แชร์ประสบการณ์ผ่าตัดจอประสาทตาลอก 2 ครั้งใน 1 เดือน!

สวัสดีค่ะ จะมาแชร์ข้อมูลการผ่าตัดรักษาโรคจอประสาทตาลอกด้วยการฉีดแก๊สและฉีดซิลิโคลนออยล์นะคะ

อยู่ดีดีเราก็เป็นโรคจอประสาทตาลอก แบบไม่ทราบสาเหตุค่ะ ตอนเด็กๆสายตาสั้นประมาณ 300กว่า เคยทำเลสิคมาเมื่อ10กว่าปีที่แล้ว (ตอนนี้อายุ 30กว่าๆ) หลังจากทำเลสิคก็ใช้สายตาได้ดีและไม่เคยมีปัญหาด้านสายตาเลยค่ะ

จนเมื่อต้นเดือน พย 63 ตาข้างซ้ายของเราเริ่มมองเห็นจุดดำๆลอยไปลอยมาคล้ายยุงบินผ่าน มีอาการอยู่ประมาณ 3-4 วัน หลังจากนั้นในช่วงเย็นวันเสาร์ (7 พย) เริ่มมีอาการตาพร่า เหมือนมีขี้ตาติดอยู่ในตา หยอดน้ำตาเทียมเท่าไหร่ก็ไม่หาย

วันอาทิตย์ตายังคงพร่าเหมือนเดิม เลยไป รพ พบหมอเฉพาะทาง คุณหมอตรวจพบว่าเราเปน ‘โรคจอประสาทตาลอก’ แนะนำว่าให้รีบทำการผ่าตัดภายใน 7 วัน เพราะจะมีผลต่อการมองเห็น (รพ ที่เราไปตรวจไม่สามารถทำการผ่าตัดให้ได้ ต้อง รพ ใหญ่ๆถึงทำได้)

วันจันทร์ตาซ้ายเริ่มมองเห็นภาพเงาดำๆที่มุมตาด้านขวาบน แต่พอตอนค่ำภาพที่เหนกลายเป็นจอดำ 50% หากส่งกระจกแล้วปิดตาขวาจะมองไม่เห็นหน้าตัวเอง จะเห็นเพียงไหล่และภาพที่หางตา (ตอนนั้นคือตกใจมาก แต่มารู้ทีหลังจากคุณพยาบาลว่าถึงภาพจะดับไปแล้ว จากการที่จอประสาทตาลอกโดนที่จอตา หลังการรักษาก็จะกลับมามองเห็นได้ปกติ ถ้าไม่นานจนเกินไป)

วันอังคารเข้ารับการตรวจตาอีกครั้ง และได้แอดมิททำการผ่าตัดในคืนนี้เลย การผ่าตัดจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงนิดๆ โดยการฉีดแก๊สเข้าไปในลูกตาแล้วนอนคว่ำหน้าเอาไว้เพื่อให้แก๊สไปดันจอประสาทตาที่หลุดลอกออกมา

เมื่อถึงเวลาผ่าตัด คุณหมอจะฉีดยาชาให้ 2 เข็ม ตรงโหนกแก้ม และ บริเวณหัวตา (เจ็บจี๊ดด) โดยปิดหน้าของเราไว้ทั้งหมดเว้นเฉพาะตาซ้าย หลังจากโดนฉีดยาตาจะมองเหนแค่แสงไฟขาวๆ รู้สึกตัวตลอดเวลาแต่มองไม่เห็นอะไร

หลังผ่าตัดครั้งที่ 1
-    ต้องนอนคว่ำหน้าทันที และต้องคว่ำหน้าแบบนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าแก๊สจะหมด (2-3 สัปดาห์) หากคว่ำหน้าได้ไม่ดีอาจจะทำให้เป็นต้อกระจกได้
-    เบ้าตาหลังจากผ่าตัดเสร็จ จะเป็นรอยม่วง ช้ำ และตาขาวเป็นสีแดง รอยทั้งหมดจะค่อยๆหายไปค่ะ เราแค่ต้องคอยเช็ดน้ำเกลือทำความสะอาดรอบดวงตาเอาไว้อย่าให้มันติดเชื้อ
-    ใน 2 สัปดาห์แรก เรานอนคว่ำหน้าวันละ 20ชั่วโมง++ คือลุกขึ้นมาแค่เฉพาะตอนทานข้าวและเข้าห้องน้ำแค่นั้น สภาพร่างคือเมื่อยไปหมดทั้งตัวจริงๆ ตั้งแต่คอ บ่า แขน เอว เพราะต้องนอนเกร็งไว้ตลอด การประคบร้อนช่วยคลายเมื่อยได้นะ จุดที่เจ็บและช้ำสุดคือ หน้าผาก เพราะรับแรงกดตลอดเวลา เอาเจลเย็นประคบจะช่วยบรรเทาอาการได้ดี
-    หมอน: เราใช้หมอนที่มีอยู่ที่บ้าน ลองใช้ไปเรื่อย ๆ จนเจอใบที่ชอบที่สุด ไม่ได้ใช้หมอนรองคอตัว U เพราะกลัวด้านข้างมันจะมาโดนตา (คิดเอาเองนะคะ)
-    การเห็นแก๊สในตา ในวันแรกๆจะมองไม่เห็นอะไร เพราะมีแก๊สอยู่เต็มลูกตา การมองเห็นจะค่อยๆดีขึ้น จะเริ่มมองเห็นเหมือนคนที่ใส่แว่นว่ายน้ำแล้วน้ำเข้าแว่น แต่ระดับน้ำจะค่อยๆลดลงในแต่ละวันทำให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น สุดท้ายแก๊สเป็นลูกแก้วกลมๆลอยไปมาอยู่ใต้ตา (อารมณ์แบบมีลูกแก้ววิเศษเป็นของตัวเอง ^^) ของเราใช้เวลา 14 วัน ถึงมองไม่เห็นแก๊ส แต่ยังคงนอนคว่ำหน้าอยู่นะคะ
-    วีคที่ 3 หมอบอกว่าแก๊สเหลือน้อยมากแล้ว ให้นอนคว่ำ+ นอนตะแคงขวาได้ (ให้ตาข้างที่ผ่าตัดอยู่ด้านบน)

**กฎเหล็กของการรักษานี้คือ ต้องคว่ำหน้าให้ขนานกับพื้นให้มากที่สุด! และห้ามนอนหงายหน้า เพราะอาจทำให้เป็นต้อกระจกได้**  

การรักษาควรจะจบลงแค่นี้ แต่ทว่าคืนวันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม ภาพจอดำมุมขวาบนมันก็กลับมาอีกครั้งค่ะ ครั้งนี้ไม่ตกใจเหมือนครั้งแรก ออกแนวเริ่มปลง ได้แต่คิดว่า ต้องผ่าตัดอีกแล้วหรอ! ^^” วันจันทร์ไปพบคุณหมอท่านเดิมที่ผ่าตัดให้เรา คุณหมอบอกว่าจอประสาทตาเรามันฉีกขาด อาจเกิดจากวุ้นในตามันดื้อไปดึงจนจอประสาทฉีกขาดค่ะ โดยปกติคนที่เป็นจอประสาทตาฉีกขาดมักจะเกิดจากการได้รับอุบัติเหตุรุนแรง แต่ของเราคือไม่ได้ทำอะไรเลยนะ อยู่บ้านเฉยๆนี่ล่ะ คุณหมอให้เข้าผ่าตัดเย็นวันถัดไปเลยค่ะ การผ่าตัดครั้งนี้เป็นการผ่าตัดใหญ่ รมยาสลบ ต้องฉีดซิลิโคลนเข้าไป ทิ้งไว้ 3 เดือน แล้วค่อยมาผ่าตัดเอาซิลิโคลนออกอีกครั้ง

หลังการผ่าตัดครั้งที่ 2
-    ออกจากห้องผ่าตัดไม่มีอาการแพ้ยาสลบ ตาขาวแดงก่ำ แต่ไม่มีรอยฟกช้ำรอบดวงตา จะรู้สึกเจ็บๆที่ตาเหมือนมีอะไรทิ่ม มันคือไหมละลาย คุณหมอเย็บไว้ที่เยื่อบุตาหลายจุด ทำให้มีอาการเคืองตา และเจ็บตาเวลากระพริบค่ะ
-    รอบนี้นอนคว่ำหน้า 2-3 วันแรก หลังจากนั้นให้นอนหงาย หรือ ตะแคงขวา ก็ได้  ช่วงสัปดาห์แรกจะมีอาการเคืองตาค่อนข้างเยอะ เพราะไหมยังแข็งอยู่
-    การมองเห็น: ภาพที่เห็นจากตาซ้ายจะเป็นภาพเบลอ เหมือนมองผ่านน้ำ เพราะมีซิลิโคลนอยู่ในตา จะเห็นแบบนี้ไปตลอดจนกว่าจะเอาออก ตาข้างนี้จะมีค่าสายตายาว ประมาณ 400-600 หากใส่เลนส์สายตายาวจะมองเห็นภาพได้ชัดค่ะ (แต่เราไม่ได้ใส่นะคะ)
-    ช่วงแรกๆ เวลาเพ่งมองวัตถุใกล้ๆจะมีอาการปวดตา เช่น มองแก้วน้ำเวลายกน้ำดื่ม จะปวดจี๊ดเลยค่ะ อาการปวดตา ประมาณ 3สัปดาห์อาการปวดตาเวลาเพ่งมองจะค่อยๆหายไป
-    10วันหลังผ่าตัด มีอาการตาแดงช้ำที่ตาขาวอีกครั้ง เป็นอาการเลือดออกใต้เยื่อบุตา ไม่มีผลต่อการมองเห็น ไม่เป็นอันตรายแค่ดูน่ากลัวเฉยๆ เลือดจะค่อยๆหายไปเอง ให้อยู่นิ่งๆไว้เป็นการป้องกันไม่ให้เลือดออกมาอีก (ควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการเพื่อความมั่นใจค่ะ)
-    1 เดือนหลังผ่าตัด ตาแดงค่อยๆดีขึ้น เลือดที่ออกใต้เยื่อบุตาเริ่มจาง จนมองเห็นจุดเม็ดขาวๆ 2 จุดที่ตาขาวใกล้ๆตาดำ กับ จุดดำๆเล็กๆใกล้ๆกัน ไปพบคุณหมอ สรุปว่าจุดดำคือปมไหม ส่วนสีขาวคือปลายไหม (ไม่มีอะไรผิดปกติ)

หลังการผ่าตัดครั้งที่ 3
วันที่ 27 มีนาคม คุณหมอนัดผ่าตัดเอาซิลิโคนออยล์ออก หลังผ่าตัดไม่มีอาการเจ็บหรือปวดตา การมองเห็นหลังผ่าตัดในวันแรกมองเห็นเป็นฝ้าขาวๆ คล้ายการมองผ่านหมอกหนาถึงหนามาก จะเห็นเพียงภาพลางๆ จะค่อยๆเห็นภาพชัดขึ้นจนเป็นปกติ

-    3 วันหลังผ่าตัด มองเห็นภาพได้ชัดขึ้น หมอกเริ่มจางลง แต่ดันมีอาการปวดหัวและเบ้าตามา ปวดทั้งวันทั้งคืน ทานยาพาราก็แทบไม่ช่วยอะไร สุดท้ายไปพบแพทย์ คุณหมอแจ้งว่าอาการปวดมาจากความดันตาที่สูงมาก วัดได้ที่26 (ค่าปกติควรอยู่ที่12-20) เลยได้ยาหยอดและยากินมาเพื่อช่วยลดความดันลูกตา ตอนแรกหลังผ่าตัดคุณหมอให้แค่ยาหยอดตาเพื่อลดการอักเสบมา ยาหยอดตัวนี้มีสเตียรอยด์ ส่งผลให้ความดันลูกตาสูงจนปวดเบ้าตา
-    ประมาณ 1-2 สัปดาห์ก็จะมองเห็นภาพชัดขึ้น แต่จะมีค่าสายตาสั้นประมาณ -450 ผลจากการผ่าตัดหนุนจอประสาทตา (Scleral buckling) การรัดยางซิลิโคลนทำให้ลูกตายาวขึ้นมีผลให้สายตาสั้น (คุณหมอบอกว่าลูกตายาวขึ้น 1มิล สายตาจะสั้นเพิ่มประมาณ -300)
-    หลังผ่าตัด 1 เดือน ค่าสายตาสั้น -350
-    หลังผ่าตัด 3 เดือน ค่าสายตาสั้นเหลือแค่ -100 ใช้ชีวิตได้ปกติแล้ว ^^

สุดท้ายอยากบอกให้ทุกคนหมั่นไปตรวจสุขภาพตากันนะคะ เพราะถ้าคุณหมอตรวจพบก่อนจะสามารถรักษาด้วยการยิงเลเซอร์ได้ค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่