต่อม.ปลาย อันนี้สมควรคิดเพราะมันเป็นอนาคตที่ใกล้ ในเวลาจำกัดจากวันนี้จนถึงวันสอบเข้าที่ใหม่ คุณสามารถเลือกโรงเรียนได้หลายแห่ง คิดในกระดาษจะดีค่ะ ทำความคิดให้เป็นรูปธรรม อย่าคิดในอากาศ อาจเลือกมาสัก 3-5 โรงเรียนที่พอใจ มีตั้งแต่ "กันตาย" ไปจนถึง "ฝันๆ" แล้วมานั่งพิจารณาว่าไหวไหม ถ้ายังไม่มีข้อมูลก็หามา หลังจากนั้นตีเป็นช่องให้คะแนน ประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ ที่คุณให้ความสำคัญ เช่น ค่าเทอมถูก ใกล้บ้าน โรงเรียนดัง (ในแง่บวกทั้งหมด) หลังจากนั้นก็ให้คะแนนตามที่คุณเห็นควร โรงเรียนที่ได้คะแนนรวมจากคุณมากน่าจะเป็นเป้าหมายที่ดี คือมันดีพร้อมในหลายทาง
อาจถ่วงน้ำหนักของปัจจัยว่ามีความสำคัญมาก-น้อยต่างกันแค่ไหน เช่น ค่าเทอมถูก ความสำคัญระดับ 1 ใกล้บ้าน 1 โรงเรียนดัง 2 คุณก็เอาค่าความสำคัญไปคูณกับคะแนนที่คุณให้ จะเห็นความต่างระหว่างคะแนนรวมมากยิ่งขึ้น คุณจะเอาสัก 10 ปัจจัยก็ได้ แล้วแต่คุณเลย
วิธีมองทางเลือกแบบนี้ใช้กันในระดับปริญญาตรีขึ้นไปค่ะ อย่างเช่นในคณะถาปัด คำถามว่าคุณควรเลือกหน้าต่างแบบไหนสำหรับบ้านที่เป็นโจทย์ ก็เรียงทางเลือกมาเลยว่าเป็นหน้าต่างแบบไหนบ้าง มีปัจจัยเช่น เปิดปิดง่าย แสงเข้ามาก ทนทาน ราคาถูก ติดตั้งง่าย กันฝนสาดได้ สวยงาม หลังจากนั้นก็ถ่วงน้ำหนักมัน ให้คะแนนมัน แล้วคุณก็จะได้หน้าต่างที่เหมาะกับบ้านหลังนี้
แน่นอนว่าวิธีนี้สามารถประยุกต์ใช้สำหรับการเลือกในเรื่องอื่นๆ ได้ด้วย เป็นการเลือกที่มีหลักการ พิสูจน์ได้ว่าเราไม่ได้เลือกตามความรู้สึกหรือเลือกตามใจตนน่ะค่ะ ^^ (ที่จริงมันจะตามใจตนตรงการถ่วงน้ำหนักนี่แหละ 555 เราให้ความสำคัญกับเรื่องไหนก็ถ่วงให้มันหนักเยอะหน่อยไง)
เรื่องเรียนต่อม.ปลายเป็นอนาคตที่ใกล้แล้ว คุณคิดเรื่องนี้ละเอียดหน่อยก็สมควร เพราะเวลามันเหลือน้อย
แต่เรื่องเลือกคณะ คุณมีเวลานานกว่า สามารถผ่อนคลายความเครียดลงได้ มันจริงใช่ไหมล่ะที่ว่าคุณยังมีเวลา เอาสักม.4 ค่อยคิดก็ยังทัน
ส่วนอนาคตที่ไกลกว่านั้น คุณคิดถึงมันได้ แต่ควรเครียดกับมันให้น้อยลง
ใครบ้างจะรู้อนาคต เรารู้แค่วันนี้ว่ามีปัจจัยเท่านี้ที่ต้องคิด เราไม่มีโอกาสรู้ปัจจัยทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การคิดเครียดเรื่องอนาคตที่ไกลออกไปจึงไม่ค่อยก่อประโยชน์น่ะค่ะ แต่ 'คิดไว้บ้าง' น่ะดีแล้วล่ะ
คุณอาจเข้าคณะถาปัดในมหาวิทยาลัยชื่อดังได้ และอาจได้อยู่กับพ่อแม่ด้วย แถมยังหางานแถวบ้านทำได้อีกต่างหาก เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของอนาคตทั้งนั้น
ป้าเองเป็นเด็กต่างจังหวัด ตอนที่ตัดสินใจเลือกคณะถาปัด คนไม่ถามหรอกว่าจะหางานแถวบ้านนอกได้เหรอ แต่ถามว่าถาปัดเรียนอะไรด้วยซ้ำ (หัวเราะ) พออธิบาย คำถามก็พรั่งพรู หางานแถวบ้านได้เหรอ เงินเดือนเท่าไร ออกมาทำเองได้ไหม (โดยที่ตอนนั้นยังไม่มีโควิด สถานการณ์อสังหาริมทรัพย์กำลังดีแท้ๆ) แล้วจะหาแฟนยังไง แต่งงานมีลูกเมื่อไร จะเลี้ยงลูกได้ไงถ้าต้องออกไซต์ จะกระเตงลูกไปดูหน้างานเหรอ
แน่นอนว่าเราไม่รู้อนาคตที่ไกลถึงขนาดนั้นหรอก มันก็ต้องยอมรับว่ามีการต้องเสี่ยงโชคอยู่บ้าง อย่างดีคุณก็แค่เก็งได้บ้างว่าในอีก 5 ปี จะมีตลาดมากน้อยแค่ไหนสำหรับสถาปนิก นั่นก็คือม.6 แล้วนั่นแหละ และคุณก็ตัดสินได้จากข้อมูล ณ ห้วงเวลานั้นเท่านั้น หากคุณคิดในตอนนี้ มีเรื่องโควิด ถาปัดหางานยากเพราะเศรษฐกิจกำลังฉิบหา* คุณไม่เลือกถาปัด ปรากฎว่าอีก 8 ปีข้างหน้า (เรียนจบถาปัดแล้ว) ดันเป็นยุครุ่งเรืองพอดี มิร้องไห้แดดิ้นที่ตัดสินใจผิดเหรอคะ
เราควรจะตัดสินใจในช่วงเวลาที่เหมาะจะตัดสินใจค่ะ ^^ ตัดสินด้วยข้อมูลและสกิลมองการณ์ไกลทั้งหมดที่เรามี ณ จุดเวลานั้น
ฉันเป็นถาปัดก็จริง แต่เรียนมาทางศิลปอุตสาหกรรมค่ะ มีรูมเมตซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่คบกันมาตั้งแต่ประถมเป็นถาปัดสร้างบ้าน
แนะนำสำหรับถาปัดสร้างบ้านได้แค่ว่า คุณต้องเข้าสายวิทย์-คณิต และชำนาญเรื่องฟิสิกส์ วาดรูปน่ะไม่ต้องเก่งก็ได้ แค่มีเซ้นซ์ทางศิลปะบ้างก็พอ (แยกแยะได้ว่าอะไรสวย-ไม่สวยในสายตามนุษย์ทั่วไป) ปีแรกๆ จะได้ทำงานด้วยมือค่ะ สเก็ตช์รูป-ลงสีด้วยมือ ประกอบโมเดลด้วยมือ เพื่อให้รู้ลึกถึงทุกๆ เส้นสายที่คุณกำลังทำว่ามาจากไหน หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่เฟสงานคอมพิวเตอร์ คอมก็ช่วยให้คุณไม่ต้องจดจ้องกับทุกรายละเอียดแล้วล่ะ กลับต้องมานั่งจำวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ว่ามีคุณสมบัติอย่างไร
และถาปัดเป็นคณะที่ใช้เงินสูงค่ะ ค่าหน่วยกิตแพง แถมคุณยังต้องจ่ายค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ทำงานส่งอาจารย์ กระดาษ สี โต๊ะเขียนแบบ (มักใช้เป็นแบบมีไฟ เรียกว่าโต๊ะดราฟต์ ถาปัดสร้างบ้านใช้โต๊ะขนาดใหญ่ด้วยนะ) ดินสอ ยางลบ ไม้บรรทัด หรือแม้แต่สก็อตเทปก็ไม่ใช่ของพื้นบ้านเหมือนสมัยเรียนม.ปลาย ไหนจะอุปกรณ์โมเดล ไม้บัลซ่า แท่งพลาสติกใส ฯลฯ ชิ้นเล็กๆ แต่ราคาไม่เบา เงินทั้งนั้น หากคุณเข้าเรียนในม.ดัง ตัวจบจะเป็นงานเดี่ยวระดับธีสีส คุณออกแบบอาคารขนาดใหญ่พร้อมแลนด์สเคปทั้งหลังด้วยตัวคนเดียว โมเดลของคุณก็เช่นกัน เพื่อนของฉันมีแลนด์สเคปเป็นคลองขุด มีน้ำ แค่นั่งนึกภาพนางกวนเรซินแล้วภาวนาต่อสวรรค์ให้มันแห้งโดยไม่ยุบตัวมากก็เหนื่อยแทนแล้ว พวกเรากินนอนไม่เป็นเวลาเพราะงานล้นมือตลอด...ก็ตายผ่อนส่งระดับนึง ร่างกายต้องแข็งแรงค่ะ เพราะมันยากขนาดนี้ ค่าตัวถึงควรสมน้ำสมเนื้อ ที่แย่หน่อยก็คือในประเทศไทยค่าตัวสถาปนิกไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว หากคุณมีกำลังทรัพย์ ควรปูพื้นฐานทางภาษาไว้จะได้เปรียบค่ะ
สกิลสำคัญของการเรียนถาปัด...น่าจะเป็น...สกิลการแก้ปัญหานะคะ OwO คุณจะเจอแต่กับปัญหาและข้อจำกัดล้านแปด แถมต้องสร้างสรรค์มากๆ ในกรอบข้อจำกัดเหล่านั้นค่ะ หัวต้องไวว่างั้นเถอะ หากคุณจัดการความเครียดของตัวเองไม่ได้ ฉันกังวลใจว่าคุณอาจรับความเครียดในตอนเรียนไม่ไหวเช่นกัน ในยุคของฉัน เฟรชชี่ 100 คน รอดมาได้ 70 กว่าคนเท่านั้น (<-- จะพูดให้เจ้าของกระทู้ยิ่งเครียดเรอะ!?)(แต่มันเป็นความจริงที่ต้องเจอนะ?)
ไม่ต้องเครียดหรอกค่ะ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปเถอะ คุณยังอายุน้อย สกิลการจัดการกับความเครียดและสกิลการแก้ปัญหาจะค่อยๆ เพิ่มตามประสบการณ์ชีวิตของคุณ มันต้องใช้เวลาค่ะ ^^ ตอนฉันอายุเท่าคุณ ฉันยังเล่นตีต๊อบไปวันๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่เลย 555
เป็นกำลังใจให้นะคะ
ให้น้ำหนักกับทางเลือกที่จะมาถึงในเวลาอันใกล้ก่อน ไอ้ของที่ไกลกว่านั้นก็ค่อยๆ รวบรวมข้อมูลแล้วคิดถึงมัน ตัดสินใจในเวลาที่คุณพร้อมจะตัดสินใจ เครียดล่วงหน้าไม่ช่วยอะไรหรอกค่ะ
โชคดีนะคะแม่หนู ขอให้สมปรารถนาทุกประการค่ะ
แสดงความคิดเห็น
อายุ14 แต่ต้องมาเครียดเรื่องชีวิตมันหนักไปหรือไม่คะ