JJNY : 4in1 จุดเทียนแดงรำลึกสลายชุมนุมปี’53│ค้านลักไก่ต่อสัญญาสายสีเขียว│วิกฤติจริยธรรมนักการเมือง│ทหารลากศพทิ้งเขตวัด

จุดเทียนแดงรำลึกสลายชุมนุมปี’53
https://www.matichon.co.th/politics/news_2668363

 
จุดเทียนแดงรำลึกสลายชุมนุมปี’53
 
เมื่อเวลา 18.10 น. วันที่ 10 เมษายน ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการจัดกิจกรรมรำลึกวีรชนคนเสื้อแดง จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่ม นปช.เมื่อปี 2553 โดย นายชินวัตร จันทร์กระจ่าง แกนนำกลุ่มราษฎรนนทบุรี พากลุ่มผู้ชุมนุมจุดเทียนแดง 99 เล่ม ไปวางหน้าประตูของฐานอนุสาวรีย์ เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในการรำลึกถึงผู้ชุมนุมเสื้อแดง 99 คน ที่ถูกยิงสังหารจากการสลายการชุมนุมดังกล่าว


 
198 องค์กรผู้บริโภครวมพลังค้านลักไก่ต่อสัญญาสายสีเขียว
https://www.matichon.co.th/economy/news_2668030
 
เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคแถลงข่าวผ่านเว็บไซต์ consumerthai.org หัวข้อ “198 องค์กรผู้บริโภคคัดค้าน อย่าฉวยโอกาสต่อสัญญาบีทีเอส หยุดราคา 65 บาทยืนหยัด 25 บาท ทำได้จริง” ระบุว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา 
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับความคืบหน้าการแก้ปัญหาโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวว่าจะมีการนำเรื่องเสนอให้ ครม. พิจารณาก่อนจะนำไปสู่ขั้นตอนการเจรจาต่อไปนั้น
 
ล่าสุด นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า ขอให้นายกฯ หยุดตัดตอนปัญหา และปิดปากประชาชนด้วยการโยนลูกเข้า ครม. ซึ่งการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวนั้นต้องอยู่บนหลักการ ‘ขนส่งมวลชนเพื่อมวลชนทุกคน’ โดยควรกำหนดบนพื้นฐานประมาณร้อยละ 10 ของค่าแรงขั้นต่ำของคนในประเทศ และมีมาตรฐานเดียวกันกับราคารถไฟฟ้าในเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลก
 
อย่างไรก็ตาม ราคาค่ารถไฟฟ้า 65 บาทที่กทม.เสนอมา นอกจากเป็นราคาที่สูงเกินกว่า ‘มวลชน’ จะจ่ายได้ อีกทั้งก็ยังไม่สามารถชี้แจงฐานการคิดคำนวณของราคาดังกล่าวที่ชัดเจนว่ามาจากหลักการใด ซึ่งหากราคานี้ถูกพิจารณาผ่านและถูกนำมาใช้ จะส่งผลกระทบกับผู้บริโภคเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้บริโภคจะต้องผูกมัดจ่ายค่าโดยสารในราคานี้ไปอีก 38 ปี จนกว่าจะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2602 ในขณะที่ข้อเสนอของกระทรวงคมนาคมให้ใช้ราคาค่ารถไฟฟ้า 49.83 บาทเท่านั้น ซึ่งจะทำให้มีกำไรส่งรัฐในปี 2602 ถึง 380,200 ล้านบาท แต่กทม.ไม่เคยมีโมเดลการคิดค่าโดยสารมานำเสนอเลย เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภคตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติม
 
เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค เรียกร้องให้รัฐบาลส่งปัญหานี้กลับมายัง กทม.เพื่อให้ กทม.ทำกระบวนการการกำหนดราคาที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และให้ประชาชนที่เป็นผู้รับภาระการจ่ายค่าโดยสารมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น และกล่าวอีกว่า สภาฯ ผู้บริโภค เสนอทางเลือกว่าจากการคำนวณของสภาฯ พบว่า ค่ารถไฟฟ้าในราคา 25 บาท สามารถทำได้จริงแน่นอน ซึ่งในการคำนวณดังกล่าวได้อ้างอิงจากตัวเลขของกระทรวงคมนาคม โดยลดรายได้รวมลงครึ่งหนึ่งและคิดราคาค่าโดยสารเพียง 25 บาท สุดท้ายแล้ว กทม. ยังมีกำไรหรือมีเงินเหลือนำส่งรัฐได้ถึง 23,000.00 ล้านบาท
 
ทั้งนี้ สภาฯ เรียกร้องให้รัฐบาล และ กทม. เห็นความสำคัญของปัจจัยทางเศรษฐกิจของผู้บริโภคที่อาศัยตามชานเมืองที่ต้องพึ่งบริการรถไฟฟ้าเข้ามาทำงาน ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ควรเป็นเงินออมในอนาคตที่ต้องนำมาจ่ายเป็นค่าเดินทางเพียงอย่างเดียว ดังนั้น องค์กรผู้บริโภคทั้ง 198 องค์กร ขอคัดค้านนายกรัฐมนตรีที่มีความพยายามจะนำประเด็น ‘การต่อสัญญาสัมปทานและการขึ้นราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว (รถไฟฟ้าบีทีเอส)’ เข้า ครม. เนื่องจากเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่จำเป็นต้องนำเข้าพิจารณาในขณะนี้ แต่ควรจะพิจารณาเรื่องที่เร่งด่วนกว่าในสถานการณ์การระบาดของโควิด – 19 เช่น อีกประการหนึ่งการพยายามนำประเด็นนี้เข้า ครม. ในช่วงที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 จะถือว่าเป็นการตัดสิทธิ์ผู้ที่คัดค้านหรือไม่ เนื่องจากรัฐมนตรีท่านนี้เป็นฝ่ายคัดค้านการปรับขึ้นราคาดังกล่าวมาโดยตลอด
 
ด้าน ดร. สุเมธ องกิตติกุล กรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านขนส่งและยานพาหนะ สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า ทั้งเงื่อนไขในการต่อสัญญาสัมปทาน รูปแบบการกำหนดค่าโดยสาร และแนวทางการดำเนินงานของระบบรถไฟฟ้าในอนาคต ไม่ได้ถูกพิจารณาโดย กทม. ซึ่งการต้องการต่อสัญญาสัมปทานเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาด้านการเงินของ กทม. เท่านั้น แต่ไม่ได้แก้ปัญหาระบบรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ทั้งนี้ ในความเป็นจริง กทม. ควรมีทางเลือกอื่นในการพิจารณาร่วมด้วย เช่น เงื่อนไขในการต่อสัญญาสัมปทานที่ให้มีการคิดค่าโดยสารแบบตั๋วร่วมกับรถไฟฟ้าทั้งระบบมากกว่าจะพิจารณาเพียงแค่ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว นอกจากนี้ยังมองว่า ค่าโดยสารรถไฟฟ้าควรจะถูกกว่า 65 บาทได้ ซึ่งผู้บริโภคก็จะได้รับประโยชน์มากขึ้น
 
ขณะที่ คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ประสานงานโครงการขนส่งมวลชนที่ปลอดภัยและเป็นธรรม มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) กล่าวย้ำว่า ประเด็นนี้นายกรัฐมนตรีอาจจะเข้าใจผิดว่า เป็นเรื่องขัดแย้งกัน แต่ในความเป็นจริงนั้นกลับเป็นเรื่องความไม่โปร่งใสของ กทม. ที่ยืนยันฝ่ายเดียวที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลการเจรจาที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐกับประชาชนมากกว่า โดยเฉพาะตัวเลขค่าโดยสาร 65 บาท ที่ กทม. ยังอธิบายต่อสังคมไม่ได้ว่าคำนวณมาจากอะไร และทำไมต้องมีราคา 65 บาท ทั้งที่ กทม. ควรต้องเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดสัญญาและที่มาของการคำนวณราคาค่าโดยสารต่อสาธารณะ เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตการใช้รถไฟฟ้าสายนี้ก่อนจะต่อหรือไม่ต่อสัญญา เพราะหาก ครม. อุ้ม กทม. ยอมต่อสัญญาสัมปทานครั้งนี้ ผู้ที่ต้องแบกรับภาระต่อจากนี้ คือ ประชาชนและอนาคตของลูกหลานที่จะต้องกลายมาเป็นผู้จ่ายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 65 บาท ไปอีก 38 ปี
 
พวกเราจำเป็นต้อง หยุด 65 บาท หยุด กทม. หยุดลักไก่แอบต่อสัญญา ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป และขอย้ำว่า กทม. ต้องหยุดจับผู้บริโภคเป็นตัวประกันต่อรองรัฐบาล อย่าห่วงแต่เรื่องหนี้สินและส่วนแบ่งรายได้ 2.4 แสนล้านบาทที่จะได้หลังต่อสัญญาฯ อีกทั้งถ้าหลักคิดรถไฟฟ้า คือ ขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ กทม. ต้องทำให้ค่าโดยสารไม่เป็นภาระกับผู้บริโภค หรือไม่เกินร้อยละ 10 ของค่าแรงขั้นต่ำ รวมถึงจะต้องทำให้รถไฟฟ้าเป็นขนส่งมวลชนที่ประชาชนเข้าถึงได้ ไม่ใช่เป็นเพียงขนส่งทางเลือกแบบทุกวันนี้
 
ทั้งนี้ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จึงอยากเชิญชวนผู้บริโภคทุกคนร่วมแสดงตัวตน เพื่อคัดค้านการที่มีความพยายามจะนำประเด็น ‘การต่อสัญญาสัมปทานและการขึ้นราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้า สายสีเขียว (รถไฟฟ้าบีทีเอส)’ และนำไปยื่นให้กับนายกรัฐมนตรีเพื่อแสดงออกผู้บริโภคไม่เห็นด้วยกับการต่อสัญญาสัมปทานและการปรับขึ้นราคาเป็น 65 บาท โดยผู้บริโภคสามารถร่วมลงชื่อได้ที่ แบบฟอร์มออนไลน์ “ร่วมลงชื่อ คัดค้านการนำประเด็น ‘ต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว’ เข้า ครม.” คลิก > https://bit.ly/3wIR0nA
 

 
ชี้คลัสเตอร์ทองหล่อสะท้อนวิกฤติจริยธรรมนักการเมือง
https://www.dailynews.co.th/politics/836355
 
เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ชี้วิกฤติจริยธรรมนักการเมือง จากคลัสเตอร์ทองหล่อผับทองหล่อ จี้ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดินเร่งตรวจสอบ นักการเมือง - จนท.รัฐต้นเหตุโควิดระบาด  แนะรัฐเอาผิดเจ้าของผับ-จนท.ที่ละเลยบังคับใช้กฎหมาย
 
 เมื่อวันที่ 10 เม.ย. นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “วิกฤติจริยธรรมนักการเมืองที่ผับทองหล่อ” มีเนื้อหาระบุว่า 
  
ต้นเหตุการระบาดใหญ่ที่สร้างความเดือดร้อนเสียหายแก่ประชาชนทั่วไป เคยเกิดมาแล้วจากสนามมวยของกองทัพ บ่อนการพนัน แรงงานผิดกฎหมายและล่าสุดที่ผับย่านทองหล่อ ทุกกรณีล้วนเกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมายและมีพฤติกรรมคอร์รัปชั่นอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น กรณีผับทองหล่อล่าสุดนี้ได้สร้างความไม่พอให้ประชาชนอย่างมาก เนื่องจากข่าวอันอื้ออึงเซ็งแซ่ว่ามีรัฐมนตรีและนักธุรกิจคณะใหญ่โคจรร่วมกันไปติดโควิดในสถานที่นั้น โดยทุกคนล้วนละเลยไม่ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคของรัฐที่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับประชาชน กลายเป็นว่าการระบาดใหญ่รอบนี้คนที่เป็นรัฐมนตรีนำทีมไปทำเรื่องไม่เหมาะสมเสียเอง เหตุการณ์นี้จึงสะท้อนปัญหาจริยธรรมของนักการเมืองที่เรื้อรัง 
 
ดั้งนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้สังคมบอบช้ำซ้ำซาก สิ่งที่รัฐบาลควรทำโดยด่วน คือ 
1. ใช้กฎหมายเอาผิดเจ้าของผับ ผู้บริหารของ กทม. ตำรวจและเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขที่ละเลยในการตรวจตรา บังคับใช้กฎหมาย 
 
2. ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเรียกสามัญสำนึกด้านจริยธรรมของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ร่วมกันฝ่าฝืนมาตรการควบคุมโรค นอกจากการด่าประณามของสังคมแล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านจริยธรรม คือ ป.ป.ช. , ผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม ควรทำหน้าที่วินิจฉัยว่าพฤติกรรมของพวกเขาเป็นความผิดหรือไม่ 
 
3. ออกมาตรการควบคุมที่ชัดเจนและเข้มงวดสำหรับสถานประกอบการแต่ละประเภททั่วประเทศ เพื่อให้มีการตรวจตราเตรียมพร้อม ควบคุมกฎหมายกฎระเบียบทุกอย่างก่อนที่จะเปิดให้สถานประกอบการเหล่านี้กลับมาดำเนินการต่อไปได้ 
 
4. รัฐบาลควรจัดให้มีช่องทางสายด่วนให้ประชาชนร้องเรียนเมื่อพบเห็นผู้ฝ่าฝืนมาตรการโควิดนี้ 
 
และ 5. ต้องเป็นกติกาว่า ทุกมาตรการที่รัฐแนะให้ประชาชนปฏิบัติ เจ้าหน้าของรัฐทุกคนต้องปฏิบัติเท่าเทียมกันไม่มีข้อยกเว้น เช่น การโหลดแอพพลิเคชั่นหมอชนะ การเปิดเผยไทม์ไลน์ต่อเจ้าหน้าที่และสาธารณชน
 
การระบาดรุนแรงของโควิด-19 ที่ผ่านมาไม่ได้ให้บทเรียนแก่ทุกคนเลยกระนั้นหรือ โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐที่ควรตระหนักถึงความประมาทของคนไม่กี่กลุ่มที่จ้องแต่จะหาผลประโยชน์ หาความสุขแค่ชั่วคราว แต่ส่งผลให้การดำเนินชีวิตต้องเปลี่ยนไปของประชาชนทั้งประเทศ  กี่ครั้งแล้วที่ต้องทนกับความประมาท ขาดสติ ไร้ความรับผิดชอบและการคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ จะซ้ำเติมจนประเทศไทยบอบช้ำไม่ต้องฟื้นฟูประเทศกันอีกเลยหรือไม่ แล้วเมื่อไรที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์จะลืมตาอ้าปากทำมาหากินตามปกติได้เมื่อใด ใครจะเป็นคนตอบดี” นายมานะระบุ.
 
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=2509990862480102&id=100004076388880
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่