ติดเกาะตะรุเตา 4 วัน 3 คืน ... เกาะในจ.สตูล ที่ไม่ใช่หลีเป๊ะ

สวัสดีค่ะ ขอพื้นที่เล็ก ๆ ในการรีวิวทริปที่น่าประทับใจบนเกาะที่ชื่อว่าเกาะตะรุเตาหน่อยนะคะ
เนื่องจากจขกท.และเพื่อนมีเวลาว่างตรงกันและเกิดอาการอยากนอนโง่ ๆ ริมทะเลเพื่อเบรคความวุ่นวายในชีวิตชั่วคราว เลยวางแผนทริปแบบเร็ว ๆ โจทย์คือต้องเป็นชายหาดที่ไม่วุ่นวายจะได้ตรงคอนเซปต์แรก สถานที่ที่นึกออกคืออุทยานแห่งชาติตะรุเตา เนื่องจากเคยแวะถ่ายรูปตอนไปทริปหลีเป๊ะในอดีตและเคยหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องมานอนค้างให้ได้ เลยได้โอกาสมาท่องเที่ยวระหว่างวันที่ 4-7 เมษายน 2564

ขั้นตอนการวางแผนการเดินทาง:
1. ที่พัก: ก่อนเดินทางได้ทำการจองที่พักผ่านเวปไซต์อุทยานแห่งชาติ พื่นที่ที่สามารถจองที่พักได้มี 2 โซนด้วยกันคืออ่าวพันเตมะละกา (บริเวณท่าเทียบเรือ) และอ่าวเมาะและ (ห่างจากท่าเทียบเรือประมาณ 4 กม.)  เนื่องจากตอนเช็คในเวปไซต์มีคนจองน้อยมาก เลยตัดสินใจว่าจองที่อ่าวพันเตมะละกาดีกว่าจะได้ไม่เงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวเกินไป ที่พักเป็นบังกาโล ห้องแอร์ 1,500 บาท/คืน ห้องพัดลม 800 บาท/คืน 
2. การเดินทาง: เดินทางจากหาดใหญ่-ท่าเรือปากบาราด้วยรถตู้โดยสาร ไป-กลับคนละ 300 บาท + ค่าเรือ speedboat  ไป-กลับคนละ 700 บาท (เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวมาพักตะรุเตาค่อนข้างน้อย เลยทำให้หาเรือมารับขากลับได้ยากมากค่ะ โชคดีที่มีเรือของบันดาหยาใจดีแวะรับขากลับ ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ค่ะ)

ขั้นตอนทั้ง 1 และ 2 นี้พวกเราได้รับความอนุเคราะห์จากพี่ณา (ที่ยังไม่ได้เจอตัว) เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติตะรุเตาค่ะ โชคดีมาก ๆ เลย ทำให้การเดินทางครั้งนี้ราบรื่นมาก ๆ ต้องขอขอบคุณพี่ณาอีกครั้งนะคะ

กำหนดการเดินทาง 
วันที่ 1
รถตู้ออกจากหาดใหญ่เวลา 9.00 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม.ถึงท่าเรือปากบารา รอขึ้นเรือประมาณ 13.00 น. (จริง ๆ ต้องขึ้นเรือเวลา 12.30 น. แต่นักท่องเที่ยวเดินทางไปหลีเป๊ะเยอะมากทำให้ดีเลย์นิดหน่อยค่ะ เจ้าหน้าที่ที่ท่าเทียบเรือทำงานดีนะคะ มีระบบจัดลำดับคิวให้ลงเรือทำให้ไม่ต้องแย่งกันหาที่นั่ง นักท่องเที่ยวเยอะมาก แต่เจ้าหน้าที่ดูแลดีเลยค่ะ) เดินทางประมาณ 30 นาทีถึงเกาะตะรุเตา นักท่องเที่ยวสามารถแวะเดินชมบริเวณท่าเทียบเรือ ถ่ายรูปกับป้าย และไหว้เจ้าพ่อตะรุเตาได้ค่ะ เค้าให้เวลา 15 นาทีหลังจากนั้นนักท่องเที่ยวที่เหลือเดินทางต่อไปยังหลีเป๊ะ ส่วนจขกท.และเพื่อนกระโดดลงและพักที่ตะรุเตาต่อค่ะ 

เข้าไปเช็คอินที่พัก เอาของไปเก็บที่ห้องพัก และออกเดินทางไปเที่ยวตะโล๊ะวาว (ห่างจากที่พัก 12 กม.) ต่อด้วยรถบรรทุก โชคดีเจอเพื่อนใหม่เป็นรุ่นพี่ 2 ท่าน (พี่ติ๊ดและพี่น้อย) ร่วมทริปไปตะโละวาวด้วย เลยจ่ายค่ารถไปคนละ 150 บาท (ค่าเหมารถ 600 บาท/เที่ยว) ใช้เวลาศึกษาประวัติศาสตร์ของเกาะตะรุเตาประมาณ 1 ชม. โดยมีพี่สุ จนท.อุทยานเป็นไกด์ให้ความรู้ค่ะ 

กลับจากตะโล๊ะวาวก็ออกเดินทางไปชมพระอาทิตย์ตกที่ผาโต๊ะบู เป็นทางขึ้นเขาชัน ระยะทางประมาณ 400 เมตร เป็นวิวอ่าวพันเตมะละกาบรรยากาศดีเลยค่ะ ระหว่างนั่งรอพระอาทิตย์ตกเห็นนกเงือกบินไปมา พวกเราตื่นเต้นมาก (มาเห็นอีกฝูงนึงที่บริเวณที่พักกลายเป็นว่านกเงือกเป็นสัตว์ประจำถิ่นที่หาง่ายมากของเกาะตะรุเตาไปเลยค่ะ) วันที่เราไปนั้นฟ้าขะมุกขะมัว ไม่เห็นพระอาทิตย์ตกค่ะ เลยกลับกันก่อนที่จะมืด ลงมาทานข้าวเย็นด้วยกัน 4 คนที่ร้านอาหารสวัสดิการ อาหารรสชาติดีทีเดียวค่ะ

วันที่ 2 
วันนี้ได้เช่าจักรยานเสือภูเขาของอุทยาน (ราคา 250 บาท/วัน) ปั่นไปชมอ่าวเมาะและอ่าวสน และเดินป่าบนเส้นทางศึกษาธรรมชาติไปชมน้ำตกลูดู  กิจกรรมนี้แนะนำว่าฝึกใช้จักรยานแบบมีเกียร์ให้คล่องก่อนนะคะ ทางปั่นจักรยานค่อนข้างโหดทีเดียวมีขึ้น-ลงเขาค่อนข้างชัน พี่ติ๊ดเพื่อนใหม่ผู้มีประสบการณ์การปั่นจักรยานอย่างโชกโชนได้สอนการใช้จักรยานให้เพื่อจขกท.ทำให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุ จขกท.เองซึ่งเป็นคนปั่นจักรยานอยู่บ้างยังเปลี่ยนเกียร์ไม่ทันต้องลงมาเข็นช่วงขากลับ วันนี้ใช้เวลาทำกิจกรรมทั้งวัน แนะนำให้เตรียมอาหารและน้ำดื่มไปด้วยนะคะ (น้ำดื่มแนะนำให้เตรียม 1.5 ลิตรเป็นอย่างน้อย) เพราะระหว่างทางไม่เจอเจ้าหน้าที่และร้านสวัสดิการอะไรเลย (อาจด้วยนักท่องเที่ยวน้อย) ระหว่างนอนเล่นที่อ่าวเมาะและ ได้เจอคุณมาร์ตินซึ่งเป็นฝรั่งจากประเทศเยอรมันปั่นจักรยานผ่านมาคุยเลยทราบว่าเค้าเป็นนักธรณีวิทยาแวะมาพักผ่อนชมธรรมชาติที่เมืองไทย เลยเม้ามอยเรื่องฟอสซิลกับแก ขากลับแวะเดินหาฟอสซิลไทรโลไบต์ตามโขดหินที่อ่าวเมาะและแต่ไม่เจอ (ไม่แน่ใจว่าไม่เจอ หรือเจอแต่ไม่รู้ว่าคือฟอสซิล 555) ระยะทางทั้งหมดรวมปั่น-เดินชมป่า 21 กม. กลับมาที่พักและทานอาหารเย็นกับเพื่อนใหม่คุณมาร์ตินทำให้บรรยากาศไม่เหงามาก (วันนี้พี่ติ๊ดและพี่น้อยเดินทางกลับ บนเกาะเหลือนักท่องเที่ยวคือจขกท. เพื่อน และคุณมาร์ตินรวมทั้งหมด 3 คน)

วันที่ 3
แพลนแรกกะจะเหมาะเรือหางยาวไปเที่ยวชมและดำน้ำรอบเกาะ แต่เมื่อทราบราคาเลยต้องถอย เพราะนักท่องเที่ยวน้อยเลยไม่มีเรือ standby ที่เกาะ หากจะเหมาเรือ เค้าจะต้องออกมาจากปากบารา ราคาเหมาคือ 4,500 บาท เลยเปลี่ยนไปปายเรือคายัคเที่ยวถ้ำจระเข้แทน ค่าเรือ 100 บาท/ชั่วโมง ระยะทางที่พายไป-กลับ 6 กม. ใช้เวลา 2 ชม. กลับมาช่วงบ่ายนอนเล่นบนเปลญวนในอุทยาน ชมนิทรรศการเกาะตะรุเตา เดินเล่นชายหาด เล่นน้ำที่อ่าวพันเตมะละกา และทานอาหารเย็นกับเพื่อนใหม่คุณมาร์ตินที่ร้านสวัสดิการ

วันที่ 4 
รอขึ้นเรือที่ท่าเรือพันเตมะละกา เรือออกจากหลีเป๊ะมารับตอนเวลา 10.15 น. ถึงท่าเรือปากบารา 10.45 น. และขึ้นรถตู้ต่อเพื่อกลับหาดใหญ่ (ถึงประมาณ 14.00น.) นัดพี่ติ๊ดและพี่น้อยทานข้าวเย็นที่หาดใหญ่ต่อ กลายเป็นว่าแขกต่างเมืองพาพวกเราไปกินร้านอาหารใหม่ๆ รสชาติอร่อย ๆ ทำเอาเจ้าถิ่นเขินนิดหน่อย 555

สรุปค่าใช้จ่ายต่อคน (ไม่รวมอาหาร) 
- ค่ารถตู้หาดใหญ่-ปากบารา-หาดใหญ่ 300  บาท
- ค่าเรือ speedboat ไป-กลับ 800 บาท
- ค่าที่พัก 400 บาท/คืน *3 คืน รวม 1200 บาท
- ค่ารถไปเที่ยวตะโล๊ะวาว 150 บาท 
- ค่าเช่าจักรยาน 250 บาท
- ค่าเช่าเรือคายัค 100 บาท
- ค่าเข้าอุทยาน+ผ่านท่าเรือ 60 บาท
รวม 2,860 บาท

สิ่งที่ควรเตรียมไปด้วย
- สเปรย์กันแมลง (ใช้ตอนไปเดินขึ้นผาโต๊ะบู และเดินในป่าเพื่อไปน้ำตกลูดู)
- ยาแก้แพ้/แก้คัน (บริเวณชายหาดมีตัวริ้น ลักษณะคล้ายๆ แมลงหวี่ ตัวเล็กๆ มาเกาะตามผิวหนัง บางคนแพ้จะเกิดอาการคล้ายๆ ยุงกัดแต่คันหนักกว่ามาก) แนะนำให้เตรียมยา hydroxyzine (แก้แพ้แบบง่วง) หรื cetirizine (แก้แพ้แบบไม่ง่วง) และยาทาประเภท topical steriods (แนะนำที่มีฤทธิ์สูงค่ะ) โดนกัดปุ๊บแนะนำให้ทำความสะอาดด้วยน้ำสบู่และทายา topical steroids +/- กินยาถ้าคันมาก
- ยาแก้ปวดเมื่อย (ยากิน NSAIDs เช่น diclofenac, ibuprofen, ยาทา NSAIDs หรือพวกน้ำมันมวย) ในคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายอาจจำเป็นต้องใช้หลังปั่นจักรยาน หรือพายเรือคายัค
- ยาแก้เมารถ/เมาเรือ (dimenhydrinate) ในคนที่มีประวัติเมารถ/เมาเรือมาก่อนแนะนำให้กินก่อนขึ้นเรือ 30 นาที

สะท้อนรู้จากการเดินทางทริปนี้
- อยากเที่ยวต้องแข็งแรง ต้องหมั่นออกกำลังกาย ดูแลเรื่องอาหาร เมื่อสุขภาพแข็งแรงก็จะไม่มีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมใด ๆ 
- ไปเที่ยวกับเพื่อนสนิทกลุ่มเล็กๆ บ้าง จะได้สังเกตสิ่งแวดล้อม และรู้จักคนรอบข้าง การได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนใหม่ๆ เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่ามากๆ
- เรามักรู้สึกว่าเราโตแล้ว แต่เมื่อได้คุยกับพี่ๆ ผู้ผ่านประสบการณ์และโลกภายนอกมาอย่างโชกโชนทำให้ได้เรียนรู้ว่าเรายังเป็นเด็กน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับรุ่นใหญ่ที่ได้พบเจอและพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้วยกัน โลกนี้กว้างใหญ่รอให้เราเข้าไปศึกษาอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด
- บางสิ่งบางอย่างถ้าไม่ทำให้ใครเดือดร้อนต้องรู้จักสอบถาม และต่อรองให้เป็น 
- เมื่อเรามี smart phone เราได้ห่างหายจากการกิจกรรมที่เคยชอบ เช่น การอ่านหนังสืออ่านเล่น ไปนานแค่ไหนแล้วนะ การมาติดเกาะที่สัญญาณโทรศัพท์ขาดๆ หายๆ ทำให้มีโอกาสหยิบหนังสือที่ซื้อไว้เมื่อหลายปีก่อนมาอ่านจนจบ

ปล. รายละเอียดของแต่ละกิจกรรมและสถานที่ต่างๆ อยู่ในส่วน comment นะคะ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่