เรื่องสั้น เอ็นวายกู NYKU: New York Kitchen University ตอนที่ 32: ใครว่าอยู่เมืองนอกสบาย

สวัสดีครับ วันนี้มีเรื่องสั้น เอ็น.วาย.กู. New York Kitchen University มานำเสนอครับ ชื่อ ตอนใครว่าอยู่เมืองนอกสบาย ว่าง ๆ ก็มาอ่านเล่นได้ครับ เห็นช่วงนี้ #ย้ายประเทศกันเถอะ โผล่มาเยอะมาก เพื่อน ๆ หลายคนก็ถามไถ่ว่า ถ้าย้ายจริง จะเป็นไปได้ไหม ก็ลองมาอ่านดูนะครับ ขำ ๆ 

          #ย้ายประเทศกันเถอะ แฮชแท็คที่โคตรจะดัง ณ ตอนนี้ จนเพื่อนฝูง พี่น้องหลายคนก็ส่งข้อความมาสอบถามถึงความเป็นไปได้ของการที่จะย้ายมาตั้งรกรากกันที่นิวยอร์กกัน ถามไถ่ไป ก็ได้ความว่า ทนไม่ไหวแล้ว มันเอือมระอาเหลือจะทานทนกับเรื่องราวที่ไม่เจริญของประเทศไทย กับวัยรุ่นสมัยสงครามเย็นที่ทำตัวเป็นขี้แข็ง กดชักโครกไปสามหนก็ยังเอาไม่ลง เอาไม้ดูดส้วมมาเคาะแล้ว กะจะตีให้แตก ก็ไม่ยุบ ไม่บุบ สรุปกดไงก็ไม่ลง ไล่ไงก็ไม่ไป ด้ายยยยย! งั้นกูไปเองก็ได้! อยู่ก็อดตาย ย้ายประเทศดีกว่า เฮ้ย เอางั้นเลยเร๊อะ! เลยเกิดเป็นกระแสไฟลามทุ่งทั่วทั้งประเทศไทย ว่าไม่เอาแล้วขอไปตายเอาที่น้ำบ่อหน้าดีกว่า หนึ่งในน้ำบ่อหน้าที่ถูกพูดถึงก็คงไม่พ้นประเทศพี่เบิ้ม ขาโจ๋ของเราอย่างอเมริกา แต่ไม่ใช่ว่าการย้ายถิ่นฐานมันจะเป็นเรื่องง่ายแบบปอกกล้วยเข้าปากนะครับ มันอีกเรื่องราวที่อยู่ใต้พรมอีกมากที่ไม่ได้พูดถึง ลองมาฟังกันดูนะครับ

          ช่วงบ่ายสามกว่า ๆ ของวันฟ้าใส ในช่วงฤดูร้อน ตรงหัวมุมถนน 77th Street กับ Broadway ย่าน Elmhurst ย่านที่อยู่อาศัยของพวกเราพี่น้องคนไทย ณ ระเบียงบ้านหลังที่สาม ชั้นสอง มีควันโขมงลอยฟ่องขึ้นสู่ท้องฟ้า ระคนไปกับกลิ่นพวกเนื้อปิ้งย่างแบบไทย ๆ ผม พี่ร็อคกี้และโจ้ กับเพื่อนอีกสี่ห้าคนกำลังจัดปาตี้รับลมร้อน ไอเดียการปิ้งย่างครั้งนี้ มันเริ่มมาจากผมกับพี่ร็อคกี้สองคน อยากกินปิ้งย่าง ก่อนจะชวนเพื่อน ๆ พี่ ๆ คนใดหากว่าง อยากจะมาแจมกันก็มาได้เลย ไม่มีนัดล่วงหน้า ใครวันนี้หยุด ก็ออกมารับลมร้อนกับแสงแดดยามบ่าย ปิ้งหมู จิบเบียร์ เล่นกีต้าร์กันแบบบรรยากาศไทย ๆ ก็พอช่วยให้ร่างกายที่มันเหนื่อยล้า จากการแปลงร่างเป็นยอดมนุษย์ร้านอาหาร ให้ได้พักผ่อน ฟื้นพลังบ้างก็ดี

          โชคดีที่ได้พี่ร็อคกี้ มือปิ้งอันดับหนึ่งของเรา เนื้อแบบไหนควรกินยังไง หนาเท่าไหร่ หั่นยังไง ย่างแดงแค่ไหนควรกิน แกรู้หมด เรียกว่าตัวจริงเรื่องปิ้งย่างเลยดีกว่า ยิ่งน้ำจิ้มแจ่วฝีมือแกนะ แหม่...เล่าไปยังน้ำลายไหลไป 555 ส่วนโจ้ก็เป็นมือกีต้าร์ประจำซอย เล่นได้ทุกเพลง โจ้เล่าว่า นาวิน ต้าร์เป็นคนสอนมันเล่นกีต้าร์ นาวิน ต้าร์เล่นกีต้าร์เก่งมว๊ากกกก ส่วนผมอาศัยว่าเป็นเจ้าบ้าน ฝ่ายจัดสถานที่ คอยอำนวยความสะดวกให้กับพวกพ้อง แปลง่าย ๆ คือ ทำตัวเป็นรัฐบาลไทย คอย-และดื่ม 555

          จำไม่ได้เหมือนกันว่าวันนั้นเรากินวัวตาย ควายล้มกันไปกี่ตัว รู้แต่ว่าเบียร์นี่น่าจะสองลังภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง เรียกว่าเดินไปร้านลุงใบ๋ขายเบียร์กันต่ออีกหลายรอบ เพื่อนฝูงคนไหนตามมา ก็มักจะหิ้วเบียร์มาแพ็คสองแพ็ค เรียกว่าดื่มได้ไม่พร่อง พอตกดึกไอ้ที่ต้องทำงานวันพรุ่งก็ลาไป ที่เมาหลับแอ๋ไปก็มี เหลือผู้รอดชีวิต สายแข็งอยู่ไม่กี่คน มีผม พี่ร็อคกี้ แล้วก็โจ้ เราเล่นกีต้าร์ร้องเพลงกันไป กินไปคุยไป สุดท้ายมันก็วกมาแถว ๆ เรื่องอดีตชาติของเรา สมัยยังอยู่เมืองไทย ว่าทำไมเราเลือกที่จะมาอยู่ที่นิวยอร์กกัน
          “เรื่องของเรื่องคือ เพื่อนกูมันสมัคร Green Card Lotto แล้วชวนกูสมัครด้วย ผลออกมา กูถูกหวยได้ Green Card ส่วนเพื่อนกูอด” พี่ร็อคกี้ซึ่งทำงานอยู่ร้านญี่ปุ่นไฮโซร้านนึงเล่าก่อนใคร ตามประสาแก่สุดเล่าก่อน
          “งี้แหละ ผมได้ยินบ่อย พวกสมัครขำ ๆ ได้ ไอ้คนที่อยากได้จริง ๆ สมัครทุกปี แม่มอด-ตลอด 555” โจ้พูด
          “ตอนนั้นกูก็คิด เอาไงดีวะ กูเป็น Sale ขายของ สมัยสิบกว่าปีก่อนได้เงินเดือนสามหมื่น บวกค่าคอมด้วย เดือนนึงก็สี่ห้าหมื่นอยู่นะ คือเงินดีเลยล่ะ” พี่ร็อคกี้เล่า
          “คร่อก ๆ ๆ ” ผมกับโจ้แกล้งทำเป็นหลับ
          “ไอ้สั้ส ตื่น! กูยังไม่ทันเล่าเลย ไม่ใช่ในสภานะ!” พี่ร็อคกี้โวยวาย ก่อนจะเข้าเรื่อง
          “ตอนกูต้องตัดสินใจว่าจะเอาไง จะมาเมกาไหม กูถามตัวเองว่า กูชอบเป็น Sale ไหม ก็เปล่า แต่กูรู้ว่าชอบเที่ยว อยากจะไปเที่ยวไปทั่วโลก ถ้าทำงานที่ไทย กูคงไม่มีปัญญาจะหาเงิน กับหาเวลาที่จะไปได้ นั่นแหละที่ทำให้กูเลือกที่จะมา” พี่ร็อคกี้เจ้าของฉายา ร็อคกี้ร้อยประเทศ แกไปเที่ยวมาหมดแล้ว ยุโรป เอเชีย อเมริกาใต้ หลักการใช้ชีวิตของแก คือ ทำงานอย่าลืมใช้เงิน พอแกทำงานเก็บเงินได้ประมาณปีสองปี จนเก็บได้ถึงจุดที่แกตั้งงบเอาไว้แล้ว แกก็จะลางานไปเที่ยวสักเดือนนึง ไปเติมไฟให้กับชีวิตนักเดินทางของแก ถ้าอยู่เมืองไทยก็คงทำแบบที่แกทำไม่ได้จริง ๆ อ่ะนะ
          “สุดท้ายก็ยังเป็น Sale อยู่นะ หนีไม่พ้น แต่เป็น Sale ในร้านอาหารไง” พี่ร็อคกี้จบ ก่อนโจ้จะเล่าต่อ
          “ผมจบมหา’ลัยมา ตอนรอรับปริญญา ก็มา Work อยู่ที่ Six Flags* ตอนนั้นทำได้ชั่วโมงล่ะ $12 ทำงานเดือนนึงก็ได้ $2,000 แล้ว คูณเป็นเงินไทยก็เกือบ 70,000!” โจ้เล่าถึงความหลัง
          “นี่ค่าแรงขั้นต่ำนะ แปลว่าถ้าทำร้านอื่น ๆ เงินต้องดีกว่านี้อีก พอหมด​ Work ผมเลยตัดสินใจโดด ไม่กลับไทยล่ะ เป็นโรบินฮู้ดเข้านิวยอร์กหาเงินดีกว่า” โจ้เล่า
          “กลับไปทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน เดือนนึงหมื่นนิด ๆ มันไม่พอ-อ่ะพี่ แค่จะไปไถ่ที่นาที่จำนองไว้ตอนส่งผมเรียน ชาติหน้าก็ยังไถ่ไม่หมด” โจ้เล่าติดตลก
          “ไม่ไปจำนำข้าวล่ะ บ้านทำนาไม่ใช่เร๊อะ?” ผมถามกวนส้นเท้า
          “นั่นเก่าไป๊ ตอนนี้ต้องคนละครึ่งแล้ว” โจ้สวนมุข
          “ลงทะเบียนทันเหรอ” ผมสวนกลับ
          “ไม่ทันก็อดทน พยายามลงต่อไปซิ” โจ้เล่นกลับ
          “พอเหอะ พวก เล่นมุขยิ้มไรกัน ไม่เกรงใจรัฐบวยเลย” พี่ร็อคกี้เอามั่ง
          “รัฐบาล!” ผมกับโจ้ตอบพร้อมกัน
          “ถูกแล้วโว้ย รัฐบวยหัวคาล!” พี่ร็อคกี้ตบมุขให้ ก่อนที่โจ้จะเล่าต่อ
          “ตอนผมบอกที่บ้าน นึกว่าแม่จะไม่ชอบใจ ปรากฎว่าเปล่าเลย แถมบอกอีกต่างหากว่า ไม่ต้องรีบกลับมานะ เดี๋ยวนี้เมืองไทยเศรษฐกิจไม่ดี อยู่ลำบาก ไม่น่าอยู่ ถ้าผมไปต่อทางนี้ได้ก็ดี” โจ้เล่าพลางส่ายหัว ก่อนจิบเบียร์ขวดสีเขียวเพลิน ๆ
          “ผมไม่มีใบเหมือนพี่ร็อคกี้ แต่ยังโชคดี มีเลขโซเชี่ยลจากตอนมา Work เลยหางานทำได้ง่ายหน่อย แต่ก็ไม่ได้คิดนะพี่ ว่าจะต้องมาใช้แรงงานขนาดนี้ เลิกร้านแต่ละวันนี่ ปวดหลัง แขนล้าไปหมด” โจ้เล่าตามประสาเป็น Runner มืออาชีพ เห็นมันตัวโต ๆ ล่ำ ๆ ออกอาหารที่สี่ห้าจาน แต่เลิกงานก็มาบอกปวดหลังบ้าง ช่วยแปะแผ่นคลายกล้ามเนื้อให้หน่อยก็หลายหนอยู่ เพราะร้านที่ทำมัน Busy แบกซะหลังแอ่น
 
          หลังจากเบียร์หมด เราก็มาจบกันที่ Regency ที่หิ้วมาจากเมืองไทย ความดราม่าก็ค่อย ๆ เพิ่มดีกรีตามความแรงของเครื่องดื่มเช่นกัน
          “ผมเคยโดนฝรั่งบอก ยูไม่ได้พูดภาษาอังกฤษ” โจ้เล่า หลายคนอยู่เมืองนอกเมืองนามานาน แต่ภาษาไม่ได้เลยก็มี เพราะว่าอยู่แต่ในครัว พูดก็พูดแต่ภาษาไทย เผลอ ๆ ได้ภาษา Spanish แทนเสียอีก เพราะต้องคุยกับพวกพี่โก้ ที่ทำงานในครัวซะมากกว่า แหม่! ก่อนที่โจ้จะเริ่มเล่นกีต้าร์แบบเบา ๆ เป็นทำนองเพราะ ๆ ซึ้ง ๆ
          “ใครว่าอยู่เมืองนอกสบาย.... ใครว่าอยู่เมืองนอกสบายนะ” โจ้ร้องคลอ เสียงเหมือนธีร์ ไชยเดชโคตร เพลง ‘ใครว่าอยู่เมืองนอกสบาย’ ของวง Outsider วงดนตรียุค 90’s เนื้อร้องก็ประมาณว่า ใครบอกว่าเมืองนอกน่ะสบาย อยู่เมืองนอกโคตรจะลำบาก ต้องประหยัด อาหารของกินก็แพง แถมรสชาติก็ไม่ถูกปากเหมือนที่บ้านเรา ต้องหมั่นศึกษา ขยันทำงาน เหงาคิดถึงเมืองไทย แต่ก็ต้องอยู่ให้ได้

          เพลงใครว่าอยู่เมืองนอกสบาย version ของโจ้ จะไม่เหมือนกับต้นฉบับเท่าไหร่นัก ช้ากว่าต้นฉบับ เหมือนกับเป็นเพลงเศร้า ที่แอบเผยความรันทดของชีวิตลูกผู้ชายคนนึงที่ตัดสินใจเป็นโรบินฮู้ด กลายร่างเป็นแรงงานต่างด้าว เพราะหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น เงินทองที่ได้มามันมากกว่าที่บ้านเราก็จริง แต่มันก็ต้องแลกมาด้วยอะไรที่สำคัญเหมือนกัน อย่างเวลาที่จะได้ใช้กับครอบครัว ไหนจะต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยว สภาพสังคม วัฒนธรรม ภาษาที่แตกต่างอีกล่ะ
          “บางทีกูก็ถามตัวเองนะว่า กูมาทำยิ้มอะไรที่นี่วะ” โจ้เล่าความในใจ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้ยินประโยคนี้ หลายครั้งที่ได้ยินเพื่อน พี่น้องคนไทยรำพึงประโยคนี้ออกมา แม้แต่ตัวผมเองก็หลายครั้งด้วยซ้ำ และผมก็เชื่อว่า มันไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ผมจะได้ยินเหมือนกัน
คนทุกคนก็มีเหตุผลของชีวิตตัวเองกันทั้งนั้น ไม่ใช่แค่คนไทยนะ เพื่อนคนญี่ปุ่น ไต้หวัน รัสเซีย หรือแม้แต่อเมริกันเอง เขาก็เจอกับอุปสรรคชีวิตกันทั้งนั้น ถึงเลือกที่จะจากบ้านเกิด มาตามหาอะไรบางอย่างที่อเมริกา ที่นิวยอร์ก หรือที่อื่น ๆ แต่ผมเชื่อว่า ถ้าเลือกได้ ทุกคนก็คงอยากอยู่ที่บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองทั้งนั้น จะมาลำบากลำบนเป็นกะเหรี่ยงต่างด้าว เป็นผู้ใช้แรงงานกันไปทำไม

          โจ้จบเพลงพร้อมกับอารมณ์ซึ้ง ๆ กับเสียงตบมือเบา ๆ จากผมและพี่ร็อคกี้ ก่อนที่จะเริ่มเล่นเพลงต่อมา เป็นเพลงเร็วขึ้นมานิดนึง ผมกับพี่ร็อคกี้ก็แทบจะหายเมา เมื่อโจ้เริ่มร้อง
          “บรรพบุรุษของไทยแต่โบราณ ปกบ้านป้องเมืองคุ้มเหย้า เสียเลือด เสียเนื้อมิใช่เบา หน้าที่เรารักษาสืบไป... ” โจ้ร้องเพลง ‘เราสู้’ เดี๋ยวนะนี่เมิงอารมณ์ไหนวะเนี่ย เพลงพระราชนิพนธ์เลยนะโว๊ย นาวิน ต้าร์สอนมาด้วยเปล่าวะเนี่ย!
          “ถึงขู่ฆ่าล้างโคตรก็ไม่หวั่น จะสู้กันไม่หลบหนีหาย สู้ตรงนี้ สู้ที่นี่ สู้จนตาย ถึงเป็นคนสุดท้ายก็ลองดู” โจ้ร้องต่อแบบอินจัด
          “เอ้า พวกเรา สู้ไม่สู้!” โจ้ถามเสียงดัง ตามประสาคนเมา
          “สู้โว๊ย ๆ” ผม กับพี่ร็อคกี้ตะโกนตอบ

หลังจากนั้น​ผมก็จำไม่ค่อยได้แล้ว ว่าคืนนั้นมันไปจบที่ไหน แต่เรื่องของ #ย้ายประเทศกันเถอะ ที่เห่อขึ้นในไทยตอนนี้นั้น ในฐานะของคนที่อาบน้ำร้อน (ที่ต่างประเทศ) มาก่อน อยากจะบอกว่า การย้ายประเทศมันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่นึกอยากจะย้ายก็ย้าย แบบเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า ซื้อตั๋วเครื่องบิน แล้วข้ามประเทศมาทำงานบ้านเมืองอื่นได้เลยนะ ลองคิดดูว่า บ้านเขาอยู่ดี ๆ จะมารับคนต่างชาติ ที่เดินทางมาพึ่งพิง มาของานทำให้เหนื่อยทำไม? มันก็อารมณ์เหมือนกับแรงงานต่างด้าว ที่อพยพเข้ามาอยู่บ้านเรานั่นแหละ บางทีก็โดนไล่อย่างกับหมูหมา ให้ไปทำงานแบกหาม มองเขาเป็นพลเมืองชั้นสอง ชั้นสาม คุณพร้อมไหมล่ะ ที่จะมาเจออะไรแบบนี้ ถ้าพร้อมจะสู้ก็มาได้เลย!
 
*Six Flags คือ สวนสนุกเครื่องเล่นใหญ่โตของ New Jersy บ้านใกล้เรือนเคียงของนิวยอร์ก
 
ฝากกดติดตาม กดไลค์ ตามอัพเดท เอ็น.วาย.กู. NYKU: New York Kitchen University เรื่องวุ่น ๆ ของมนุษย์ห้องครัวในมหานครนิวยอร์กได้ที่ 
FB: https://www.facebook.com/ny.kitchen.university
IG: https://www.instagram.com/ny.kitchen.university/
 
#เอ็นวายกู #nyku #newyorkkitchenuniversity #คนไทยในนิวยอร์ก #มหาลัยห้องครัว
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  เรื่องสั้น ชีวิตในต่างแดน คนไทยในอเมริกา นครนิวยอร์ก
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่