๑๖
“ทุกเพลงที่ผมร้องเมื่อคืน ผมตั้งใจร้องให้คุณแป้งโดยเฉพาะเลยนะครับ” พิชญ์พงศ์พูดขึ้นหลังข้าวต้มในชามพร่องไปกว่าครึ่ง
“เหรอออ” ปาณฑราลากเสียงยาวอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนตักข้าวต้มเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ
“ส่วนเรื่องผู้หญิงคนนั้น เขามาตามตื๊อผมจริง อย่างที่คุณเห็นนั่นแหละ แต่ผมไม่ได้คิดอะไรกับเขา และไม่เคยคิดจะเล่นด้วยเลย”
“มาบอกฉันทำไมคะ ไม่เห็นจะอยากรู้เลย” คนปากไม่ตรงกับใจปดออกไปคำโต
“ถึงคุณแป้งไม่อยากรู้ แต่ผมอยากบอกครับ คุณจะได้เลิกเข้าใจผมผิดๆ สักที”
“ใครเข้าใจอะไรผิด ไม่มีสักหน่อย คุณจะทำอะไรกับใครมันก็เรื่องของคุณ ไม่เห็นเกี่ยวกับฉันสักหน่อย” คนปากแข็งยังคงไม่ยอมรับ
“เกี่ยวเต็มๆ เลยแหละครับ เพราะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมจะเริ่มจีบคุณแป้งอย่างเป็นทางการ ฉะนั้นผมก็ต้องเคลียร์ตัวเองให้เรียบร้อยก่อน” ชายหนุ่มบอกออกไปตามตรง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น
“ผมขอสารภาพตามตรงเลยนะครับว่าผมชอบคุณแป้ง ตอนนี้คุณแป้งอาจจะยังไม่รักไม่ชอบผม ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ผมขอแค่อย่างเดียว คุณแป้งอย่าเพิ่งไปรักใครได้ไหมครับ หัวใจของคุณแป้งผมขอจองไว้ก่อน”
น้ำเสียงในประโยคท้ายๆ ของคนพูดเจือแววเว้าวอน ซึ่งทำเอาคนฟังได้แต่นิ่งอึ้งกับคำสารภาพอย่างตรงไปตรงมาของเจ้าของห้อง ทั้งยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองเขา ด้วยรู้ดีว่านัยน์ตาคู่นั้นมันมีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจตัวเองแค่ไหน จึงเอาแต่ก้มหน้างุดและใช้ช้อนเขี่ยข้าวต้มในถ้วยไปมาอย่างทำอะไรไม่ถูก
‘แค่เขาบอกว่าจะจีบ เธอก็เขินจะแย่ นี่ยังจะมาสารภาพว่าชอบอีก แล้วแบบนี้จะให้เธอพูดอะไรได้ล่ะ’ ปาณฑราได้แต่บ่นอุบอิบอยู่ในใจ
และเมื่อเห็นว่าหญิงสาวเอาแต่เงียบไม่พูดอะไร พิชญ์พงศ์จึงพูดต่อ
“ส่วนเรื่องที่ร้านอาหารญี่ปุ่นวันนั้น ผมต้องขอโทษด้วยนะครับที่ทำตัวไม่ค่อยน่ารักเท่าไร ทั้งๆ ที่คุณแป้งเข้าใจผิด ผมก็ยังจะดึงดันเอาแต่ใจตัวเอง คิดถึงแต่ตัวเอง โดยไม่ได้คิดถึงความรู้สึกของคุณแป้งเลย”
เพราะยังอึ้งกับความในใจของเขาไม่หาย สมองของปาณฑราเลยประมวลผลช้าขึ้นมาเสียอย่างนั้น แม้แต่ถ้อยคำที่จะตอบโต้ออกไปก็ยังคิดไม่ออก
“คุณแป้งไม่คิดจะพูดอะไรบ้างเลยหรือครับ” เขาถามเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้ายังคงเอาแต่ก้มหน้าก้มตามองอาหารตรงหน้า ราวกับมันเป็นอะไรที่น่าสนใจนักหนา
“ถ้าคุณแป้งยังเอาแต่เงียบอยู่แบบนี้ ผมจะถือว่าคุณแป้งไม่ขัดข้องเรื่องที่ผมขอนะครับ” ชายหนุ่มตีความเองเสร็จสรรพ แต่เมื่อได้เห็นแก้มนวลที่เปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อของเธอแล้ว พิชญ์พงศ์ก็เริ่มเข้าใจอาการที่เอาแต่นิ่งเงียบของหญิงสาว
“พูดมากจังคุณเนี่ย ไหนบอกว่าเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่งไง แล้วนี่อะไร พูดไม่หยุดเป็นนกแก้วนกขุนทองเลย แล้วพูดอะไรก็ไม่รู้ อย่างกับลิเกแน่ะ” คนที่พยายามกลั้นยิ้มจนเมื่อยแก้ม ทำทีเป็นเงยหน้าขึ้นมาต่อว่าเขาอย่างไม่จริงจังนัก
พิชญ์พงศ์หลุดขำกับคำต่อว่าต่อขานของหญิงสาว “ผมเองก็แปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกันครับ เวลาได้อยู่กับคุณแป้งผมสูญเสียความเป็นตัวเองตลอดเลย ไม่รู้สรรหาคำพูดมากมายมาจากไหน สงสัยใจสั่งมา” เจ้าของห้องตอบเสียงนุ่ม พร้อมส่งสายตาสื่อความหมายไปให้
“ฉันว่าฉันกลับก่อนดีกว่า รู้สึกเหนียวตัว อยากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าจะแย่” เมื่อไม่อาจทนกับอาการขัดเขินอย่างที่กำลังเป็นอยู่ ปาณฑราจึงเฉไฉไปเรื่องอื่นอย่างที่ชอบทำเป็นประจำ
“คุณยังไม่ตอบผมเลยนะครับ เรื่องที่ผมจะจีบคุณและขอจองหัวใจคุณไว้ก่อน” เขาทวงถามเมื่อยังไม่ได้คำตอบที่ต้องการ
“บอกว่าชอบฉันบอกว่าจะจีบฉัน แต่เงียบหายไป ติดต่อก็ไม่ได้เนี่ยนะ ชอบภาษาอะไรของคุณกันคะ”
ปาณฑราถามเสียงขุ่น อาการขัดเขินก่อนหน้ามลายหายไปในทันที เหลือไว้เพียงความขุ่นเคือง เมื่อนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อวาน ที่เธอว้าวุ่นจนไม่เป็นอันทำอะไรทั้งวันเพราะติดต่อเขาไม่ได้
“เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมต้องขอโทษคุณแป้งด้วยนะครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะขาดการติดต่อ แต่พอดีว่าโทรศัพท์ผมหล่นแล้วมันพัง ผมก็เลยถือโอกาสนี้ทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างเรา ว่าผมควรจะปล่อยคุณแป้งไปหรือว่าเดินหน้าต่อ และตอนนี้ผมก็ได้ข้อสรุปแล้วว่า ผมคงปล่อยคุณแป้งไปไม่ได้ เพราะหัวใจผมมันบอกว่าคุณแป้งคือคนที่ใช่สำหรับผม คุณแป้งจะให้โอกาสผมหน่อยได้ไหมครับ” พิชญ์พงศ์อธิบายยาวเหยียด ตบท้ายด้วยคำถามที่เว้าวอนอยู่ในที
ปาณฑราช้อนสายตาขึ้นมองคนตรงหน้าอย่างค้นคว้า และสิ่งที่พบในดวงตาคู่คมก็มีเพียงความจริงใจ หญิงสาวนิ่งใช้ความคิดอยู่พักใหญ่ แล้วก็ตัดสินใจได้ในที่สุด
“ก่อนอื่นฉันขอสารภาพตามตรงเลยนะคะ ว่ารูปร่างหน้าตาอย่างคุณไม่ใช่สเปกฉันเลย แต่ถ้าฉันจะตัดโอกาสคุณไปเลย มันก็จะดูใจร้ายไปสักหน่อย เอาเป็นว่าฉันจะลองให้โอกาสคุณได้จีบฉันตามที่คุณต้องการ ถือว่าเป็นการรับผิดชอบเรื่องที่ฉันทำให้คุณเข้าใจผิดในตอนแรก”
ได้ฟังคำตอบของหญิงสาวแล้วพิชญ์พงศ์ก็ฉีกยิ้มกว้าง จนดวงตาเรียวเล็กยิบหยีลง ก่อนจะค่อยๆ หุบลงเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของเธอ
“แต่การที่ฉันเปิดโอกาสให้คุณได้จีบฉัน ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันต้องใจตรงกันกับคุณเสมอไปนะคะ คุณเองก็น่าจะรู้ดีว่าเรื่องของหัวใจมันบังคับกันไม่ได้ แล้วถ้าท้ายที่สุดแล้วคุณไม่สามารถทำให้ฉันรักได้ คุณก็ไม่ควรรั้งฉันไว้”
“โอเคครับ ถ้าผมไม่สามารถทำให้คุณแป้งรักผมได้ ผมก็จะปล่อยคุณแป้งไป และจะไม่ไปตอแยกับคุณแป้งอีก” ชายหนุ่มรับปากเสียงหนักแน่น แต่แทนที่คนฟังจะยินดีกับคำมั่นของเขา ใจดวงน้อยกลับรู้สึกหวิวไหวแปลกๆ กับประโยคสุดท้ายของเขา
“ฉันขอตัวกลับเลยนะคะ” ปาณฑราพูดขึ้นหลังจากอาสานำถ้วยชามไปล้างจนเสร็จเรียบร้อย
“เดี๋ยวผมไปส่งครับ” พิชญ์พงศ์อาสา
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันนั่งแท็กซี่กลับเองได้ ใกล้แค่นี้เอง เดี๋ยวจะเสียเวลาคุณเปล่าๆ”
“ไม่เสียเวลาหรอกครับ ผมจะออกไปซื้อโทรศัพท์ใหม่อยู่พอดี ไหนๆ ผมก็ต้องออกไปข้างนอกอยู่แล้ว ให้ผมไปส่งนะครับ” ชายหนุ่มทอดเสียงอ่อนในท้ายประโยค และนั่นก็ทำให้คนขี้ใจอ่อนขัดใจเขาไม่ลง
“ก็ได้ค่ะ” ถือว่าทางเดียวกันไปด้วยกัน ช่วยชาติประหยัดน้ำมันแล้วกัน หญิงสาวบอกกับตัวเอง
“คุณแป้งไปช่วยผมเลือกโทรศัพท์หน่อยได้ไหมครับ ผมไม่รู้จะซื้อรุ่นไหนดี” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นขณะรถจอดติดไฟแดง
“จะให้ฉันไปในสภาพเน่าๆ น้ำท่ายังไม่อาบนี่หรือคะ” พูดพลางยกแขนตัวเองขึ้นมาดม เพื่อเช็กว่ามีกลิ่นไม่พึงประสงค์หรือไม่
“เดี๋ยวผมไปส่งคุณแป้งอาบน้ำแต่งตัวที่ห้องก่อน จากนั้นเราค่อยไปซื้อโทรศัพท์ที่ห้างฯ เสร็จแล้วก็ไปเอารถคุณแป้งที่ร้าน โอเคไหมครับ” พิชญ์พงศ์วางแผนให้เสร็จสรรพ
“ก็ได้ค่ะ” เห็นแก่ที่เขาอุตส่าห์มีน้ำใจหิ้วเธอกลับมาด้วยเมื่อคืน และข้าวต้มปลาอร่อยๆ เมื่อกี้นี้หรอกนะ ปาณฑราให้เหตุผลกับตัวเอง
หัวใจพลิกล็อค...บทที่ 16
“เหรอออ” ปาณฑราลากเสียงยาวอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนตักข้าวต้มเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ
“ส่วนเรื่องผู้หญิงคนนั้น เขามาตามตื๊อผมจริง อย่างที่คุณเห็นนั่นแหละ แต่ผมไม่ได้คิดอะไรกับเขา และไม่เคยคิดจะเล่นด้วยเลย”
“มาบอกฉันทำไมคะ ไม่เห็นจะอยากรู้เลย” คนปากไม่ตรงกับใจปดออกไปคำโต
“ถึงคุณแป้งไม่อยากรู้ แต่ผมอยากบอกครับ คุณจะได้เลิกเข้าใจผมผิดๆ สักที”
“ใครเข้าใจอะไรผิด ไม่มีสักหน่อย คุณจะทำอะไรกับใครมันก็เรื่องของคุณ ไม่เห็นเกี่ยวกับฉันสักหน่อย” คนปากแข็งยังคงไม่ยอมรับ
“เกี่ยวเต็มๆ เลยแหละครับ เพราะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมจะเริ่มจีบคุณแป้งอย่างเป็นทางการ ฉะนั้นผมก็ต้องเคลียร์ตัวเองให้เรียบร้อยก่อน” ชายหนุ่มบอกออกไปตามตรง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น
“ผมขอสารภาพตามตรงเลยนะครับว่าผมชอบคุณแป้ง ตอนนี้คุณแป้งอาจจะยังไม่รักไม่ชอบผม ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ผมขอแค่อย่างเดียว คุณแป้งอย่าเพิ่งไปรักใครได้ไหมครับ หัวใจของคุณแป้งผมขอจองไว้ก่อน”
น้ำเสียงในประโยคท้ายๆ ของคนพูดเจือแววเว้าวอน ซึ่งทำเอาคนฟังได้แต่นิ่งอึ้งกับคำสารภาพอย่างตรงไปตรงมาของเจ้าของห้อง ทั้งยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองเขา ด้วยรู้ดีว่านัยน์ตาคู่นั้นมันมีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจตัวเองแค่ไหน จึงเอาแต่ก้มหน้างุดและใช้ช้อนเขี่ยข้าวต้มในถ้วยไปมาอย่างทำอะไรไม่ถูก
‘แค่เขาบอกว่าจะจีบ เธอก็เขินจะแย่ นี่ยังจะมาสารภาพว่าชอบอีก แล้วแบบนี้จะให้เธอพูดอะไรได้ล่ะ’ ปาณฑราได้แต่บ่นอุบอิบอยู่ในใจ
และเมื่อเห็นว่าหญิงสาวเอาแต่เงียบไม่พูดอะไร พิชญ์พงศ์จึงพูดต่อ
“ส่วนเรื่องที่ร้านอาหารญี่ปุ่นวันนั้น ผมต้องขอโทษด้วยนะครับที่ทำตัวไม่ค่อยน่ารักเท่าไร ทั้งๆ ที่คุณแป้งเข้าใจผิด ผมก็ยังจะดึงดันเอาแต่ใจตัวเอง คิดถึงแต่ตัวเอง โดยไม่ได้คิดถึงความรู้สึกของคุณแป้งเลย”
เพราะยังอึ้งกับความในใจของเขาไม่หาย สมองของปาณฑราเลยประมวลผลช้าขึ้นมาเสียอย่างนั้น แม้แต่ถ้อยคำที่จะตอบโต้ออกไปก็ยังคิดไม่ออก
“คุณแป้งไม่คิดจะพูดอะไรบ้างเลยหรือครับ” เขาถามเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้ายังคงเอาแต่ก้มหน้าก้มตามองอาหารตรงหน้า ราวกับมันเป็นอะไรที่น่าสนใจนักหนา
“ถ้าคุณแป้งยังเอาแต่เงียบอยู่แบบนี้ ผมจะถือว่าคุณแป้งไม่ขัดข้องเรื่องที่ผมขอนะครับ” ชายหนุ่มตีความเองเสร็จสรรพ แต่เมื่อได้เห็นแก้มนวลที่เปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อของเธอแล้ว พิชญ์พงศ์ก็เริ่มเข้าใจอาการที่เอาแต่นิ่งเงียบของหญิงสาว
“พูดมากจังคุณเนี่ย ไหนบอกว่าเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่งไง แล้วนี่อะไร พูดไม่หยุดเป็นนกแก้วนกขุนทองเลย แล้วพูดอะไรก็ไม่รู้ อย่างกับลิเกแน่ะ” คนที่พยายามกลั้นยิ้มจนเมื่อยแก้ม ทำทีเป็นเงยหน้าขึ้นมาต่อว่าเขาอย่างไม่จริงจังนัก
พิชญ์พงศ์หลุดขำกับคำต่อว่าต่อขานของหญิงสาว “ผมเองก็แปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกันครับ เวลาได้อยู่กับคุณแป้งผมสูญเสียความเป็นตัวเองตลอดเลย ไม่รู้สรรหาคำพูดมากมายมาจากไหน สงสัยใจสั่งมา” เจ้าของห้องตอบเสียงนุ่ม พร้อมส่งสายตาสื่อความหมายไปให้
“ฉันว่าฉันกลับก่อนดีกว่า รู้สึกเหนียวตัว อยากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าจะแย่” เมื่อไม่อาจทนกับอาการขัดเขินอย่างที่กำลังเป็นอยู่ ปาณฑราจึงเฉไฉไปเรื่องอื่นอย่างที่ชอบทำเป็นประจำ
“คุณยังไม่ตอบผมเลยนะครับ เรื่องที่ผมจะจีบคุณและขอจองหัวใจคุณไว้ก่อน” เขาทวงถามเมื่อยังไม่ได้คำตอบที่ต้องการ
“บอกว่าชอบฉันบอกว่าจะจีบฉัน แต่เงียบหายไป ติดต่อก็ไม่ได้เนี่ยนะ ชอบภาษาอะไรของคุณกันคะ”
ปาณฑราถามเสียงขุ่น อาการขัดเขินก่อนหน้ามลายหายไปในทันที เหลือไว้เพียงความขุ่นเคือง เมื่อนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อวาน ที่เธอว้าวุ่นจนไม่เป็นอันทำอะไรทั้งวันเพราะติดต่อเขาไม่ได้
“เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมต้องขอโทษคุณแป้งด้วยนะครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะขาดการติดต่อ แต่พอดีว่าโทรศัพท์ผมหล่นแล้วมันพัง ผมก็เลยถือโอกาสนี้ทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างเรา ว่าผมควรจะปล่อยคุณแป้งไปหรือว่าเดินหน้าต่อ และตอนนี้ผมก็ได้ข้อสรุปแล้วว่า ผมคงปล่อยคุณแป้งไปไม่ได้ เพราะหัวใจผมมันบอกว่าคุณแป้งคือคนที่ใช่สำหรับผม คุณแป้งจะให้โอกาสผมหน่อยได้ไหมครับ” พิชญ์พงศ์อธิบายยาวเหยียด ตบท้ายด้วยคำถามที่เว้าวอนอยู่ในที
ปาณฑราช้อนสายตาขึ้นมองคนตรงหน้าอย่างค้นคว้า และสิ่งที่พบในดวงตาคู่คมก็มีเพียงความจริงใจ หญิงสาวนิ่งใช้ความคิดอยู่พักใหญ่ แล้วก็ตัดสินใจได้ในที่สุด
“ก่อนอื่นฉันขอสารภาพตามตรงเลยนะคะ ว่ารูปร่างหน้าตาอย่างคุณไม่ใช่สเปกฉันเลย แต่ถ้าฉันจะตัดโอกาสคุณไปเลย มันก็จะดูใจร้ายไปสักหน่อย เอาเป็นว่าฉันจะลองให้โอกาสคุณได้จีบฉันตามที่คุณต้องการ ถือว่าเป็นการรับผิดชอบเรื่องที่ฉันทำให้คุณเข้าใจผิดในตอนแรก”
ได้ฟังคำตอบของหญิงสาวแล้วพิชญ์พงศ์ก็ฉีกยิ้มกว้าง จนดวงตาเรียวเล็กยิบหยีลง ก่อนจะค่อยๆ หุบลงเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของเธอ
“แต่การที่ฉันเปิดโอกาสให้คุณได้จีบฉัน ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันต้องใจตรงกันกับคุณเสมอไปนะคะ คุณเองก็น่าจะรู้ดีว่าเรื่องของหัวใจมันบังคับกันไม่ได้ แล้วถ้าท้ายที่สุดแล้วคุณไม่สามารถทำให้ฉันรักได้ คุณก็ไม่ควรรั้งฉันไว้”
“โอเคครับ ถ้าผมไม่สามารถทำให้คุณแป้งรักผมได้ ผมก็จะปล่อยคุณแป้งไป และจะไม่ไปตอแยกับคุณแป้งอีก” ชายหนุ่มรับปากเสียงหนักแน่น แต่แทนที่คนฟังจะยินดีกับคำมั่นของเขา ใจดวงน้อยกลับรู้สึกหวิวไหวแปลกๆ กับประโยคสุดท้ายของเขา
“ฉันขอตัวกลับเลยนะคะ” ปาณฑราพูดขึ้นหลังจากอาสานำถ้วยชามไปล้างจนเสร็จเรียบร้อย
“เดี๋ยวผมไปส่งครับ” พิชญ์พงศ์อาสา
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันนั่งแท็กซี่กลับเองได้ ใกล้แค่นี้เอง เดี๋ยวจะเสียเวลาคุณเปล่าๆ”
“ไม่เสียเวลาหรอกครับ ผมจะออกไปซื้อโทรศัพท์ใหม่อยู่พอดี ไหนๆ ผมก็ต้องออกไปข้างนอกอยู่แล้ว ให้ผมไปส่งนะครับ” ชายหนุ่มทอดเสียงอ่อนในท้ายประโยค และนั่นก็ทำให้คนขี้ใจอ่อนขัดใจเขาไม่ลง
“ก็ได้ค่ะ” ถือว่าทางเดียวกันไปด้วยกัน ช่วยชาติประหยัดน้ำมันแล้วกัน หญิงสาวบอกกับตัวเอง
“คุณแป้งไปช่วยผมเลือกโทรศัพท์หน่อยได้ไหมครับ ผมไม่รู้จะซื้อรุ่นไหนดี” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นขณะรถจอดติดไฟแดง
“จะให้ฉันไปในสภาพเน่าๆ น้ำท่ายังไม่อาบนี่หรือคะ” พูดพลางยกแขนตัวเองขึ้นมาดม เพื่อเช็กว่ามีกลิ่นไม่พึงประสงค์หรือไม่
“เดี๋ยวผมไปส่งคุณแป้งอาบน้ำแต่งตัวที่ห้องก่อน จากนั้นเราค่อยไปซื้อโทรศัพท์ที่ห้างฯ เสร็จแล้วก็ไปเอารถคุณแป้งที่ร้าน โอเคไหมครับ” พิชญ์พงศ์วางแผนให้เสร็จสรรพ
“ก็ได้ค่ะ” เห็นแก่ที่เขาอุตส่าห์มีน้ำใจหิ้วเธอกลับมาด้วยเมื่อคืน และข้าวต้มปลาอร่อยๆ เมื่อกี้นี้หรอกนะ ปาณฑราให้เหตุผลกับตัวเอง