อยากรวย ต้องดู! เทคนิคหาเงินแบบ มหาเศรษฐี EP2 - JEFF BEZOS เจฟฟ์ เบซอส

อยากรวย ต้องดู! เทคนิคหาเงินแบบ มหาเศรษฐี EP2 - JEFF BEZOS เจฟฟ์ เบซอส     




คุณเคยรู้ไหมว่า “มหาเศรษฐี” เค้าหาเงินยังไง?! ถึงสามารถประสบความสำเร็จได้ เมื่อสำเร็จมาก จึงเป็นเรื่องที่ไม่แปลกถ้าคุณจะนำแนวคิดของคนประสบความสำเร็จมาปรับใช้และอยากจะหาเงินให้ได้แบบมหาเศรษฐีเช่นกัน ซึ่งวันนี้ผมได้สรุปทริคในการสร้างความสำเร็จในบทความนี้ โดยวิธีหาเงินของมหาเศรษฐีอย่าง เจฟฟ์ เบซอส (JEFF BEZOS) แล้วก็ไม่แน่ว่าเมื่อคุณลองทำตามคุณอาจเป็นมหาเศรษฐีคนต่อไปก็เป็นได้  ว่าแต่ เจฟฟ์ เบซอส (JEFF BEZOS) เค้ามีแนวคิดอย่างไร มีความเป็นมาจากที่ไหน มาดูกันครับ!!


เพี้ยนไฟลุก


เจฟฟ์ เบซอส (JEFF BEZOS) มหาเศรษฐีที่สร้างตัวมาด้วยตนเอง (Self made billionaires) ตั้งแต่หนุ่ม ผู้ก่อตั้งและเป็นประธานบริหารของเว็บไซต์อย่าง Amazon.com เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อันดับ 1 ของโลกที่เป็นเว็บไซต์ขายของทุกอย่าง มีทุกหมวดหมู่ของสินค้า ซึ่งบุคคลผู้นี้นับเป็นอัจฉริยะที่คิดค้นนวัตกรรมมากมายให้กับโลกในศตวรรษที่ 21 และไม่น้อยหน้านักธุรกิจคนดังคนใดเลย ทว่าจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่พลิกโลกของ เจฟฟ์ เบซอส (JEFF BEZOS) นั้นจะเป็นอย่างไร บทความนี้รอคุณอยู่ครับ...
เจฟฟ์ เบซอส (JEFF BEZOS) ได้เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง พ่อและแม่ของเขาได้มีการหย่าร้างกัน เมื่อ เจฟฟ์ เบซอส (JEFF BEZOS) อายุได้ 4 ขวบ Jacklyn (มารดาของ เจฟฟ์ เบซอส) ก็ได้แต่งงานใหม่กับชาวคิวบาที่อพยพเข้ามาในสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง จนในเวลาต่อมา เจฟฟ์ เบซอส (JEFF BEZOS)  ในวัย 5 ขวบ ได้ดูถ่ายทอดสดการลงจอดบนดวงจันทร์ของยานอวกาศ Apollo 11 ซึ่งเขาก็ได้เกิดความชื่นชอบในเรื่องนี้เป็นอย่างมากจนนำมาเป็นแรงบันดาลใจว่า “ตนจะต้องเป็นนักบินอวกาศให้ได้” ในวันจบการศึกษาระดับมัธยมปลายในปี ค.ศ 1982 เขาได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย Princeton ในสาขาฟิสิกส์ แต่สุดท้ายได้ก็ขอย้ายไปเรียนที่สาขาวิศวะคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิคส์ และจบการศึกษาในปี ค.ศ 1986 ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 ถือว่าไม่ธรรมดาเลยคุณว่าไหม
 

การเริ่มต้นทำงานที่แรกของ เจฟฟ์ เบซอส (JEFF BEZOS) งานแรกของเขาเริ่มที่บริษัทสตาร์ทอัพด้านการสื่อสาร แต่ไม่นานก็ย้ายเข้าทำงานกับบริษัทต่าง ๆ ใน Wall Street เช่น Fitel, Banker Trust และงานสุดท้ายที่ D. E. Shaw & Co (เป็นบริษัทลงทุน) ในตำแหน่งรองประธานอาวุโสของบริษัท และดำรงหน้าที่อยู่อย่างนั้นเป็นเวลา 4 ปี ก็ได้ลาออกเพื่อเดินหน้าทำตามความฝันของเขา และได้มองเห็นช่องทางอะไรบางอย่าง…
 
 

เพี้ยนเสียงสูง

ขอบคุณเครดิตรูปภาพจาก  https://brandinside.asia/amazon-day-1-innovative-culture/

คุณรู้หรือไม่ว่า เจฟฟ์ เบซอส (JEFF BEZOS) เริ่มต้นธุรกิจด้วยการเอาโรงรถในบ้านของตัวเองเป็นออฟฟิศโดยเอาบานประตูไม้มาทำเป็นโต๊ะทำงาน และเริ่มจากการมีพนักงานเพียงแค่ 2 คน ในตำแหน่งโปรแกรมเมอร์ รวม เจฟฟ์ เบซอส (JEFF BEZOS) และ Mackenzie ภรรยาของเขาเอง และนี้ก็คือจุดที่ทำให้เกิดเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซในตำนานอย่าง Amazon.com โดยเริ่มต้นด้วยคนเพียง 4 คน ในโรงรถและเงินลงทุนของ เจฟฟ์ เบซอส (JEFF BEZOS)  เอง แล้วใครจะรู้ว่าเงินลงทุนในครั้งแรกเขาได้ทุ่มเงินที่มีอยู่ทั้งหมด 10,000 เหรียญสหรัฐฯ ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจนั้น เจฟฟ์ เบซอส (JEFF BEZOS) ได้ทดลองกับเพื่อน ๆ และคนรู้จักประมาณ 300 คน เพื่อปรับระบบเว็บไซต์ให้สามารถซื้อขายหนังสือผ่านช่องทางออนไลน์ได้ 

ต่อมาปี ค.ศ 1996 เจฟฟ์ เบซอส (JEFF BEZOS) ได้เปิดตัวเว็บไซต์ Amazon.com อย่างเป็นทางการและเคลมตัวเองว่าเป็นร้านหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะอะไร? เพราะ Jeff ติดต่อกับร้านขายส่งหนังสือหรือสำนักพิมพ์โดยตรง แรกเริ่มก็เฉพาะในอเมริกาก่อน ทำให้เขาสามารถขายหนังสือได้ทุกเล่มที่มี โดยไม่ต้องสต็อกหนังสือแม้แต่เล่มเดียว เมื่อมีคำสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์เขาจะส่งออเดอร์นั้นไปยังร้านขายหนังสือหรือสำนักพิมพ์ทันที และต้องบอกก่อนเลยนะครับว่า ที่เว็บไซต์ Amazon.com เริ่มเป็นที่รู้จักนั้นเป็นเพราะกลยุทธ์การขายของและขยายตลาดออนไลน์ จึงทำให้คนรู้จักเว็บไซต์ Amazon.com เอง โดยไม่ต้องผ่านการตลาดในรูปแบบสื่อหรือนักขายเลย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งผ่านไปแค่ 2 เดือน Amazon.com ได้มียอดขายต่อสัปดาห์อยู่ที่ 6 แสนบาท ฉะนั้น ถ้าสรุปยอดขายเป็นปีเขามียอดขายถึง 15 ล้านบาทต่อปี จากการขายหนังสือออนไลน์เพียงช่องทางเดียว

เพี้ยนแคปเจอร์


ต่อมา Amazon.com ได้เริ่มขยายตัวไปยังธุรกิจประเภทอื่น ๆ โดยเปิดขายสินค้าประเภทดนตรีหรือแผ่น CD ในเดือนมิถุนายนปี 1998 เปิดขายวิดีโอและของขวัญในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน และต่อมาในปี ค.ศ 1999 บริษัท Amazon.com ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเปิดการประมูลสินค้าระหว่างบุคคล และให้ผู้ค้าปลีกรายย่อยสามารถมาตั้งร้านภายใน Amazon.com ได้โดยใช้ชื่อว่า zShops พร้อมกับเพิ่มสินค้าชนิดต่าง ๆ เข้าไปมากมาย จนปัจจุบัน Amazon ได้ขยายขอบเขตประเภทสินค้าให้มากขึ้นจนในปัจจุบันมีดังนี้ หนังสือ CD เพลง DVD วิดีโอ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ ของเล่น วิดีโอเกมส์ และสินค้าขายปลีกอีกมากมาย หรือการมีร้านค้า zShops ซึ่งมีผู้จำหน่ายรายย่อยเข้าร่วมจำนวนมากและมีสินค้าที่ขายอยู่อย่างหลากหลาย พร้อมกับส่วนการประมูลหรือ Auction ซึ่งทำให้บุคคลธรรมดาสามารถนำสิ่งของของตนไปประมูลขายหรือหาซื้อสินค้าจากผู้อื่นได้อีกด้วย จนทำให้ในปี 2011 บริษัท Amazon.com ได้มียอดขายรวมทั้งสิ้นในปีนั้นอยู่ที่ 5 แสนล้านบาท รวมระยะการทำงานแล้วอยู่ที่ 16 ปี ถือว่าเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกเลยก็ว่าได้
 
 

 ขอบคุณเครดิตรูปภาพจาก https://www.blockdit.com/posts/5c4dfb379f33b726ed517112


มาถึงบทสรุปของแนวคิอของ เจฟฟ์ เบซอส (JEFF BEZOS)  กันแล้วนะครับ ว่าบุคคล ๆ นี้เขาสามารถประสบความสำเร็จจากธุรกิจนี้ได้อย่างไร แล้วมีความแตกต่างจากคนสำเร็จท่านอื่น ๆ มากน้อยแค่ไหน วันนี้ผมจะมาบอกคุณเป็นข้อ ๆ ดังนี้

เพี้ยนฮัลโหล


1.      สร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่น : เนื่องจาก เจฟฟ์ เบซอส (JEFF BEZOS) ได้คำนึงถึงการสร้างความสะดวกสบายในการซื้อหนังสือให้กับคนทั่วไปได้และคิดว่าสามารถหาเงินได้จากแนวคิดนี้ เพราะชาวตะวันตกมีความชื่นชอบและนิยมที่จะอ่านหนังสือกันอยู่แล้ว ทีนี้บวกกับมีอินเทอร์เน็ตเข้ามาจึงทำให้เขามีไอเดียที่จะทำเว็บไซต์ขึ้นมาช่วยในการอำนวยความสะดวก และในการเลือกซื้อหนังสือ และสินค้าอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อลดความยุ่งยากในการเดินทางไปยังร้านหนังสือหรือร้านค้าต่าง ๆ 

2.      แก้ไขปัญหาให้กับคนหมู่มาก : เมื่อ เจฟฟ์ เบซอส (JEFF BEZOS) ได้สร้างเครื่องมือที่ทำให้คนสามารถซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้นแล้ว เขายังแก้ไขปัญหาให้กับคนทั่วโลกได้อีกด้วย เนื่องจากหนังสือบางเล่มในบางประเทศไม่ได้นำเข้าไปจำหน่ายหรืออาจมีจำหน่ายน้อยมากจึงทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้บริการ Amazon.com เพราะมีหนังสือให้เลือกมากมาย ไม่ว่าคุณจะอยู่มุมโลกไหน ๆ หนังสือก็สามารถไปถึงคุณได้ และถึงแม้เว็บไซต์ Amazon.com จะเน้นใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่ก็ไม่ได้ทำให้ยอดขายในธุรกิจของเขาแผ่วลงเลย เพราะคนส่วนใหญ่ก็ใช้ภาษาอังกฤษกันอยู่แล้วเนื่องจากเป็นภาษาอันดับ 1 ของโลก จึงทำให้คนมองข้ามปัญหานี้ไปและเลือกที่จะซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ Amazon.com ต่อแบบไม่มีข้อกังหา ณ ขณะนั้น

3.      ต้นทุนต่ำ : ส่วนใหญ่แล้ว Amazon.com จะเป็นแค่เพียงตัวกลางในการจำหน่ายสินค้าเพียงเท่านั้น ซึ่งแทบจะไม่มีสินค้าใดเป็นของตนเอง นอกเสียจากอุปรณ์เทคโนยีที่มีคนเคยฮิตกันอยู่สักพักหนึ่ง นั่นก็คือ Kindle ที่เป็นเครื่องสำหรับอ่านหนังสือโดยเฉพาะ (E-Reader) เพียงเท่านั้น เพราะส่วนใหญ่ Amazon.com จะเน้นกินเปอร์เซ็นต์จากร้านค้าเว็บไซต์เสียมากกว่า

4.      ขายสินค้าทุกประเภท : ถึงแม้ว่าในเริ่มแรก Amazon.com จะขายสินค้าเป็นหนังสือแค่อย่างเดียว แต่ในเวลาต่อมาเขาก็ได้เปิดให้ผู้ประกอบการเข้ามาขายสินค้าทั่วไปได้ ยิ่งนับว่าเป็นการขยายฐานการตลาดที่กว้างมากขึ้นและในเวลาเดียวกันก็มียอดขายเพิ่มขึ้นมหาศาลเช่นกัน

5.      ระบบปิดการขายง่ายและรวดเร็ว : สำหรับใครที่เคยเข้าไปใช้บริการ Amazon.com จะรู้ถึงการใช้และการซื้อได้เลยว่าไม่ยุ่งยากและเข้าใจง่ายมาก ๆ ถึงแม้ว่าคุณจะไม่เคยเข้าไปใช้บริการเลยก็ตาม เพียงแค่คุณกรอกข้อมูลรายละเอียดในการจัดส่งหรือการชำระเรียบร้อย หลังจากนั้นเวลาคนจะสั่งซื้อสินค้าก็จะง่ายและรวดเร็วมาก ๆ ซึ่งข้อนี้ก็อยากจะเตือนใครสำหรับที่ชอบมือไวด้วยนะครับ เพราะระบบเขาไวจริง ๆ 

ดังนั้น แนวคิดเหล่านี้ก็เป็นส่วนทำให้ เจฟฟ์ เบซอส (JEFF BEZOS) สามารถประสบความสำเร็จและรวยขึ้น ๆ ได้ อย่างทุกวันนี้ ซึ่งผมจะบอกเลยว่าพื้นหลัก ๆ ของคนสำเร็จมักจะคล้าย ๆ กัน นั่นก็คือ แก้ไขปัญหาให้กับคนหมู่มาก, ต้นทุนต่ำ, และขยายรายได้กับสินค้าอื่น ๆ นั่นเอง ถึงแม้ว่าคุณจะรู้ถึงแนวคิดคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว จุดสำคัญก็จะต้องมาดูอีกทีนะครับว่า สินค้าของคุณสามารถตอบโจทย์กับคนทั่วไปอย่างไร ซึ่งก็คงหนี้ไม่พ้นเรื่องการตลาดอยู่ดี หรือคุณคิดว่าอย่างไรสามารถคอมเมนต์มาได้ตามด้านล่างนี้เลยนะครับ 
 

เพี้ยนสวัสดี


=============================================================

   สำหรับใครที่อยากได้รับอรรถรสเพิ่มมากขึ้น สามารถคลิกวีดีโอได้ตามด้านล่างนี้นะครับ

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่