.....เรื่องสั้น........ เรื่อง.......เสียดาย........@@ โดย ลุงแผน

กระทู้สนทนา



      ขอบคุณภาพจาก google map


.......( เสียดาย ).........
.........ผมชื่อมานะ เป็นครูแห่งบ้านปลายนา จนกระทั่งถึงวันนี้ผมยังไม่มีเรื่องในโรงเรียนมาเล่าให้ท่านฟังเลย เพราะอะไรหรือครับ เพราะระยะนี้เรื่องของลุง ๆ มีมากจนต้องให้คิวต้น ๆ กับลุงเค้าก่อนน่ะสิครับ ไม่อย่างนั้นพวกลุงเขาไม่ชวนผมเข้ากลุ่มแล้วผมจะคุยกับใคร
 
          อย่างเมื่อคืนที่ลุงมิ่งวิ่งไล่เจ้าตั้มจนจีวรปลิวไปจนถึงหน้าวัดแล้วมีลุงน้อยเข็นมอเตอร์ไซค์ตามหลังไปติด ๆ ปรากฏว่าเมื่อเข้าในเขตวัดเจอแต่จีวรเปื้อนโคลนแขวนอยู่กับราวลวดตรงหน้ากุฏิหลวงพี่โหน่งส่วนเจ้าตัวต้นเรื่องไม่รู้ไปทางไหน และไม่รู้ว่าใส่ชุดอะไรไป ก็ได้แต่ภาวนากันว่าขอให้มีเสื้อผ้าใครหายสักคนเถอะ ไม่อย่างนั้นคงได้เห็นภาพเจ้าตั้มไม่ได้นุ่งผ้าวิ่งโทง ๆ แน่เลย
 
          พอตอนเช้าตรู่ผมตื่นขึ้นล้างหน้าล้างตาเสร็จก็คว้าจักรยานคันเก่าประจำโรงเรียนออกมาจากใต้ถุนบ้านพักครู เตรียมออกไปหากับข้าวเช้าขณะเสียงรถลุงน้อยค่อย ๆ ใกล้เข้ามา
 
          “แทร่ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”
 
          “แก้ก แก้ก แก้ก แก้ก แก้ก แก้ก ....”
 
          เมื่อลุงน้อยเบาคันเร่งตอนรถเข้าเขตลานหน้าบ้านเครื่องก็ดับลงพอดีขณะเกียร์ยังคาอยู่ รถเลยแล่นกระตุกไปข้างหน้าห้าหกครั้งก่อนหยุดสนิทพร้อมกับลุงมิ่งเหวี่ยงขาข้ามเบาะลงมายืนเอามือท้าวสะเอวข้างหนึ่งส่วนมืออีกข้างยกลูบหัว ก้มมองรถลุงน้อยพลางส่ายหน้าไปมา
 
          “จะไปกันได้มั้ยงานนี้ไอ้น้อย เบาดับ เบาดับ”
 
          ลุงมิ่งพูดพร้อมกับเดินวนรอบรถหนึ่งรอบ ก่อนเดินมาทางผมขณะลุงน้อยยิ้ม ๆ แล้วใช้เท้าทั้งคู่ดันรถถอยหลังก่อนใช้เท้าซ้ายกดเกียร์เป็นเกียร์ว่าง พลางเอ่ยออกมาเบาๆ 
 
        “เออ เบาดับเบาดับ จะไปไหนก็คันนี้แหละ”
 
        ผมหัวเราะในลำคอเบา ๆ กับท่าทางลุงทั้งสองคน ก่อนจูงจักรยานกลับใต้ถุนเพื่อจอดไว้ที่เดิมพร้อมกับหันมาเอ่ยกับลุงมิ่งว่า 
 
       “ไปไหนแต่เช้ากันครับลุง”
 
        ลุงมิ่งเดินมาหยุดยืนตรงหน้าผมก่อนเอ่ยออกมา 
 
      “ว่าจะชวนครูไปร้านกาแฟเจ๊แตงสักหน่อย ไม่รู้ครูว่างหรือเปล่า” 
 
       ผมตั้งขาตั้งจักรยานเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงพยักหน้าช้าๆ พลางตอบกลับลุงมิ่งไป
 
        “ผมกำลังจะไปหาลุงอยู่พอดี ว่าจะแวะซื้อกับข้าวบ้านลุงผู้ใหญ่ด้วย ลุงจะไปร้านเจ๊แตงทำไมหรือ”
 
         ผมเอ่ยถามพร้อมกับเดินมาที่รถลุงน้อยพร้อม ๆ กับลุงมิ่ง 
 
        “ไปกินกาแฟสักหน่อยไม่ได้เข้าไปนั่งมานานแล้ว”
 
        ลุงมิ่งตอบพลาง เหวี่ยงขาข้ามเบาะแล้วขึ้นนั่งลงบนรถลุงน้อย ขณะลุงน้อยยกขาขวาขึ้นกระแทกคันสตาร์ทลงไปจนรถเอนไปเอนมาด้วยน้ำหนักตัวของลุงมิ่ง พร้อมกับมีเสียงดังแกร๊กซึ่งเครื่องรถไม่ติดแต่อย่างใด ลุงน้อยลองสตาร์ทอีกครั้งหนึ่งก็มีเสียงดัง แกร๊ก อย่างเดิม จึงส่ายหน้าไปมาก่อนเอาขาลงวางพื้นแล้วหันมาดุลุงมิ่งเบาๆ แบบไม่จริงจัง 
 
       “แกก็รีบขึ้นจัง ข้ายังไม่ได้สตาร์ทเครื่องเลย” 
 
        ลุงมิ่งหัวเราะเบาๆ ขณะลุงน้อยใช้เท้ากระแทกคันสตาร์ทอีกครั้งหนึ่งเสียงก็ดัง  แกร๊กอย่างเดิมแต่เครื่องรถยังไม่มีทีท่าว่าจะติดแม้แต่นิดเดียว ลุงน้อยยกขาสตาร์ทอีกครั้งหนึ่งและเมื่อรถไม่ติด ลุงมิ่งจึงเหวี่ยงขาข้ามเบาะลงมายืนกับพื้นแล้วถอยออกมาสองสามก้าวขณะลุงน้อยใช้เท้ากระแทกคันสตาร์ทลงไปเบา ๆ คราวนี้เครื่องก็ติดขึ้นมาอย่างง่ายดาย
 
        “แทร่ดๆๆๆๆๆๆๆๆ”
 
       ลุงน้อยหัวเราะหึหึในลำคอขณะลุงมิ่งถอนใจออกมาแรง ๆ แล้วเอ่ยออกมา 
  
       “เออ พอข้าลงปุ๊บติดปั๊บเลยเอ็ง”
 
        ผมมองลุงน้อยที่อมยิ้มขณะลุงมิ่งเดินเข้าไปข้างรถแล้วเหวี่ยงขาข้ามเบาะขึ้นไปนั่งกระเถิบติดลุงน้อยพร้อมกลับหันมาพยักหน้าให้ผมก้าวตามขึ้นไป ผมยิ้มๆก่อนเดินเข้าไปแล้วขึ้นนั่งคร่อมบนเบาะกอดเอวลุงมิ่งไว้ขณะลุงมิ่งสะกิดแขนลุงน้อยให้ออกรถ เสียงมอเตอร์ไซค์ยามเช้าจึงกลบเสียงนกเสียงกาก้องไปทั้งหมู่บ้าน จนกระทั่งครู่หนึ่งผ่านไปรถลุงน้อยแล่นถึงหน้าร้านกาแฟและลุงน้อยได้ดับเครื่องเรียบร้อยเสียงธรรมชาติรอบตัวจึงกลับมาอย่างเดิม 
 
       เช้านี้ลูกค้าเจ๊แตงบางตา อาจเป็นเพราะว่าผมกับลุงสองคนมาเร็วกว่าคนอื่นเพราะวันนี้เป็นวันหยุดหลายบ้านจึงยังนอนสบาย ผมลงจากรถก่อนเป็นคนแรกเพราะนั่งอยู่ท้ายสุดพลางถอยหลังก้าวหนึ่งยืนรอจนลุงมิ่งลงจากรถและลุงน้อยตั้งขาตั้งรถเรียบร้อย ลุงมิ่งจึงเดินนำเข้าไปพร้อมกับลุงน้อยเดินตาม ส่วนผมเดินช้า ๆ เข้าไปเป็นคนสุดท้ายพร้อมกับมองบรรยากาศรอบตัว 

        ลุงมิ่งเลือกโต๊ะซ้ายมือของเราติดกับโคนต้นมะขามใหญ่ซึ่งอยู่ริมนอกสุดของร้าน เดินเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง ขณะลุงน้อยเดินเลยไปที่หน้าโต๊ะชงกาแฟพร้อมกับร้องถามลุงมิ่งกับผมมาว่าจะเอาอะไรกันบ้าง ลุงมิ่งสั่งกาแฟดำส่วนของผมกาแฟใส่นมข้น ลุงน้อยได้ยินแล้วบอกเจ๊แตงไปตามนั้นพร้อมกับบอกของตัวเองไปด้วยก่อนเดินกลับมาหาพวกเราพร้อมกับนั่งลงข้าง ๆ ลุงมิ่ง ขณะผมนั่งลงตรงข้ามมองเข้าไปในร้านส่วนลุงสองคนมองผ่านต้นมะขามไปนอกร้านดูลมชมวิวไป 
 
        “เอ็งนึกยังไงมาที่นี่วะไอ้มิ่ง”
 
       ลุงน้อยเอ่ยถามขึ้นหลังเงียบกันไปอึดใจระหว่างรอกาแฟจากเจ๊แตง ลุงมิ่งมองหน้าผมนิ่งก่อนเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่นทุกคำ
 
      “ข้าจะให้ครูเป็นคนรับรองเรื่องข้ากับเจ๊แตง”
 
       ผมรู้สึกเหมือนหน้ามืดไปวูบหนึ่ง แต่ขณะจะอ้าปากเอ่ยบางอย่างออกมาเจ๊แตงก็เดินหิ้วพวงเหล็กใส่แก้วกาแฟและแก้วน้ำชาเดินมาที่โต๊ะเราพอดี ผมจึงนิ่งไปพร้อมกับยิ้มตอบเจ๊แตงซึ่งส่งยิ้มให้พวกเราอย่างคุ้นเคย ก่อนส่งเสียงหวานทักทายลุงมิ่งออกมา
 
       “ลมอะไรหอบเข้ามานั่งในร้านได้ล่ะพี่มิ่ง ทุกทีผ่านมาคุยไม่กี่คำก็กลับ”
 
      เจ๊ชวนคุยไปพร้อมกับวางแก้วกาแฟและแก้วน้ำชาไว้ตรงหน้าทีละคน ขณะลุงน้อยคว้าของตัวเองไปวางตรงหน้าพลางมองควันซึ่งลอยกรุ่นพร้อมความหอมละมุนอบอวล ลุงมิ่งมองหน้าผมแล้วพยักหน้านิด ๆ แต่ผมแกล้งมองไม่เห็นขณะดึงแก้วของตัวเองเข้ามาใช้ช้อนคน ๆ จนนมข้นสีขาวซึ่งนอนก้นอยู่ครึ่งแก้ว ขึ้นมาผสมกับสีน้ำตาลเข้มของกาแฟกลมกลืนเป็นสีน้ำตาลอ่อนแล้วจึงยกขึ้นเป่าไล่ความร้อนขณะหางตาเห็นลุงมิ่งจ้องมองผมนิ่งก่อนที่เสียงลุงจะแหวกความเงียบออกมา
 
       “ครูมานะน่ะสิ เค้ามีอะไรจะคุยกับแตง”
 
       ผมเกือบสำลักกาแฟออกมา ดีที่เป็นเพราะความร้อนผมจึงยังจิบเข้าไปได้แค่นิดเดียวเสียง พรวด จึงดังแค่แผ่ว ๆ ไม่มีใครได้ยิน  เจ๊แตงมองหน้าผมทำตาโตพร้อมกับยิ้มกว้างออกมาขณะมีลูกค้าคนหนึ่งเข้ามาพอดี เธอจึงเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มเต็มใบหน้าอย่างเดิม
 
       “ครูไปคุยกับพี่ตรงหน้าเตาก็ได้นะ ลูกค้าเริ่มเข้าแล้วพี่ยืนตรงนี้ไม่ได้นาน”
 
       จบคำเจ๊แตงก็หมุนตัวกลับไปทางโต๊ะชงกาแฟพลางส่งเสียงทักทายลูกค้าที่เข้ามาใหม่อย่างเป็นกันเอง ผมมองลุงมิ่งพร้อมกับหัวเราะในลำคอขณะส่งเสียงกระซิบกระซาบออกไป
 
      “อะไรนี่ลุง ไม่ให้ผมตั้งตัวเลยเหรอ แล้วลุงจะให้ผมรับรองเรื่องอะไร”
 
      ลุงมิ่งก้มหน้าคนกาแฟในแก้วทั้งที่เป็นกาแฟดำแต่ก็นั่งคน ๆ ๆ อย่างตั้งใจอยู่อึดใจจึงเงยหน้าขึ้นมา
 
       “ผมตั้งใจจะเลิกเหล้าถ้าแตงเค้าตอบตกลงเรื่องที่คุยกันไว้วันวาน”
 
      ลุงมิ่งตอบออกมาขณะลุงน้อยยกแก้วตรงหน้าขึ้นจิบช้า ๆ แล้วถือแก้วค้างไว้พลางเอ่ยออกมาเบา ๆ 
 
      “เอาให้แน่นะเว้ย ถ้าไม่แน่ครูเค้าเสียคนนา”
 
       จบคำ ลุงน้อยก็ยกแก้วขึ้นจิบอีกครั้งก่อนวางลงแล้วมองหน้าลุงมิ่งขณะผมก็มองอยู่เช่นกัน ลุงมิ่งถอนใจออกมามองเหม่อผ่านต้นมะขามไปยังบ้านเรือนซึ่งกระจายห่างกันรายทางก่อนเบนสายตากลับมาจ้องหน้าผมพร้อมกับเอ่ยเบา ๆ
 
       “ผมอยู่คนเดียวมาหลายปีแล้วครู ลูกเต้าก็ไม่มี นาสิบกว่าไร่ทำได้พอกินไม่เดือดร้อนอะไร พอฝนไม่ตกไม่ได้ทำนาผมก็ตะเวนกินเหล้าไป”
 
       ลุงมิ่งหยุดพูดพลางยกแก้วขึ้นจิบก่อนวางลงแล้วเอ่ยต่อไป 
 
       “นึกไปแล้วชีวิตมันไม่มีแก่นสารอะไร กินแล้วก็นอน ไม่นอนก็เมา มีอยู่แค่นี้มาเป็นสิบปีแล้วครู”
 
       ลุงน้อยทำเสียงอือในลำคอขณะยกแก้วขึ้นค้างไว้ก่อนเอ่ยออกมา
 
       “แล้วเอ็งแน่ใจแล้วเหรอว่าจะหยุดเหล้าได้ ลงทุนไปเยอะแล้วนะเว้ย”
 
       พูดจบลุงน้อยก็กระดกแก้วจิบกาแฟขณะลุงมิ่งเอื้อมมือไปตบหลังหยอก ๆ พร้อมกับเอ่ยออกมา
 
      “เอ็งกลัวอะไรกันแน่วะ กลัวข้าอดเหล้าไม่ได้หรือกลัวไม่มีเพื่อนคุย”
 
       ลุงน้อยแทบพ่นกาแฟออกมาเพราะกลั้นหัวเราะไม่ไหวเมื่อได้ยินคำพูดลุงมิ่ง ผมอมยิ้มนั่งมองลุงสองคนพลางยกแก้วตรงหน้าขึ้นจิบแล้วพูดขึ้นว่า
 
      “ถ้าลุงคิดแบบนั้นก็บอกเค้าไปเลยสิ จะต้องให้ผมเป็นคนพูดทำไม”
 
      ผมพูดยิ้ม ๆ มองหน้าลุงมิ่งที่มองเหม่อ ๆ แล้วถอนใจอีกครั้งก่อนเอ่ยออกมา
 
      “ผมไม่กล้าสิครู คุยกับเค้ามาหลายหนแล้ว แต่ยังทำไม่ได้สักที”
 
      ลุงน้อยได้ฟังหัวเราะร่วนพร้อมกับพูดแทรกเข้ามา
 
     “คราวนี้เอ็งก็ทำไม่ได้หรอก เตรียมอยู่กับข้าต่อไปเถอะเว้ย”
 
      ลุงน้อยพูดแบบหยอก ๆ พร้อมกับเอาข้อศอกกระทุ้งสีข้างลุงมิ่งเบา ๆ ขณะเจ้าตัวหัวเราะในลำคอก่อนเอ่ยออกไป
 
     “เออน่า ข้าก็ยังไปนั่งคุยกับเอ็งได้”
 
     “ได้ไงวะ เจ๊แตงเค้าไม่ยอมหรอก เอ็งไปกินเหล้าอย่างเดิมเค้าเล่นงานเอ็งแน่”
 
     ผมนั่งอมยิ้มฟังลุงน้อยขณะมองหน้าลุงมิ่งที่ยิ้มกว้างเต็มใบหน้าก่อนยกแก้วในมือขึ้นซดแล้ววางลงพร้อมกับเอ่ยออกมา
 
      “เออน่ะ ข้ากินน้ำเปล่าอย่างครูก็ได้ ไม่เห็นเป็นไร”
 
       ผมหัวเราะเบา ๆ เมื่อได้ยินลุงมิ่งพูดอย่างนั้นพร้อมกับมองไปทางหน้าเตาตรงเจ๊แตงยืนชงกาแฟอยู่ พลางยิ้มออกมาแล้วยกแก้วของตัวเองขึ้นจิบก่อนวางลงพร้อมกับลุกขึ้นยืน ก้าวเท้าเข้าไปหาเจ๊แตงขณะลุงสองคนมองตามไม่วางตา......
 

        ( มีต่อครับ )
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่