“ หยุดก่อนนะ คุณจะไปไหน รอฉันก่อน”
ฉันตะโกนร้องเสียงดัง พร้อมวิ่งตามเขาไป โภไคยตกใจมากที่เห็นฉันมีอาการแบบคนไร้สติ เพราะเขาไม่เห็นใครเลย เห็นแต่ฉันวิ่งไปคนเดียวและตะโกนอยู่คนเดียว
“ ดุจ..ดุจ ตะเองเห็นอะไรเหรอ”
โภไคยรีบถามฉันอย่างตกใจและตื่นเต้นที่เห็นฉันมีอาการแบบนั้น
ฉันสะดุ้งสุดตัว หายใจถี่ ร้องไห้ออกมาเสียงดัง
เหมือนใจจะขาด เขาคนนั้นที่ฉันเห็น เขาหนีฉันไป เขาเป็นใครกัน ทำไมทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเขาเป็นคนที่มีความผูกพันธ์กับฉัน และเขาพยายามหนีฉันไป
“ เขาหนีฉันไปแล้ว เขาไม่รักฉันแล้ว เขาคงเกลียดฉันอย่างที่สุด ฉันทำอะไรผิด เขาจึงหนีฉันไป ฮือๆๆๆๆ”
ฉันพูดไปร้องไห้ไป เหมือนคนสติไม่สมประดี
“ เกิดอะไรขึ้นครับ มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ”
เป็นตำรวจท่องเที่ยวสองนายเข้ามาสอบถามเพราะเห็นฉันมีอาการผิดปกติ
“ไม่มีอะไรครับ เพื่อนผมเข้าใจอะไรผิดนิดหน่อยครับ ขอบคุณมากนะครับ”
โภไคยรีบบอกนายตำรวจสองนายไป เพราะไม่ต้องการให้เป็นเรื่องวุ่นวาย
หลังจากฉันรู้สึกตัว โภไคยเอาน้ำชุบผ้าเช็ดหน้า ให้ฉันเช็ดหน้าจะได้มีอาการดีขึ้น เขาไม่พูดอะไรมากไปกว่านั้น เพราะต้องรอให้ฉันเป็นคนเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเห็นอะไร
“ ไป..เราไปขึ้นเรือล่องแม่น้ำเล่นกันเถอะ ช่วงนี้อากาศกำลังดีเลย”
ฉันยังไม่เล่าอะไรให้โภไคยฟัง เพราะต้องพิสูจน์ด้วยตัวเองก่อน จึงจะกล้าพูดออกมา
หลังจากขึ้นเรือนั่งเล่น โภไคยพยายามมองหาสิ่งที่ผิดปกติในตัวฉัน ในขณะที่ฉันพยายามมองหาชายคนนั้นที่หนีขึ้นเรือไป ฉันสอดส่ายสายตาไปทุกที่บนเรือทุกลำที่พายผ่านไป ทำให้บรรยากาศนั่งเรือแทนที่จะโรแมนติก ฟินไปกับการนั่งเรือเล่น แต่กลับกลายเป็นเหมือนตำรวจกำลังตามหาผู้ร้าย
“เห็นแล้ว...เขาอยู่เรือลำนั้น ตามเขาไป...ตามเขาไป” ฉันสั่งคนพายเรือให้ตามเรือลำที่ชายคนนั้นนั่งอยู่ คนพายเรือทำตาม เร่งฝีพายเต็มที่เพื่อให้ทันเรือลำดังกล่าว
พอเรือลำที่มีชายคนนั้นถึงอีกฝั่ง เขาก้าวออกจากเรือและเดินขึ้นฝั่งไป ฉันวิ่งตามเขาไปแบบไม่คิดชีวิต อย่างไรก็ตามต้องตามเขาให้ทันให้ได้ จะได้สอบถามเขาว่าเขาเป็นใคร มาทำอะไร อย่างไร และต้องการอะไรจึงมาทำให้ฉันรู้สึกแบบนั้น
เขาก้าวเข้าไปในร้านโบราณแห่งหนึ่ง ฉันกระโดดเข้าไป จับแขนเขาได้ทันพอดีก่อนที่เขาจะปิดประตูร้าน
“อะไรเนี่ย เจ้าเป็นใครมาจับแขนข้าไว้ทำไม”
ชายผู้นั้นหันมามองหน้าฉันด้วยความตกใจ ฉันหันไปมองหน้าชายผู้นั้น และพูดแบบไม่ต้องคิดทันที
“คุณเป็นใคร บอกฉันมาดีๆนะ ว่าคุณเป็นใคร ทำไมแต่งตัวแปลกประหลาดกว่าคนอื่น และมาทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆในใจได้ บอกมานะ...ว่าเป็นใคร”
ฉันตะคอกใส่ตามนิสัยสาวที่เอาแต่ใจตัวเอง
เขามองมาที่ฉัน ดูสีหน้าแล้วเขาตกใจเหมือนกัน ที่เห็นฉันอยู่สภาพที่แปลกไปกว่าเขา
แต่งตัว เสื้อผ้า หน้าผม แปลกประหลาดในสายตาเขา เขาเดินรอบตัวฉัน มองอย่างพินิจพิเคราะห์
แล้วจ้องมองหน้าฉันอย่างต้องการคำตอบ
“ ข้าชื่อหยวน แซ่จิว เป็นเจ้าของร้านที่เจ้ายืนอยู่นี่แหละ แล้วเจ้าเป็นใคร มาที่นี่ทำไม จะมาซื้อเมล็ดกาแฟ หรือใบชา หรือต้องการอะไร บอกมา”
เสียงเขาฟังเด็ดขาดและจริงจัง ใบหน้าคมเข้ม แววตาจริงจัง
ไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้า ทำให้ฉันเริ่มกลัว เพราะฉันมองไปรอบๆร้าน
สภาพเป็นร้านขายของที่โบราณมาก ไม่น่าเชื่อว่าที่นี่จะจัดร้านได้เหมือนในหนังซี่รี่ย์จีนแนวย้อนยุค
“ฉันตามคุณมาเพราะว่า เหมือนฉันจะเคยรู้จักคุณมานานแล้ว”
ฉันพูดไปตามความรู้สึกที่มีในตอนแรกที่ได้พบเห็นเขา
“ ข้าสงสัยแล้วว่าเจ้าหลุดออกมาจากที่คุมขังหรือไม่ เพราะดูจากการแต่งตัว เจ้าน่าจะเป็นคนที่มิปกติ”
หยวนพูดและอมยิ้ม ฉันเพิ่งเห็นใบหน้าเขาเวลาที่เขายิ้ม เขามีลักยิ้มที่แก้มทั้งสองข้าง ความรู้สึกตอนนั้นแปลกๆขึ้นในใจ ใบหน้าแบบนี้ รอยยิ้มแบบนี้ ช่างคุ้นเคยอะไรเช่นนี้ เหมือนเรารู้จักกันมานานแสนนาน
“ไม่เชื่อก็ออกไปดูข้างนอกซิ ว่าเขาแต่งตัวกันอย่างไร เจ้านี่แปลกจริงเชียว ถ้าจะหลุดออกมาจากสถานดูแลคนผิดจริต”
เขาเริ่มยิ้มมากขึ้นปนหัวเราะ เพราะเห็นฉันทำท่าตื่นกลัวปนตกใจ
ฉันโมโหที่เขาพูดแบบนั้น ตัดสินใจเดินออกมานอกร้าน
“ พระเจ้าช่วย...ตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหนกันนี่ ทุกอย่างที่ฉันเห็นมันไม่ใช่เซี่ยงไฮ้ที่ฉันมาเที่ยวนี่
มองไปทางไหนก็มีแต่คนจีนหน้าโบราณ ทรงผมแบบแมนจู หญิงก็แต่งชุดกี่เพ้าบ้าง แบบเสื้อผ้าจีนโบราณ
บรรยากาศกลับตาลปัตร เหมือนเมื่อพันกว่าปีมาแล้ว"
“เป็นอย่างไร ข้าบอกแล้วว่าเจ้าแต่งตัวไม่เหมือนใคร บอกมาเจ้าหนีมาจากที่คุมขังคนผิดจริตใช่ไหม เดี๋ยวข้าจะให้ลูกน้องพาไปที่เดิม”
เขาสั่งลูกน้องในร้านให้เตรียมรถม้าพาฉันไปส่งสถานขังคนผิดจริต
“ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้เป็นคนบ้านะ แต่ฉันเป็นคนไทย อยู่สมัยรัชกาลที่ 9 สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มาเที่ยวเมืองเซี่ยงไฮ้ ปีที่มาคือปี พ.ศ .2540”
ฉันรีบอธิบายให้หยวนฟัง
เขาฟังฉันเล่าทำให้เขาตกใจมากจากข้อมูลที่ฉันบอกไป เขาหัวเราะและเล่าว่าตอนนี้เป็นสมัยราชวงศ์ชิง ช่วงแรกๆเขาไม่เชื่อว่าฉันพูดจริง
จากนั้นเขาให้ฉันนั่งลงและให้เล่าทุกอย่างให้เขาฟัง จากการที่เขาเป็นคนที่มีลักษณะดี ดูมีการศึกษาดี เขาจึงเข้าใจได้เร็ว และพยายามจะช่วยให้ฉันกลับเมืองไทยพร้อมกับเพื่อนให้ได้ ก่อนอื่นต้องออกจากโลกที่ต่างกันก่อน
พอหยวนได้ข้อมูลทุกอย่าง เขาเริ่มวางแผนตามคำบอกเล่าของฉัน เขาคำนวณเวลาตั้งแต่มาจากประเทศไทย และจะกลับประเทศไทย เขาใช้เวลาคิดว่าหนทางที่จะทำให้ฉันออกมาจากสมัยราชวงศ์ชิง และออกมาสู่เซี่ยงไฮ้ แล้วต้องกลับไปให้ทันเครื่องบินเที่ยวที่จะฉันต้องกลับไปประเทศไทย
เหลือเวลาอีก 6 วัน เขาต้องหาหนทางกลับให้ได้ ช่วงเวลาที่ฉันอยู่กับหยวน เขาจะพยายามเกลี้ยกล่อมและปลอบโยนฉันตลอด เมื่อเห็นฉันร้องไห้และนั่งเสียใจ
“ กินอาหารแบบนี้ได้หรือไม่ เพราะพวกข้ากินกันแบบนี้ อาจจะไม่เหมือนอาหารที่บ้านเจ้าในสมัยนี้กิน”
เขาดูแลฉันตลอดเวลา เพราะเกรงว่าฉันจะหลุดออกไปจากตรงที่มา ถ้าหลุดออกไป อาจจะกลับมายุคปัจจุบันไม่ได้ ดังนั้นหยวนกับฉันตัวแทบติดกัน เขาไปไหนฉันต้องอยู่นั่นตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนไปอาบน้ำ หรือนอนก็ต้องนอนใกล้กัน
ความผูกพันธ์ในแต่ละวัน แต่ละนาที แต่ละชั่วโมง ทำให้หยวนและฉันได้ใกล้ชิดกัน จึงเกิดความรู้สึกที่ลึกซึ้งต่อกันอย่างรวดเร็ว เขาไม่มีครอบครัว เป็นพ่อค้าขายกาแฟ ชา สมุนไพร มีชีวิตโสดไปวันๆ ถึงแม้จะมีสาวๆแวะเวียนมาหาเขาตลอด แต่ดูเขาไม่สนใจสาวๆเหล่านั้น
ตอนนี้ฉันแต่งตัวชุดสาวจีนโบราณสมัยราชวงศ์ชิง ดูกระจกแล้วก็จะพอใจในสภาพแบบนี้ ในใจคิดว่าถ้าฉันกลับไปโลกปัจจุบันไม่ได้ ฉันจะทำอย่างไร ครอบครัวที่บ้าน เพื่อนๆคงคิดว่าฉันสาบสูญไปแล้ว คิดทีไรฉันต้องร้องไห้ทุกครั้ง ดีที่มีหยวนเป็นเพื่อนตลอดเวลา
หยวนชวนฉันไปเที่ยวด้านนอกบ้าง เผื่อสักเวลาอาจได้หลุดออกมาจากอดีต เขาพยายามหาช่องทางออกจากโลกอดีต
ฉันเล่าเรื่องโลกปัจจุบันให้หยวนฟัง เขาฟังอย่างตั้งใจ เขารู้สึกตื่นเต้นอย่างมากเมื่อได้ฟังสิ่งในอนาคต ส่วนฉันก็ชอบที่จะได้สัมผัสโลกในอดีตพันกว่าปีของเขา
บรรยากาศสมัยราชวงศ์ชิง อยู่กันอย่างเรียบง่าย กินง่าย หยวนเล่าให้ฟังว่าในปลายสมัยของราชวงศ์ชิง ถือว่าได้เป็นยุคตกต่ำของราชวงศ์ การปกครองของราชวงศ์เป็นไปด้วยความล้มเหลว เกิดการฉ้อโกง สังคมเสื่อมโทรม ภาวะอดอยาก อีกทั้งต้องประสบกับการถูกรุกรานจากบรรดาชาตินักล่าอาณานิคมเนื่องจากในขณะนั้นเกิด ล่าอาณานิคม ประเทศตะวันตกในยุโรป ได้เริ่มล่าอาณานิคมในเมืองจีน โดยมีอังกฤษเป็นชาติแรก
ในเวลาที่เดือดร้อนแบบนี้ ฉันคิดท้อแท้อย่างที่สุด ไม่คิดแล้วว่าจะได้กลับบ้านเพราะโอกาสคงไม่มีแล้ว เพราะเหลือเวลาอีก 4 วันเท่านั้น โภไคยคงหาฉันไม่เจอและคงแจ้งความคนหายไปแล้ว พ่อแม่ทางบ้านจะเศร้าโศกกันขนาดไหนหนอ
ฉันนั่งคิดและร้องไห้อย่างหมดหวังที่จะได้กลับบ้าน ฉันคงติดอยู่ที่นี่ และต้องตายอยู่ที่นี่แน่นอน ไม่มีทางที่จะได้กลับออกมาแน่นอน
หยวนคุกเข่าและเข้ามาโอบกอดฉัน ไออุ่นจากอกของเขาทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นและมีความหวัง ฉันซบหน้าร้องไห้กับอกของเขาอย่างไม่รู้สึกอายอีกแล้ว
“ถ้าเจ้าไม่ได้กลับบ้าน เจ้าแต่งกับข้าได้ไหม ข้ารักเจ้า ข้าจะปกป้องเจ้า”
หยวนกอดและถามฉันอย่างจริงจัง เขาก้มลงมาจูบแก้มฉัน และปาดน้ำตาที่ไหลเต็มแก้มฉันด้วยความรักและสงสาร
“ หยวนรักฉันจริงๆใช่ไหม “
ฉันถามเขาให้แน่ใจอีกครั้ง เพราะถ้าฉันกลับโลกปัจจุบันไม่ได้ ฉันต้องอยู่กับใครสักคนเพื่อความอยู่รอดในโลกของอดีต หยวนเป็นคนเดียวที่ฉันจะอยู่กับเขาได้
“ ใช่..ข้ารักเจ้า ข้าจะดูแลเจ้าไปตลอดชีวิตของข้า”
หยวนพูดพร้อมรอยยิ้มที่น่ารักของเขา ถึงแม้จะแฝงไปด้วยความเศร้า
“ อย่างนั้นฉันจะแต่งงานกับหยวนเลย พรุ่งนี้เรามาแต่งงานกัน”
ฉันพูดอย่างจริงจังเพราะฉันคิดแล้วว่าฉันคงไม่ได้กลับบ้านแน่ ถ้ามีคนที่รักฉันอยู่ที่นี่ ชีวิตฉันจะเป็นอย่างไรก็ช่างเพราะไหนๆก็หลุดเข้ามาในโลกแห่งอดีตแล้ว ก็อยู่กับคนรักในโลกแห่งอดีตนี่แหละ
ในยามที่ต้องตัดสินใจ ฉันเป็นคนหนึ่งที่ใจเด็ด คิดแล้วทำเลย ภาวะตอนนั้นบ้านเมืองยากจน อดยาก การแต่งงานของฉันขอแค่จ้างช่างมาวาดรูปคู่ของฉันกับหยวนก็พอ อย่างอื่นไม่ต้องแล้ว
เหลือเวลาอีก 2 วัน วีซ่าทำไว้แค่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2540 เครื่องบินจะออกจากสนามบินเวลา 9.30 น.
ข้ามเวลา..มาพบรัก ตอน 2
ฉันตะโกนร้องเสียงดัง พร้อมวิ่งตามเขาไป โภไคยตกใจมากที่เห็นฉันมีอาการแบบคนไร้สติ เพราะเขาไม่เห็นใครเลย เห็นแต่ฉันวิ่งไปคนเดียวและตะโกนอยู่คนเดียว
“ ดุจ..ดุจ ตะเองเห็นอะไรเหรอ”
โภไคยรีบถามฉันอย่างตกใจและตื่นเต้นที่เห็นฉันมีอาการแบบนั้น
ฉันสะดุ้งสุดตัว หายใจถี่ ร้องไห้ออกมาเสียงดัง
เหมือนใจจะขาด เขาคนนั้นที่ฉันเห็น เขาหนีฉันไป เขาเป็นใครกัน ทำไมทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเขาเป็นคนที่มีความผูกพันธ์กับฉัน และเขาพยายามหนีฉันไป
“ เขาหนีฉันไปแล้ว เขาไม่รักฉันแล้ว เขาคงเกลียดฉันอย่างที่สุด ฉันทำอะไรผิด เขาจึงหนีฉันไป ฮือๆๆๆๆ”
ฉันพูดไปร้องไห้ไป เหมือนคนสติไม่สมประดี
“ เกิดอะไรขึ้นครับ มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ”
เป็นตำรวจท่องเที่ยวสองนายเข้ามาสอบถามเพราะเห็นฉันมีอาการผิดปกติ
“ไม่มีอะไรครับ เพื่อนผมเข้าใจอะไรผิดนิดหน่อยครับ ขอบคุณมากนะครับ”
โภไคยรีบบอกนายตำรวจสองนายไป เพราะไม่ต้องการให้เป็นเรื่องวุ่นวาย
หลังจากฉันรู้สึกตัว โภไคยเอาน้ำชุบผ้าเช็ดหน้า ให้ฉันเช็ดหน้าจะได้มีอาการดีขึ้น เขาไม่พูดอะไรมากไปกว่านั้น เพราะต้องรอให้ฉันเป็นคนเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเห็นอะไร
“ ไป..เราไปขึ้นเรือล่องแม่น้ำเล่นกันเถอะ ช่วงนี้อากาศกำลังดีเลย”
ฉันยังไม่เล่าอะไรให้โภไคยฟัง เพราะต้องพิสูจน์ด้วยตัวเองก่อน จึงจะกล้าพูดออกมา
หลังจากขึ้นเรือนั่งเล่น โภไคยพยายามมองหาสิ่งที่ผิดปกติในตัวฉัน ในขณะที่ฉันพยายามมองหาชายคนนั้นที่หนีขึ้นเรือไป ฉันสอดส่ายสายตาไปทุกที่บนเรือทุกลำที่พายผ่านไป ทำให้บรรยากาศนั่งเรือแทนที่จะโรแมนติก ฟินไปกับการนั่งเรือเล่น แต่กลับกลายเป็นเหมือนตำรวจกำลังตามหาผู้ร้าย
“เห็นแล้ว...เขาอยู่เรือลำนั้น ตามเขาไป...ตามเขาไป” ฉันสั่งคนพายเรือให้ตามเรือลำที่ชายคนนั้นนั่งอยู่ คนพายเรือทำตาม เร่งฝีพายเต็มที่เพื่อให้ทันเรือลำดังกล่าว
พอเรือลำที่มีชายคนนั้นถึงอีกฝั่ง เขาก้าวออกจากเรือและเดินขึ้นฝั่งไป ฉันวิ่งตามเขาไปแบบไม่คิดชีวิต อย่างไรก็ตามต้องตามเขาให้ทันให้ได้ จะได้สอบถามเขาว่าเขาเป็นใคร มาทำอะไร อย่างไร และต้องการอะไรจึงมาทำให้ฉันรู้สึกแบบนั้น
เขาก้าวเข้าไปในร้านโบราณแห่งหนึ่ง ฉันกระโดดเข้าไป จับแขนเขาได้ทันพอดีก่อนที่เขาจะปิดประตูร้าน
“อะไรเนี่ย เจ้าเป็นใครมาจับแขนข้าไว้ทำไม”
ชายผู้นั้นหันมามองหน้าฉันด้วยความตกใจ ฉันหันไปมองหน้าชายผู้นั้น และพูดแบบไม่ต้องคิดทันที
“คุณเป็นใคร บอกฉันมาดีๆนะ ว่าคุณเป็นใคร ทำไมแต่งตัวแปลกประหลาดกว่าคนอื่น และมาทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆในใจได้ บอกมานะ...ว่าเป็นใคร”
ฉันตะคอกใส่ตามนิสัยสาวที่เอาแต่ใจตัวเอง
เขามองมาที่ฉัน ดูสีหน้าแล้วเขาตกใจเหมือนกัน ที่เห็นฉันอยู่สภาพที่แปลกไปกว่าเขา
แต่งตัว เสื้อผ้า หน้าผม แปลกประหลาดในสายตาเขา เขาเดินรอบตัวฉัน มองอย่างพินิจพิเคราะห์
แล้วจ้องมองหน้าฉันอย่างต้องการคำตอบ
“ ข้าชื่อหยวน แซ่จิว เป็นเจ้าของร้านที่เจ้ายืนอยู่นี่แหละ แล้วเจ้าเป็นใคร มาที่นี่ทำไม จะมาซื้อเมล็ดกาแฟ หรือใบชา หรือต้องการอะไร บอกมา”
เสียงเขาฟังเด็ดขาดและจริงจัง ใบหน้าคมเข้ม แววตาจริงจัง
ไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้า ทำให้ฉันเริ่มกลัว เพราะฉันมองไปรอบๆร้าน
สภาพเป็นร้านขายของที่โบราณมาก ไม่น่าเชื่อว่าที่นี่จะจัดร้านได้เหมือนในหนังซี่รี่ย์จีนแนวย้อนยุค
“ฉันตามคุณมาเพราะว่า เหมือนฉันจะเคยรู้จักคุณมานานแล้ว”
ฉันพูดไปตามความรู้สึกที่มีในตอนแรกที่ได้พบเห็นเขา
“ ข้าสงสัยแล้วว่าเจ้าหลุดออกมาจากที่คุมขังหรือไม่ เพราะดูจากการแต่งตัว เจ้าน่าจะเป็นคนที่มิปกติ”
หยวนพูดและอมยิ้ม ฉันเพิ่งเห็นใบหน้าเขาเวลาที่เขายิ้ม เขามีลักยิ้มที่แก้มทั้งสองข้าง ความรู้สึกตอนนั้นแปลกๆขึ้นในใจ ใบหน้าแบบนี้ รอยยิ้มแบบนี้ ช่างคุ้นเคยอะไรเช่นนี้ เหมือนเรารู้จักกันมานานแสนนาน
“ไม่เชื่อก็ออกไปดูข้างนอกซิ ว่าเขาแต่งตัวกันอย่างไร เจ้านี่แปลกจริงเชียว ถ้าจะหลุดออกมาจากสถานดูแลคนผิดจริต”
เขาเริ่มยิ้มมากขึ้นปนหัวเราะ เพราะเห็นฉันทำท่าตื่นกลัวปนตกใจ
ฉันโมโหที่เขาพูดแบบนั้น ตัดสินใจเดินออกมานอกร้าน
“ พระเจ้าช่วย...ตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหนกันนี่ ทุกอย่างที่ฉันเห็นมันไม่ใช่เซี่ยงไฮ้ที่ฉันมาเที่ยวนี่
มองไปทางไหนก็มีแต่คนจีนหน้าโบราณ ทรงผมแบบแมนจู หญิงก็แต่งชุดกี่เพ้าบ้าง แบบเสื้อผ้าจีนโบราณ
บรรยากาศกลับตาลปัตร เหมือนเมื่อพันกว่าปีมาแล้ว"
“เป็นอย่างไร ข้าบอกแล้วว่าเจ้าแต่งตัวไม่เหมือนใคร บอกมาเจ้าหนีมาจากที่คุมขังคนผิดจริตใช่ไหม เดี๋ยวข้าจะให้ลูกน้องพาไปที่เดิม”
เขาสั่งลูกน้องในร้านให้เตรียมรถม้าพาฉันไปส่งสถานขังคนผิดจริต
“ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้เป็นคนบ้านะ แต่ฉันเป็นคนไทย อยู่สมัยรัชกาลที่ 9 สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มาเที่ยวเมืองเซี่ยงไฮ้ ปีที่มาคือปี พ.ศ .2540”
ฉันรีบอธิบายให้หยวนฟัง
เขาฟังฉันเล่าทำให้เขาตกใจมากจากข้อมูลที่ฉันบอกไป เขาหัวเราะและเล่าว่าตอนนี้เป็นสมัยราชวงศ์ชิง ช่วงแรกๆเขาไม่เชื่อว่าฉันพูดจริง
จากนั้นเขาให้ฉันนั่งลงและให้เล่าทุกอย่างให้เขาฟัง จากการที่เขาเป็นคนที่มีลักษณะดี ดูมีการศึกษาดี เขาจึงเข้าใจได้เร็ว และพยายามจะช่วยให้ฉันกลับเมืองไทยพร้อมกับเพื่อนให้ได้ ก่อนอื่นต้องออกจากโลกที่ต่างกันก่อน
พอหยวนได้ข้อมูลทุกอย่าง เขาเริ่มวางแผนตามคำบอกเล่าของฉัน เขาคำนวณเวลาตั้งแต่มาจากประเทศไทย และจะกลับประเทศไทย เขาใช้เวลาคิดว่าหนทางที่จะทำให้ฉันออกมาจากสมัยราชวงศ์ชิง และออกมาสู่เซี่ยงไฮ้ แล้วต้องกลับไปให้ทันเครื่องบินเที่ยวที่จะฉันต้องกลับไปประเทศไทย
เหลือเวลาอีก 6 วัน เขาต้องหาหนทางกลับให้ได้ ช่วงเวลาที่ฉันอยู่กับหยวน เขาจะพยายามเกลี้ยกล่อมและปลอบโยนฉันตลอด เมื่อเห็นฉันร้องไห้และนั่งเสียใจ
“ กินอาหารแบบนี้ได้หรือไม่ เพราะพวกข้ากินกันแบบนี้ อาจจะไม่เหมือนอาหารที่บ้านเจ้าในสมัยนี้กิน”
เขาดูแลฉันตลอดเวลา เพราะเกรงว่าฉันจะหลุดออกไปจากตรงที่มา ถ้าหลุดออกไป อาจจะกลับมายุคปัจจุบันไม่ได้ ดังนั้นหยวนกับฉันตัวแทบติดกัน เขาไปไหนฉันต้องอยู่นั่นตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนไปอาบน้ำ หรือนอนก็ต้องนอนใกล้กัน
ความผูกพันธ์ในแต่ละวัน แต่ละนาที แต่ละชั่วโมง ทำให้หยวนและฉันได้ใกล้ชิดกัน จึงเกิดความรู้สึกที่ลึกซึ้งต่อกันอย่างรวดเร็ว เขาไม่มีครอบครัว เป็นพ่อค้าขายกาแฟ ชา สมุนไพร มีชีวิตโสดไปวันๆ ถึงแม้จะมีสาวๆแวะเวียนมาหาเขาตลอด แต่ดูเขาไม่สนใจสาวๆเหล่านั้น
ตอนนี้ฉันแต่งตัวชุดสาวจีนโบราณสมัยราชวงศ์ชิง ดูกระจกแล้วก็จะพอใจในสภาพแบบนี้ ในใจคิดว่าถ้าฉันกลับไปโลกปัจจุบันไม่ได้ ฉันจะทำอย่างไร ครอบครัวที่บ้าน เพื่อนๆคงคิดว่าฉันสาบสูญไปแล้ว คิดทีไรฉันต้องร้องไห้ทุกครั้ง ดีที่มีหยวนเป็นเพื่อนตลอดเวลา
หยวนชวนฉันไปเที่ยวด้านนอกบ้าง เผื่อสักเวลาอาจได้หลุดออกมาจากอดีต เขาพยายามหาช่องทางออกจากโลกอดีต
ฉันเล่าเรื่องโลกปัจจุบันให้หยวนฟัง เขาฟังอย่างตั้งใจ เขารู้สึกตื่นเต้นอย่างมากเมื่อได้ฟังสิ่งในอนาคต ส่วนฉันก็ชอบที่จะได้สัมผัสโลกในอดีตพันกว่าปีของเขา
บรรยากาศสมัยราชวงศ์ชิง อยู่กันอย่างเรียบง่าย กินง่าย หยวนเล่าให้ฟังว่าในปลายสมัยของราชวงศ์ชิง ถือว่าได้เป็นยุคตกต่ำของราชวงศ์ การปกครองของราชวงศ์เป็นไปด้วยความล้มเหลว เกิดการฉ้อโกง สังคมเสื่อมโทรม ภาวะอดอยาก อีกทั้งต้องประสบกับการถูกรุกรานจากบรรดาชาตินักล่าอาณานิคมเนื่องจากในขณะนั้นเกิด ล่าอาณานิคม ประเทศตะวันตกในยุโรป ได้เริ่มล่าอาณานิคมในเมืองจีน โดยมีอังกฤษเป็นชาติแรก
ในเวลาที่เดือดร้อนแบบนี้ ฉันคิดท้อแท้อย่างที่สุด ไม่คิดแล้วว่าจะได้กลับบ้านเพราะโอกาสคงไม่มีแล้ว เพราะเหลือเวลาอีก 4 วันเท่านั้น โภไคยคงหาฉันไม่เจอและคงแจ้งความคนหายไปแล้ว พ่อแม่ทางบ้านจะเศร้าโศกกันขนาดไหนหนอ
ฉันนั่งคิดและร้องไห้อย่างหมดหวังที่จะได้กลับบ้าน ฉันคงติดอยู่ที่นี่ และต้องตายอยู่ที่นี่แน่นอน ไม่มีทางที่จะได้กลับออกมาแน่นอน
หยวนคุกเข่าและเข้ามาโอบกอดฉัน ไออุ่นจากอกของเขาทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นและมีความหวัง ฉันซบหน้าร้องไห้กับอกของเขาอย่างไม่รู้สึกอายอีกแล้ว
“ถ้าเจ้าไม่ได้กลับบ้าน เจ้าแต่งกับข้าได้ไหม ข้ารักเจ้า ข้าจะปกป้องเจ้า”
หยวนกอดและถามฉันอย่างจริงจัง เขาก้มลงมาจูบแก้มฉัน และปาดน้ำตาที่ไหลเต็มแก้มฉันด้วยความรักและสงสาร
“ หยวนรักฉันจริงๆใช่ไหม “
ฉันถามเขาให้แน่ใจอีกครั้ง เพราะถ้าฉันกลับโลกปัจจุบันไม่ได้ ฉันต้องอยู่กับใครสักคนเพื่อความอยู่รอดในโลกของอดีต หยวนเป็นคนเดียวที่ฉันจะอยู่กับเขาได้
“ ใช่..ข้ารักเจ้า ข้าจะดูแลเจ้าไปตลอดชีวิตของข้า”
หยวนพูดพร้อมรอยยิ้มที่น่ารักของเขา ถึงแม้จะแฝงไปด้วยความเศร้า
“ อย่างนั้นฉันจะแต่งงานกับหยวนเลย พรุ่งนี้เรามาแต่งงานกัน”
ฉันพูดอย่างจริงจังเพราะฉันคิดแล้วว่าฉันคงไม่ได้กลับบ้านแน่ ถ้ามีคนที่รักฉันอยู่ที่นี่ ชีวิตฉันจะเป็นอย่างไรก็ช่างเพราะไหนๆก็หลุดเข้ามาในโลกแห่งอดีตแล้ว ก็อยู่กับคนรักในโลกแห่งอดีตนี่แหละ
ในยามที่ต้องตัดสินใจ ฉันเป็นคนหนึ่งที่ใจเด็ด คิดแล้วทำเลย ภาวะตอนนั้นบ้านเมืองยากจน อดยาก การแต่งงานของฉันขอแค่จ้างช่างมาวาดรูปคู่ของฉันกับหยวนก็พอ อย่างอื่นไม่ต้องแล้ว
เหลือเวลาอีก 2 วัน วีซ่าทำไว้แค่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2540 เครื่องบินจะออกจากสนามบินเวลา 9.30 น.