สร้างรัก...บทที่ 5 (1)

บทที่ 5
 
         ปัถยาเดินตรวจดูความเรียบร้อยหน้างานอย่างที่ทำเป็นประจำทุกวัน ทั้งยังแวะทักทายพูดคุยกับคนงานตั้งแต่โซนเอไปจนถึงโซนซี โดยเรื่องที่พูดคุยก็ไม่พ้นกำชับให้คนงานทำงานด้วยความระมัดระวังและไม่ลืมที่จะเตือนพนักงานให้สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลขณะปฏิบัติงาน
 
         ตลอดระยะเวลาสองเดือนที่ผ่านมาหญิงสาวได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากที่แห่งนี้ ได้รู้จักผู้คนมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือในการทำงานของเธอเป็นอย่างดี จะมีพนักงานแค่บางคนและผู้รับเหมาบางชุดที่ดื้อรั้น ไม่ให้ความร่วมมือและไม่ปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยของโครงการ และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เธอโดนศรันย์เรียกไปต่อว่าอยู่บ่อยครั้ง
 
         ขณะกำลังเดินตรวจตราความปลอดภัยในโซนซี สายตาปัถยาก็เหลือบไปเห็นชวกรกับพนักงานคนหนึ่งที่กำลังยืนคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ในห้องที่ค่อนข้างลับตาคน ด้วยความอยากรู้หญิงสาวจึงยอมเสียมารยาทแอบหลบตรงมุมประตูเพื่อฟังบทสนทนาของทั้งสองอย่างเงียบๆ
 
         “ไหนนายรับปากกับฉันว่าจะเลิกยุ่งกับมันแล้วไง แล้วนี่อะไร ทำไมถึงกลับไปเล่นมันอีก” ชวกรกดเสียงต่ำอย่างพยายามควบคุมอารมณ์ เกรงว่าหากคุยกันด้วยอารมณ์และถ้อยคำที่รุนแรงลูกน้องอาจจะต่อต้านแล้วเตลิดไปใหญ่
 
         เมื่อเดือนที่แล้วชวกรสังเกตเห็นว่าลูกน้องในความดูแลของเขามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป จากคนเอาการเอางาน มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อนร่วมงาน ก็กลายเป็นคนเกียจคร้าน ไร้ความรับผิดชอบ ทั้งยังเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ไหนจะร่างกายที่ผ่ายผอมลงจนน่าตกใจ นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมการใช้เงินที่ดูจะฟุ่มเฟือยกว่าที่เคยเป็น เงินที่เคยพอใช้ในแต่ละเดือน กลับกลายเป็นไม่พอใช้ จนต้องมาหยิบยืมเขาอยู่เรื่อยไป 
 
         ตอนแรกชวกรได้แต่สงสัยและเฝ้าสังเกตพฤติกรรมลูกน้องอย่างเงียบๆ จวบจนวันหนึ่งที่เขาเข้าไปตรวจดูความเรียบร้อยที่หอพักคนงานตามคำไหว้วานของฝ่ายบุคคล และเขาก็เห็นลูกน้องคนนี้ทำตัวลับๆ ล่อๆ ที่บริเวณด้านหลังหอพัก เขาจึงแอบตามไปดู แล้วเขาก็ได้เห็นกับตาว่าลูกน้องของเขาแอบไปนั่งเสพยาอยู่ที่เพิงซอมซ่อด้านหลังหอพัก
 
         วันนั้นลูกน้องคนนี้ขอร้องไม่ให้ชวกรนำเรื่องนี้ไปแจ้งฝ่ายบุคคล เพราะบริษัทมีกฎห้ามพนักงานยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพติด หากใครฝ่าฝืน มีโทษสถานเดียวคือโดนไล่ออก ชวกรเห็นแก่อนาคตลูกน้องจึงเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ แลกกับการเลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดของลูกน้อง ตอนนั้นเด็กหนุ่มรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะเลิกข้องเกี่ยวกับสิ่งเสพติด หลังจากวันนั้นพฤติกรรมของคนหลงผิดก็เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จนโฟร์แมนหนุ่มเบาใจ
 
         แต่แล้ววันนี้ความจริงที่ชวกรได้รับรู้ก็ทำให้เขาผิดหวังเป็นอย่างมาก เพราะโอกาสที่เขาให้ไปมันไม่มีค่าอะไรเลย 
 
         “ผมขอโทษครับนายช่าง ต่อไปผมจะไม่ยุ่งกับมันอีกแล้ว” 
 
         มืดยกมือไหว้ปลกๆ รู้สึกผิดอยู่ไม่น้อยที่ไม่สามารถรักษาสัญญาได้ เขาพยายามเลิกแล้ว และเกือบจะทำมันสำเร็จอยู่แล้วเชียว แต่คนที่ชักชวนให้เขาลองในครั้งแรกไม่ยอมให้เขาได้เลิกง่ายๆ ไม่ว่าเขาจะปฏิเสธยังไง นายคนนั้นก็หาวิธีมาหลอกล่อเขาอยู่เรื่อย จนสุดท้ายเขาทนแรงยุไม่ไหว จนต้องหันกลับไปหามันอีกครั้งหนึ่ง
 
         “ครั้งก่อนนายก็พูดแบบนี้” ดวงตาคมกริบตวัดมองลูกน้องอย่างผิดหวัง เขารึอุตส่าห์หวังดี ให้โอกาสคนหลงผิดได้กลับตัวกลับใจก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายไป แต่อีกฝ่ายกลับไม่เห็นคุณค่าของโอกาสที่เขาหยิบยื่นให้เลยสักนิด
 
         “ที่ฉันคอยบอกคอยฉันเตือนก็เพราะหวังดีและเห็นแก่อนาคตของนาย ยาเสพติดมันไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นหรอกนะ มีแต่ผลเสียทั้งนั้น จะทำอะไรอย่านึกถึงแต่ตัวเอง ให้นึกถึงพ่อกับแม่บ้าง ถ้าลุงมีกับป้าสร้อยรู้เข้าจะเสียใจแค่ไหน นายเคยคิดบ้างไหม”
 
         คนฟังหน้าสลดลงทันทีเมื่อลูกพี่พูดถึงบุพการีทั้งสองของตน ที่ทำงานอยู่ที่นี่เหมือนกัน
 
         “ผมรู้ครับว่านายช่างหวังดีกับผม ผมขอโอกาสอีกครั้งนะครับนายช่าง ครั้งนี้ผมสัญญาและสาบานเลยครับว่าผมจะเลิกมันให้ได้ ผมจะไม่ทำให้นายช่างผิดหวังอีกแล้วครับ” มืดเว้าวอนขอโอกาสอีกครั้ง ทั้งยังให้คำมั่นด้วยท่าทีเด็ดเดี่ยว
 
         ชวกรนิ่งคิดไปพักหนึ่ง ก่อนจะยอมในที่สุด “ก็ได้ ฉันจะให้โอกาสนายอีกครั้ง และครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย หวังว่านายจะไม่ทำให้ฉันผิดหวังอีกนะ”
 
         “ขอบคุณมากครับนายช่าง ครั้งนี้นายช่างจะไม่ผิดหวังกับเรื่องเดิมๆ แน่นอนครับ” เจ้าของร่างผอมกะหร่องฉีกยิ้มจนตาหยีด้วยความดีใจ
 
         “รับปากแล้วก็ทำให้ได้อย่างที่พูดด้วยละกัน หากมีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกละกัน”
 
         “ครับนายช่าง”
 
         “ไปทำงานต่อได้แล้ว”
 
         “ครับผม” มืดยกมือไหว้ลูกพี่ก่อนหันหลังเดินออกไป แต่ยังไม่ทันพ้นประตูเสียงของชวกรที่ดังตามหลังมาก็หยุดเขาไว้เสียก่อน
 
         “เดี๋ยวก่อนมืด”
 
         “ว่าไงครับนายช่าง” มืดเดินกลับมายังตำแหน่งเดิมเพื่อรอฟังคำสั่งลูกพี่ ด้วยเข้าใจว่าที่ถูกเรียกไว้เพราะอีกฝ่ายจะสั่งงาน
 
         “นายพอจะบอกฉันได้ไหมว่าใครที่นำยามาปล่อยในไซต์งาน” ชวกรคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ขืนปล่อยไว้แบบนี้ไม่วายยาเสพติดคงระบาดไปทั่วไซต์งานแน่ 
 
         “เอ่อ...” มืดอึกอักทั้งยังมีสีหน้าลำบากใจ ด้วยเขาโดนพวกมันขู่ไว้ว่าหากปากพร่อยบอกใครไปพวกมันไม่เอาเขาไว้แน่
 
         “มืดไม่ไว้ใจฉันเหรอ”
 
         “ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับนายช่าง คือผมจะพูดยังไงดีล่ะ” มืดพยายามเรียบเรียงคำพูด
 
         “พวกมันขู่นายไว้ใช่ไหม”
 
         “ใช่ครับ” มืดพยักหน้ายอมรับ และยอมบอกแต่โดยดีว่าใครเป็นคนนำยาเสพติดมาปล่อยให้คนงานในไซต์งาน ซึ่งชวกรเองก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะจัดการเรื่องนี้เองและจะไม่ให้มีเรื่องเดือดร้อนมาถึงมืด 
 
         เมื่อตกลงกันได้ทั้งสองก็เดินตามกันออกมาจากห้องดังกล่าว ส่วนคนที่แอบฟังอยู่หน้าประตูก็รีบเร้นกายเข้ามุมมืดทันที หญิงสาวรอจนพ้นร่างของสองหนุ่ม จึงออกมาจากที่หลบซ่อน
 
         “ห่วงคนอื่นก็เป็นด้วยแฮะ นึกว่าจะตีหน้ายักษ์เป็นอย่างเดียวซะอีก” 
 
         ปัถยาพึมพำกับตัวเอง เธอชักจะคล้อยตามคำพูดที่ก้องภพและคนอื่นๆ เคยบอกไว้แล้วสิว่าชวกรเป็นคนจิตใจดี เป็นคนมีน้ำใจ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเห็นเขาแสดงความห่วงใยต่อคนอื่น เมื่อครั้งที่ก้องภพบอกกับเธอว่าชวกรเป็นคนใจดี ตอนนั้นเธอแทบไม่อยากเชื่อ ด้วยท่าทางนิ่งๆ และไม่ค่อยสุงสิงกับใครของเขา ไหนจะท่าทางไม่ชอบหน้าเธอนั่นอีก เธอเลยคิดว่าเขาเป็นพวกไม่สนใจใคร ใครจะเป็นจะตายยังไงก็ช่าง เขาคงไม่สนใจใยดี แต่ที่ไหนได้ เขากลับเป็นคนที่คอยห่วงใยทุกข์สุขของลูกน้องมากกว่าคนอื่นๆ เสียด้วยซ้ำ ซึ่งเรื่องราวที่ว่านอกจากเธอจะเห็นด้วยตาตัวเองแล้ว บรรดาคนงานยังเล่าให้เธอฟังอยู่ไม่ขาดถึงเรื่องราวความมีน้ำใจของเขา
 
         “ถ้าตัดเรื่องชอบตีหน้ายักษ์ ชอบพูดจาห้วนๆ แบบมะนาวไม่มีน้ำ แล้วก็เรื่องชอบพูดจาเหน็บแนมแบบไม่รู้สาเหตุออกไป ก็นับว่าคุณเป็นคนใช้ได้คนหนึ่งเลยนะเนี่ย”
 
         ปัถยาคิดในใจ พร้อมกับตั้งข้อสังเกตบางอย่างเกี่ยวกับการแสดงออกของชวกร กับคนอื่นๆ เขาจะพูดจาด้วยถ้อยคำปกติ แม้จะไม่ได้ยิ้มแย้มแต่มันก็ดูเป็นมิตรมากกว่าเวลาที่เขาคุยกับเธอ ซึ่งการกระทำดังกล่าวสร้างความงุนงงให้กับปัถยาเป็นอย่างมาก เธอไม่เข้าใจว่าตัวเองไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจตอนไหนหรือเปล่า เขาถึงได้ทำตัวเหมือนเป็นปรปักษ์กับเธอแบบนั้น แม้ว่าจะอยากรู้สาเหตุของการกระทำของเขาสักเพียงใดแต่ปัถยาก็จนปัญญา เมื่อเจ้าตัวนั้นไม่เคยปริปากบอกอะไรกับเธอเลย แม้ว่าเธอจะเคยถามไปแล้วหลายครั้ง คำตอบที่ได้รับมีเพียงความเงียบ
 
         เมื่อเห็นว่าอยู่ตรงนี้นานเกินไปแล้วปัถยาจึงคิดที่จะกลับขึ้นไปทำงานเอกสารบนออฟฟิศ แต่ยังไม่ทันได้ก้าวขาออกไปก็เป็นอันต้องรีบหลบเข้ามุมมืดตามเดิม เมื่อมีชายสองคนท่าทางลับๆ ล่อๆ เดินตรงมายังห้องที่ชวกรและมืดเพิ่งออกไปเมื่อสักครู่ แล้วดวงตากลมโตเบิกโพลงอย่างตกใจพร้อมกับยกมือขึ้นปิดปากตัวเองด้วยกลัวว่าจะเผลอส่งเสียงอะไรออกไปให้คนทั้งสองรู้ตัว เมื่อเห็นชัดว่าสองคนนั้นกำลังทำอะไร และหนึ่งในนั้นคือคนที่ชวกรกับมืดเพิ่งพูดถึงเมื่อสักครู่ 
 
         ปัถยาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาหวังจะถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอเก็บไว้เผื่อจะได้ใช้ประโยชน์ในวันข้างหน้า แต่ยังไม่ทันได้ทำตามที่ตั้งใจ สมาร์ตโฟนในมือก็ส่งเสียงดังขึ้นเสียก่อน ขณะที่นิ้วเรียวกำลังจะกดปิดเสียงเพราะกลัวคนในห้องได้ยิน หางตาของเซฟตีสาวก็เหลือบเห็นชายทั้งสองคนกำลังย่างสามขุมมาทางตน จึงจำต้องกดรับสายและพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด ให้เหมือนกับว่าเพิ่งเดินผ่านมาทางนี้พอดี ทั้งที่ในใจนั้นเต้นโครมครามด้วยความตระหนก
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่