JJNY : แนะรบ.ไทยเร่งช่วยชาวบ้านหนีภัยสู้รบ│โควิดทุบตลาดคอนโดฯ│ศักดิ์สยามรับ ผลตรวจเป็นบวก│เฉลิมชัยนำส.ส.ปชป.ตรวจเชื้อ

หวั่นวิกฤต แนะ รบ.ไทย เร่งช่วยเหลือชาวบ้านหนีภัยสู้รบในพม่า เผยเสียงเครื่องบินดังทุกวัน
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_6285576
 

 
หวั่นวิกฤตมนุษยธรรม แนะรัฐบาลไทย เร่งช่วยเหลือชาวบ้านหนีภัยสู้รบในพม่า เผยเสียงเครื่องบินยังดังเหนือ “เด่ปูโหน่” ทุกวัน ชาวกะเหรี่ยงผวาไม่กล้ากลับชุมชน 
 
วันที่ 7 เม.ย.64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 เม.ย. เป็นเวลา 10 วันแล้วที่ชาวกะเหรี่ยงหลายพันคนหนีภัยการสู้รบจากทหารพม่าที่โจมตีทางอากาศหมู่บ้านเด่ปูโหน่ เมืองมือตรอ รัฐกะเหรี่ยงซึ่งเป็นฐานที่มั่นทางทหารของกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union-KNU) หรือเคเอ็นยู ทำให้ชาวบ้านนับหมื่นคนต้องหลบหนีเข้าไปหลบซ่อนในป่า และหลายพันคนอพยพมาอยู่ริมแม่น้ำสาละวิน ซึ่งเป็นชายแดนไทย-พม่า ที่ อ.สบเมย และอ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน
 
ทั้งนี้หลังจากที่หลายฝ่ายออกมาเรียกร้องกดดันให้ทหารไทยยอมเปิดเส้นทางเพื่อนำข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นไปบริจาคให้ชาวบ้านผู้อพยพ จนในที่สุดเมื่อเช้าวันที่ 5 เมษายน ได้อนุญาตให้นำข้าวสารและเสบียงที่มีผู้นำมาบริจาคและกองไว้ที่บ้านแม่สามแลบไปให้ชาวบ้านที่หมู่บ้านแม่นือท่า ฝั่งรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน
 
โดยมีชาวบ้านหนีตายมาพังพิงอยู่นับพันคน อย่างไรก็ตามข้าวของบริจาคที่นำมาช่วยเหลือครั้งนี้ ยังไม่เพียงพอสำหรับชาวบ้านที่หลบซ่อนอยู่ โดยสิ่งที่ชาวบ้านต้องการมากที่สุดคือข้าวสารและเกลือ
 
ขณะเดียวกันตลอดทั้งวันที่บริเวณท่าเรือแม่สามแลบ ยังคงมีบุคคลและองค์รต่างๆ นำข้าวของใส่รถกระบะมาช่วยเหลือราว 5-6 คัน โดยทางทหารพรานได้อนุญาตเฉพาะผู้ที่ประสานงานผ่านกาชาด ทำให้ผู้บริจาคบางส่วนที่ตั้งใจนำข้าวของมาช่วยเหลือไม่สามารถผ่านด่านได้
 
สำหรับสถานการณ์ที่ค่ายผู้อพยพอิตุท่า ตรงข้าม ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง ชาวบ้านที่พลัดถิ่นยังคงไม่กล้ากลับเข้าไปอยู่ในค่าย โดยหลบซ่อนในป่าเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามการที่เกิดฝนตกหนักตลอดทั้งวันทั้งคืนทำให้ต้องเผชิญความลำบากมากขึ้น เนื่องจากไม่มีผ้าใบหรือสิ่งที่ใช้กันฝน โดยเฉพาะเด็กๆ พบว่าเริ่มป่วยไข้มากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ยารักษาโรคยังขาดแคลน
 
แหล่งข่าวจากเคเอ็นยู เปิดเผยว่าในส่วนของฐานที่มั่นทางทหารเคเอ็นยู กองพล 5 ที่บ้านเด่ปูโหน่นั้น ยังมีเสียงเครื่องบินตรวจการณ์ของทหารพม่าดังอยู่ทุกวัน นอกจากนี้ทหารพม่ายังใช้โดรน บินสอดแนมเข้ามาในพื้นที่อยู่เป็นระยะๆ ทำให้ชาวบ้านในชุมชนที่อยู่โดยรอบ จำนวนรวมราว 1 หมื่นคน ต่างหวาดหวั่นและไม่มีใครกล้ากลับชุมชน โดยส่วนใหญ่ยังคงหลบซ่อนกระจัดกระจายตามป่าเขา ตลอดจนถึงริมแม่น้ำสาละวิน ขณะที่ทางการพม่าได้ขอความร่วมมือมายังทางการไทยขอให้ตัดสัญญาณโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต และสัญญาณไวไฟทั้งหมด
 
ขณะที่ ศ.สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การรัฐประหารในพม่าเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 2 เดือน แต่คณะนายทหารยังไม่บรรลุเป้าหมายเพราะมีคนออกมาต่อต้านจำนวนมาก จึงต้องใช้วิธีโหดเหี้ยมและไม่ชอบธรรม ขนาดการประชุมระดับสหประชาชาติได้ทักท้วงและให้ความใส่ใจเรื่องพฤติกรรมที่เกินเลยหลายอย่างในวิธีทางทหารโดยไม่คำนึกถึงประชาชน
 
ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่ารัฐบาลไทยควรวางตัวอย่างไร เพราะประเทศไทยมีพรมแดนติดกับพม่ากว่า 2 พันกิโลเมตร เมื่อมีปัญหาเรื่องชาวบ้านเดือดร้อนย่อมกระทบถึงไทยและอาเซียน แต่อาเซียนไม่ค่อยแข็งแรงเท่าที่ควรที่จะช่วยคลี่คลายเรื่องเลวร้ายไม่ให้เลวร้ายเกินไป และบทบาทรัฐบาลไทยด้วยที่เป็นพลเรือนหลังเลือกตั้ง ความรับผิดชอบสำคัญยิ่งกว่าการมองในความสัมพันธ์ระดับกองทัพต่อกองทัพ
 
ศ.สุริชัย กล่าวว่า รัฐบาลไทยในสายตาชาวโลกต้องช่วยทำเรื่องไม่ให้เลวร้ายยิ่งขึ้น ยิ่งใน 1-2 วันที่ผ่านมาเกิดพายุฤดูร้อน สร้างความโหดร้ายมากสำหรับชาวบ้านที่หนีตายหลบซ่อนอยู่ในป่า เพราะไม่มีที่กำบัง สถานการณ์เช่นนี้รัฐบาลไทยมีหน้าที่สำคัญคือต้องมองภารกิจด้านมนุษยธรรมให้เป็นหลัก ไม่ใช่ปล่อยให้ทหารพม่าเอาความโกรธแค้นไประบายลงกับกลุ่มชาวชาติพันธุ์ หรือปล่อยให้ทหารพม่าทำอะไรได้ตามยถากรรม เพราะทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ และกลายเป็นความทุกข์แสนสาหัส
 
“บทบาททหารที่มีความสัมพันธ์กันต่อเนื่อง น่าจะช่วยเรื่องไม่ให้เลวร้ายไปกว่านี้ อย่าให้เราถูกมองว่าปล่อยให้ฝ่ายทหารละเลยต่อพันธกิจต่อโลก เพราะเป็นผลเสียกับประเทศไทย เราควรมองผลประโยชน์ของประเทศไทยที่อยู่กับประชาคมโลกเป็นหลัก เราน่าจะเคารพที่ต้องสู้ต่อความไม่ชอบธรรม
การวางจุดยืนและบทบาทประเทศไทยและกองทัพไทยต้องแยกแยะให้ดี การวางตัวของรัฐบาลไทยยังสามารถช่วยสถานการณ์ไม่ให้เลวร้ายไปกว่านี้ได้ อย่างน้อยตรึงกันไว้ไม่ให้เลวร้ายไปกว่าเดิม ถ้าปล่อยให้เละเทะจะกลายเป็นวิกฤตมนุษยธรรมที่ส่งผลต่อคนอีกจำนวนมาก เราจำเป็นต้องอาศัยกลไกรัฐบาลไทยและอาเซียน เราต้องไม่เอาเรื่องการรบพุ่งเป็นตัวชี้ขาด แต่เอามนุษยธรรมขึ้นมา” ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพฯ กล่าว
 
ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมบทบาทอาเซียนไม่เข้มแข็ง ศ.สุริชัย กล่าวว่า เป็นการติดกับดักของตัวเองที่ประกาศจะไม่แทรกแซงกิจการภายในกันและกัน แต่สถานการณ์ในพม่าเลยเถิดตั้งแต่ทหารยึดอำนาจ แสดงให้เห็นเลยว่า อาเซียนไม่อาจที่จะปล่อยวางได้ หลายประเทศต่างมองว่า ผิดหลักการ สิงคโปร์ อินโดนีเซียและ มาเลเซีย
 
ส่วนประเทศไทย อาจแสดงบทบาทได้ไม่เต็มที่แต่สามารถทำอะไรเงียบๆ ได้ เราน่าใช้ช่องว่างนี้ช่วยแสดงทางออกได้ เราต้องการสร้างสำนึกร่วมในวิกฤตมนุษยธรรมในอาเซียน ไม่ใช่แค่รัฐบาลเท่านั้นที่แสดงบทบาทนี้ แต่หลายภาคส่วนต้องช่วยกัน ที่ผ่านมาการเจรจาหลายระดับยังขาดความจริงจัง เราต้องการมโนธรรมและสำนึกร่วมกัน ไม่เช่นนั้นจะเกิดมิคสัญญีขึ้นได้
 
เมื่อถามอีกว่าประเทศไทยควรจัดตั้งศูนย์เพื่อรองรับประชาชนที่หนีภัยมาจากพม่าตามชายแดนหรือไม่ ศ.สุริชัย กล่าวว่า ฝ่ายความมั่นคงบางส่วนคงเตรียมการอยู่ แต่คงไม่ได้คุยกันชัดเจน เพียงแต่หลายภาคส่วนต้องช่วยกันให้มีความเข้าใจโอกาสในหลายรูปแบบ ดังนั้นควรเร่งรัดให้ทุกภาคส่วนช่วยกันหาทางออกเพราะเรามีเคยประสบการณ์ร่วมกันมาแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่มีอะไรลงตัวเลย เงื่อนไขที่เราทำได้ก็ยังขาดความภาวะผู้นำที่จะดำเนินการ เรื่องนี้ไม่ใช่เฉพาะสายความมั่นคงอย่างเดียว แต่มีด้านอื่นๆด้วย เพราะคนไทยและพม่ามีความสันพันธ์หลายระดับ เช่น ในระดับมหาวิทยาลัยและภาคส่วนอื่นๆ แต่เรากลับไปแขวนอยู่กับบางหน่วยงาน
 
สถานการณ์ในพม่า เราต้องเตรียมความพร่อมด้านความมั่นคง และสังคมร่วมกัน เพราะความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่ามีหลายระดับ ความร่วมมือเหล่านี้จะเหมือนเป็นฟองน้ำรับผลกระทบร่วมกันได้ เราน่ารองรับความซับซ้อนนี้ได้หากร่วมมือกัน” ศ.สุริชัย กล่าว
 

 
โควิดทุบ 'ตลาดคอนโดฯ' ต้นปี 3 เดือน เปิดใหม่แค่ 10 โครงการ 
https://www.thansettakij.com/content/property/474822
 
คอลลิเออร์ส ประเทศไทย เผย ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียม พบ พื้นที่กทม. สิ้นไตรมาสแรก ปี 64 มีเปิดโครงการใหม่เพียง 10 โครงการ หดตัว 38.6%
 
นายภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร บริษัท คอลลิเออร์ส ประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้ว่าภาพรวมสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยและทั่วโลกยังคงมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
 
กลายเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับภาคธุรกิจในทุกภาคส่วนกลับมามีความหวังอีกครั้งว่าการแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าวจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในเร็ววัน เพื่อให้ภาคธุรกิจต่างๆ กลับมาคึกคักอีกครั้ง รวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ถือว่าได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าวเป็นอย่างมากในปีพ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา
 
รวมถึงแผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบแล้วสามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 โดยให้เป็นการท่องเที่ยวในพื้นที่จำกัด (seal area) โดยเริ่มจากพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และสามารถท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตได้โดยไม่ต้องกักตัว ซึ่งจากปัจจัยบวกเหล่านี้จะส่งผลให้กำลังซื้อทั้งในภาคการท่องเที่ยวและภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยอาจกลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี
 
สำหรับภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมาตลาดมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น สะท้อนให้เห็นผ่านอัตราการขายเฉลี่ยของโครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ในช่วงไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมาอยู่ที่ร้อยละ 48.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 17.0
 
ขณะที่อุปทานเปิดขายใหม่ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบว่าในช่วงไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมามีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่เพียงแค่ 10 โครงการ 3,608 ยูนิตเท่านั้น   ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมเพียงแค่ 22,340 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 2,272 ยูนิต หรือคิดเป็นร้อยละ  38.6 
 
ส่วนใหญ่นักพัฒนายังคงเลือกที่จะเปิดตัวโครงการใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นนอก ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างโดยเฉพาะแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเหลือง รองลงมาคือในพื้นที่รอบเมืองด้านทิศเหนือและพื้นที่กรุงเทพฯชั้นใน ขณะที่ช่วงระดับราคา 100,001 – 150,000 บาทต่อตารางเมตรและช่วงระดับราคา 50,001 – 100,000 บาทต่อตารางเมตร เป็นช่วงระดับราคาที่มีการพัฒนามากที่สุดและสามารถขายได้มากที่สุดเช่นเดียวกัน 
 
ซึ่งฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทยมองว่าในช่วงระดับราคาดังกล่าวจะเป็นช่วงระดับราคาที่ผู้พัฒนาให้ความสนใจและเปิดตัวโครงการใหม่มากที่สุดและสามารถดูดซับได้ดีที่สุดในปีนี้
 
แต่อย่างไรก็ตามอุปทานที่ยังคงเหลือขายอยู่ในตลาดโดยเฉพาะอุปทานในส่วนที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ รวมถึงภาพรวมของกำลังซื้อต่างชาติที่ยังคงชะลอตัว และผลตอบแทนจากการลงทุนที่ปรับตัวต่ำลงทั้งในส่วนของการลงทุนปล่อยเช่าที่เกิดการตัดราคาค่าเช่าเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เช่าในภาวะที่การแข่งขันค่อนข้างสูงแต่ดีมานด์มีอย่างจำกัด 
  
อีกทั้งอุปทานคอนโดมิเนียมที่ก่อสร้างแล้วเสร็จเป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา ยังคงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลให้นักพัฒนาส่วนใหญ่เลือกที่จะยังไม่เปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงที่ผ่านมาและยังรอดูท่าทีและสถานการณ์ตลาดอีกครั้งสำหรับการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ในปีนี้ ซึ่งนักพัฒนาหลายรายมีแผนที่จะเปิดตัวในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีเป็นต้นไปหากภาพรวมตลาดมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น
 
สำหรับในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่จะถึง ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย คาดการณ์ว่าจะมีอุปทานคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประมาณ 4,500 ยูนิต ปรับตัวสูงขึ้นจากในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า และส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระดับราคา 50,000-150,000 บาทต่อตารางเมตร ในระดับราคาขายต่อยูนิตเริ่มต้นต่ำกว่า 2 ล้านบาทและ 
 
และการเปิดตัวจะกระจายตัวอยู่ในพื้นที่รอบใจกลางเมืองที่สามารถเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองได้สะดวก รวมถึงแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เนื่องจากทำเลเหล่านั้นยังคงมีที่ดินรอการพัฒนาอีกเป็นจำนวนมากและราคาที่ดินที่ยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับในพื้นที่ใจกลางเมือง และยังสามารถพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาทต่อยูนิตซึ่งเป็นราคาที่กำลังซื้อสามารถดูดซับได้ง่ายได้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่