สวัสดีครับ เพื่อนพันทิปทุกคน วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องชีวิตและประสบการณ์การเป็นซึมเศร้ามาเกือบ10ปีของผมให้ฟังนะครับ
เผื่อจะได้เป็นวิทยาทานให้คนที่ผ่านมาเห็นหรือเพื่อน ๆที่เป็นโรคนี้อยู่
อาการซึมเศร้าของผมเริ่มต้นตอนช่วงอายุประมาณ16 -17 ปี คือขอเล่าก่อนว่าตอนนั้นเรียนโรงเรียนประจำแล้วเหมือนเรามีอาการวิตกกังวลมากจนนอนไม่หลับไปหลายวันเลยครับ แล้วไม่ใช่ว่านอนไม่หลับแบบหลับ ๆ ตื่น ๆนะ คือไม่หลับเลย แล้วยิ่งอยู่รร.ประจำมันก็ระเบียบวินัยมาก ต้องกิน นอน อ่านหนังสือเป็นเวลา ก็เลยทำให้อึดอัดอยู่ไม่น้อยเลยในช่วงนั้น พอผมนอนไม่หลับมาก ๆ เข้ามันก็ก่อนอาการหลาย ๆอย่างตามมาถูกไหมครับ จำไม่ได้แล้วว่าช่วงแรก ๆ อาการมันเป็นยังไง แต่ช่วงหลัง ๆเนี่ยเริ่มมีอาการหวาดระแวง วิตกจริตอย่างหนัก กลัวในเรื่องที่ไม่ควรกลัว อยากให้ครอบครัวที่แตกร้าวกลับมาอบอุ่นอีกครั้ง เพ้อเจ้อ พูดอะไรไม่รู้เรื่อง คือเอาง่าย ๆ ถ้าใครมาเห็นผมตอนนั้นก็คงคิดว่าผมบ้าแน่ ๆ ใช่ครับถ้าเค้าจะคิดแบบนั้นก้ไม่แปลกเลย เพราะตอนนั้นผมก็คิดว่าผมบ้าไปแล้วเหมือนกัน แต่เรื่องที่แปลกมาก ๆคืออะไรรู้ไหม คือครอบครัวผมพยายยามที่จะหลีกเลี่ยงให้ผบไปพบจิตแพทย์ คือพอผมนอนไม่หลับก็ในตอนแรก ๆเค้าก็เป็นห่วง พยามยามหาวิธีให้ผมหลับต่าง ๆ ทั้งพูดคุยกับผม ให้กำลังใจในเรื่องที่เรากังวล ทั้งพาไปเที่ยวบ้านสวนเพราะคิดว่ามันอาจจะทำให้ผมผ่อนคลายและนอนหลับได้ แต่ผมเองในตอนนั้นจำได้เลยครับว่าพอเรานอนไม่หลับมันก็คิดฟุ่งซ่า่นไปเรื่อย ๆ ไม่หยุด แล้วผลที่ตามมาคืออะไรล่ะ ? ก็ไปกวนพ่อ กวนแม่เวลาเค้าจะนอนบ้าง เดินไปรอบ ๆ บ้านแบบไม่มีสติบ้าง เรียกร้องความสนใจแบบไร้เหตุผลสุด ๆ จนทีนี้อาการมันเรื่มหนักเข้า ๆ ผมก็เลยทนตัวเองไม่ไหว ต้องขอให้ที่บ้านพาไปหาจิตแพทย์แบบด่วน ๆ เลย จำได้ว่าตอนนั้นรู้สึกว่าถ้าไม่นอนอีกวันเดียวคงจะต้องตายแล้วแน่ ๆ คือความรู้สึกในใจมันทรมานมาก ๆ ยอมรับเลยครับว่าตอนนั้นอยากจะหนีจากความทรมานนี้ไปให้พ้น ๆ ด้วยวืธีที่ไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่
ถ้าใครเคยไปโรงพยาบาลของรัฐก็น่าจะรู้กันดีเนอะว่าการรอคิวมันนานขนานไหน ยิ่งเป็นผู้ป่วยใหม่ด้วยเนี่ย โอโหวววว รอไปยาว ๆเลยจ้าา ผมเองก็เป็นหนึ่งคนที่ต้องรอคิวหมอ ขนานตอนไหนรีบไปโรงบาบตั้งแต่ตี4 เพื่อที่จะรีบไปเอาคิว แต่กว่าจะได้เจอหมอจริง ๆก็เกือบ ๆเที่ยงเลยครับ เออนี่เพื่อน ๆครับผมมีเรื่องประทับใจจะเล่าให้ฟังระหว่างรอคิวด้วย คือตอนนั้นผมไปกับพ่อแม่ใช่มะ แล้วทีนี้ด้วยอาการในตอนนั้นคือไม่ไหวจริง ๆ ผมเลยซบไปที่อกพ่อแล้วร้องไห้ แบบร้องสะอื้น ๆ แล้วตอนนั้นผมไม่ได้สนใจหรอกว่าใครจะมองหรืออะไรยังไง แต่สิ่งที่ผมลิมคิดไปคืออะไรรู้ไหม ? คือการที่พ่อแม่ของเราต้องมาเห็นลูก(คนเดียว)ของเค้าเป็นแบบนี้มันจะรู้สึกยังไง แต่คำตอบมันก็ร่วงลงมาใส่หัวผมครับ น้ำตาพ่อไหลตามผม. . . . . . แล้วพี่พยาบาลที่เค้าดูแลเรื่องคืวผู้ป่วยตรงนั้นเค้าน่าจะเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดน่ะครับ เค้าเลยรีบรัดคิวให้เจอคุณแม่แบบเดี๋ยวนั้นเลย ณ ตอนนั้นผมก็ไม่ไดรุ้สึกอะไรหรอกนะครับ แต่พอโตขึ้นมาแล้วกลับมาคิดดูแล้วก็ประทับใจและอยากขอบคุณแกมาก ๆเลย มาเข้าเรื่องกันต่อเนอะ 555 พอผมได้พบแพทย์แล้วจำได้เลยว่าร้องไห้ฟูมฟายเลย พูดแค่ว่า ผมไม่อยากเป็นแบบนี้แล้ว ผมกลัวแล้ว อะไรต่าง ๆนานา ๆ มีคิดว่าตัวเองโดนผีเข้าบ้างแหละ คิดว่าคนจะมาทำร้ายบ้างแหละ กลัวครอบครัวไม่รักเพราะเราเป็นบ้าบ้างแหละ โอ้ย ตอนนั้นคือแบบ ที่สุดของชีวืตแล้ว แต่เชื่อไหมครับในตอนที่ผมนั้งก้มหน้าร้องไห้จะเป็นจะตาย คุณหมอไม่พูดอะไรซักคำ แกแค่เอามือมาลูบหัวผม รุ้ไหมครับว่ากระการทำเพียงเล็กน้อยนั้นของหมอ มันส่งส่งผลอิมแพคเข้าไปในใจผมมากขนาดไหน ผมรู้สึกโคตรอบอุ่นหัวใจ มันทำให้เราหยุดความเศร้าโศก หยุดอาการตอนนั้นไปได้ขณะนึงเลย ถึงต่อมาไม่นานผมจะกลับไปเป็นแบบเดิมอีกก็เหอะ แหะ ๆ ในวันนั้นไม่จำอะไรไม่ค่อยได้เลยครับ นอกจากหมอแกถามว่าผมกังวลเรื่องพวกสารแอมเฟตามีนไหม(หมอคงเข้าใจว่าผมติดยาจากการที่ผมบอกว่า"เอามันออกไป"มั้งนะ แต่ผมไม่ได้ข้องเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อยู๋แล้วครับ) แล้วก็สั่งให้ผมงดไปโรงเรียน7วัน พร้อมทั้งนัดอีกที 5 หรือ 7 วันหลังจากนั้นผมก็ไม่แน่ใจ แต่ที่จำได้แม่นเลยคือหมอจัดยาให้ผมชุดใหญ่เลย คือมีทั้งยาบำรุง ยาปรับสารเคมีในสมอง และอะไรอีกไม่รู้เยอะแยะเลยครับ ตอนนั้นผมคงจะอาการหนักมากจริง ๆ แหละครับทั้งหมอและพยาบาลเลยเมตตาผมมากขนานนี้ ขอบคุณน้าาา คุมหมอ คุมพยาบาล ที่ให้ในวันนั้นให้ความสำคัญกับผม ไม่งั้นวันนี้ผมอาจะไม่ได้มานั้นเล่าประสบณ์การชีวิตในเพื่อน ๆในนี้ฟังก็ได้ ขอบคุณจริง ๆครับ
หลังจากที่ผมได้ยามาแม่ก็ดูแลผมอย่างดีเลยครับ ดุแลเรื่องอาหารการกินมากขึ้น พยายามหาของที่คิดว่ามีประโยชน์กับลูกชายตัวเองมาให้กินตลอดในช่วงนั้น ผมอาจจะโชคดีดูอย่างนึงนะครับที่ผมได้เกิดเป็นลูกของแม่คุนนี้ ทั้งชีวิตผมแม่ดูแลผมมาอย่างดูตลอด ไม่เคยขาดตกบกพร่องในหน้าที่ของคนเป็นแม่เลย ให้ทั้งความรักความเอ็นดูมาอย่างเปี่ยมล้น แถมยังเปิดใจรับลูกชายที่เป็นเกย์แบบผมได้อีก ซึ่งต่างจากพ่อของผมอย่างสิ้นเชิงในเรื่องนี้เลยครับ คนนั้นเค้ามีความหลังที่ไม่ค่อยดีกับเพศที่สามซักเท่าไหร่ ถึงขนานเคยบอกว่าถ้าผมเป็นเกย์จะฆ่าให้ตายเลยด้วยซ้ำ โอเค กลับมาเรื่องของเราต่อเนอะ 555 พอผ่านไปได้ซักระยะนึงหลังจากที่กินยาไปแล้วผมก็ค่อย ๆดีขึ้นนะครับ ถึงจะมีอาการนอนหลับ ๆ ตื่น ๆแต่ อย่างงน้อยมันก้ยังได้นอนบ้าง แล้วบางครั้งมันก็มีอาการที่ตัวเองหลับไปแล้วแต่คิดว่ายังไม่หลับอีก ( อ่อเพิ่งนึกได้ ตอนที่อาการพีค ๆก่อนไปหาหมออ่ะ มันจะมีการกลัวการนอนไม่หลับจนเครียดเลยทำให้นอนไม่หลับด้วยนะเพื่อน ๆ ตอนนั้นเลยกลายเป็นเหมือนคนกลัวการนอนหลับไปเลยอ่ะ ) แต่ยังดีที่มีแม่คอยเตือนว่าหลับไปแล้วจริง ๆนะ ตอนนั้นมีเถียงแม่ด้วยนะว่ายังไม่ได้นอน แต่ด้วยความอดทนของแม่ก็พยายามจับมือกันฟันฟ่าช่วงนั้นมาได้ครับ แต่มันก็มีอุปสรรคอยู่บ้างนะ ซึ่งมันแย่ที่จะบอกว่าอุปสรรคนั้นก็คือคนในครอบครัวของผมเองนี่แหละครับ. . . ซึ่งคนนั้นก็คือพ่อของผมนี่แหละ คือชีวิตผมแมร่งเศร้านะ ถ้าใครได้รับรู้เรื่องราวภายในครอบครัวผมเค้าก็คงไม่แปลกใจที่ผมเป็นโรคซึมเศร้าได้ขนานนี้ คือก่อนหน้าที่ผมจะไปหาหมอมันมีช่วงนึงที่ผมไม่ยอมกลับหอไปเรียนหนังสือ ที่บ้านก็พยายามถามเหตุผลว่าทำไม แต่ผมก็ไม่ได้ได้บอก แหงดิใครจะอยากให้พ่อแม่ตัวเองรู้ว่าตัวเองโดนรุ่นพี่ที่หอพักคุมคามทางเพศ แต่พอเค้าเซ้าซี้มาก ๆเข้าผมก็เลือกที่จะบอกเรื่องนี้กับแม่ก่อนเพราะคิดว่าท่านน่าจะเข้าใจผมได้มากที่สุด แม่ผมดูตกใจมากนะตอนนั้น แต่เค้าก็เลือกที่จะเก็บเรื่องนี้ไว้กับตัวเองมากกว่าที่จะไปอธิบายให้ที่บ้านเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ผมก็ดื้อไม่ยอมกลับไปโรงเรียนซักทีจนคืนนึงพ่อผมทนดูหงุดหงิดมาก เหมือนใกล้จะหมดความอดทนกับผมแล้ว แม่เลยตัดสินใจบอกพ่อว่าลุกชายเราเกือบจะโดนข่มขืนที่หอพักแล้วนะ เชื่อไหมครับสิ่งแรกที่พ่อผมทำคือเอาไม้ตะพดจะมาตีผมให้ตาย แต่เดชะบุญที่คุณยายกับคุณแม่เข้ามาห้ามได้ทัน ไม่อย่างงั้นผมเชื่อครับว่าผมต้องตายไปแล้วแน่ ๆ มันแย่เนอะที่คนให้ชีวิตเรามากับคนที่จะพรากมันไปดันเป็นคนๆเดียวกัน ผมกล้ายอมรับเลยนะว่าที่ผ่านมาผมแทบไม่รักพ่อแต่วันนั้นมันเป็นจุดเปลี่ยนจากคำว่าแทบไม่รักกลายเป็น"ไม่รัก"ไปเลย แต่ยังดีที่มีแม่และคุณยายเป็นแสงของความสุขในชีวิตเลยทำให้ผมไม่ต้องทนทุกข์กับเรื่องพวกนี้ในชีวิตมากนัก
หลังจากที่ผมได้รับการรักษาอยู่ระยะหนึ่ง อาการมันก็เริ่มดีขึ้นตามเรื่อย ๆนะครับ แต่มันลำบากใจตรงที่ผมต้องกลับไปอยุ่หอโรงเรียนประจำหอเดิมนี่สิ ที่บ้านเลยให้ผมเช่นหอใกล้ ๆโรงเรียนอยู่เองไปก่อนจนกว่าจะให้หอประจำใหม่ให้ผมได้ อาการต่าง ๆ มันไม่ดีขึ้นเลยเวลาผมอยู่คนเดียวมันมีแต่จะแย่ลง ๆ ไปเรื่อย ๆ จนต้องลำบากให้คุณแม่มาดูแลผมที่หออีก ก็ประคับประคองกันไปจนมาถึงจุดเปลี่ยนทั้งสำคัญในชีวิตของผม ที่ผมเองก็เพิ่งมารู้ไม่นานมานี้ว่ามันเป้นจุเปลี่ยนยังไง เพื่อน ๆพอจะนึกภาพคนที่ถ้าอาการป่วยต่าง ๆ ไม่ดีขึ้นก็จะหันหน้าไปเพิ่งวิธีที่ตัวเองคิดว่าได้ผลออกใช่ไหมครับ พ่อแม่ผมก็เข้าตำรานี้เลย ด้วยความที่อาการของผมรักษาไปแค่สองเดือนแล้วมันยังไม่ดีทันใจเค้ามั้ง ผมเองก็คิดแบบเดียวกับพ่อแม่ในตอนนั้นด้วยเลยพากันอิกนอร์หมอ หนุดยาเองโดนที่ไม่ได้ปรึกษาหมอ ด้วยความที่พ่อแม่ผมจบแพทย์แผนไทยแถมพ่อเค้ายังเรียนต่อจนจบเภสัชกรมาด้วยเลยคิดว่าจะรักษาลูกเอง บอกเลยนะครับว่าเป็นวิธีที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะขึ้นชื่อว่าโรคแล้วมันก็ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางรักษา จะมารักษากันเองแบบเดา ๆแบบนี้ผิดมหันต์เลยครับ มันอาจจะได้ผลในระยะสั้น ๆ แต่ไม่คุ้มเสียระยะยาวเลย เพราะหลังที่พยามยามกันอยู่พักนึงผมและครอบครัวก็เข้าใจว่าผมหายจากโรคแล้ว ก็พยายามเรียนจนจบมัธยมมาได้ แต่มันมีเรื่องแปลกอย่างนึงที่เกิดกับตัวผมทุกปี คืออาการนอนไม่หลับมันจะตามมาหลอกหลอนผมปีล่ะครั้ง มันจะคล้าย ๆกับอาการตอนที่เป็นแรก ๆแต่เบากว่าอ่ะครับ มากน้อยแล้วแต่ความเครียดในช่วงนั้น ๆ ก็เป็นแบบนี้มาตลอด 9 ปีจนผมชินและคิดว่ามันเป็น"ปกติ"ของชีวิตผมไปแล้ว มีหลาย ๆครั้งที่ผมคิดอยากกลับไปรักษากับจิตแพทย์แบบจริงจัง ๆ แต่ที่บ้านก็จะพยายามให้ผมหลีกเลี่ยงบ้าง เพราะกลัวว่าถ้ากินยาหมอไปแล้วผมจะสติแตกแบบตอนม.4อีก จนความคิดนี้มันก็ฝังลึกลงไปในตัวผมเป็นเวลานาน เคยกลั้นใจไปชวนแม่หาหมออยู่เเหมือนกันนะครับ แต่พอไปหาเสร็จแม่ก็จะบอกว่า "หนูแค่เครียด แค่กังวลเอง ไปทำอะไรให้มันสบายใจเดี๋ยวก็หาย" แล้วก็เป็นแบบนี้มาตลอด จนมาวันนี้ วันที่ผมติดสินในมาเล่าเรื่องของตัวเองลงในนี้ ผมเริ่มมีอาการนอนไม่วิตกกังวลเริ่มขึ้นแล้วครับ ผมเริ่มมีอาการสมองเสื่อม หลง ๆลืม ๆ หลาย ๆครั้งจัดในความของคำที่คุยด้วยไม่ได้ แล้วเหมือนจะเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำเพิ่มมาอีก เป็นงงเลย ตากตอนแรกมีแค่ซึมเศร้า แต่กลับหลอกตัวเองว่าหายแล้วมาตั้งหลายปีดีดัก คิดว่าสิ่งที่เราเป็นมันก็แค่อาการปกติ เดี่ยวผ่านไปไม่กี่อาทิตย์ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมโดยไม่ได้คิดเลยว่าร่างกายมันจะสื่อสารอะไรกับเรา มัวแต่โง่งมงายกับอะไรที่มันไม่ได้ช่วยเราจริง ๆจัง ๆ หลอกตัวเองไปเรื่อย ๆ ทุกปี ๆที่อาการกำเริบ จนทุกวันนี้ใช้ชีวิตแบบปกติไม่ได้เลยครับ ผมกลายเป็นคนยอมรับความจริงไม่ได้ ไม่กล้าเผญิชหน้ากับปัญหา แลกที่จะหนีมันมาโดยตลอด เป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฟ่อ ไปทำงานที่ไหนถ้าเครียดสะสมมาก ๆ หรือถ้าอาการกำเริบอีกก็ต้องเสียการเสียงานจนทุกวันนี้ไม่มีงานทำแล้วครับ ทุกวันนี้ผมเหมือนโดนพัธนาการด้วยโซ่ตรวนในใจผมที่จักลับมามัดผมปีล่ะครั้ง ปกติผมเป็นคนร่าเริง มนุษย์สัมพันธ์ดี เป็นมิตร แต่พอเพื่อนเก่าที่ไม่อยากเจอที่ชื่อว่าคุณนอนไม่หลับโผล่มาทีไรเค้าจะเข้ามาทำลายชีวิตผมทุกที เพื่อน ๆ ครับผมควรไปรักษาจริง ๆ จังใช่ไหมครับ จริง ๆ อ่ะมีคำตอบในใจอยู่แล้วแหละ แต่ได้โปรดเถอะครับ ได้โปรดมอบความกล้าและกำลังใจให้ผมก้าวผ่านเรื่องนี้และตัดสินใจไปหาจิตแพทย์แบบจริงจังด้วยนะ เพราะที่ผ่านมาผมมันเป็นไอ้ขี้ขลาด หนีความจริงมาโดยตลอด ถ้าได้กำลังใจจากเพื่อน ๆก็คงจะดีไม่น้อยเลยล่ะครับ
ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้นะครับ
ปล. ผมมีโอกาสได้บวชเมื่อเดือนสิงหาที่ปีที่ผ่านมา ทำให้ผมรู้จักกับความสงบสุขอย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในชีวิต แต่ด้วยอาการเหล่านี้ที่ผมเป็นเลยไม่สามารถทำให้ผมนั่งสมาธิ หรือปฎิบัติธรรมที่ต้องใช้สมาธิได้เลย ทำได้แค่สวดมนต์ภาวนาและศึกษาธรรมมะขั้นพื้นฐานเท่านั้น ผมตั้งใจไว้ว่าถ้าผมรักษาตัวเองจนสามารถนั่งสมาธิได้ ผมก็อยากจะศึกษาธรรมมะแบบจริงจังครับ เพราะผมสนใจเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว
เมื่อฉันพยายามหนีโรคซึมเศร้ามากเกือบ10ปี
ถ้าใครเคยไปโรงพยาบาลของรัฐก็น่าจะรู้กันดีเนอะว่าการรอคิวมันนานขนานไหน ยิ่งเป็นผู้ป่วยใหม่ด้วยเนี่ย โอโหวววว รอไปยาว ๆเลยจ้าา ผมเองก็เป็นหนึ่งคนที่ต้องรอคิวหมอ ขนานตอนไหนรีบไปโรงบาบตั้งแต่ตี4 เพื่อที่จะรีบไปเอาคิว แต่กว่าจะได้เจอหมอจริง ๆก็เกือบ ๆเที่ยงเลยครับ เออนี่เพื่อน ๆครับผมมีเรื่องประทับใจจะเล่าให้ฟังระหว่างรอคิวด้วย คือตอนนั้นผมไปกับพ่อแม่ใช่มะ แล้วทีนี้ด้วยอาการในตอนนั้นคือไม่ไหวจริง ๆ ผมเลยซบไปที่อกพ่อแล้วร้องไห้ แบบร้องสะอื้น ๆ แล้วตอนนั้นผมไม่ได้สนใจหรอกว่าใครจะมองหรืออะไรยังไง แต่สิ่งที่ผมลิมคิดไปคืออะไรรู้ไหม ? คือการที่พ่อแม่ของเราต้องมาเห็นลูก(คนเดียว)ของเค้าเป็นแบบนี้มันจะรู้สึกยังไง แต่คำตอบมันก็ร่วงลงมาใส่หัวผมครับ น้ำตาพ่อไหลตามผม. . . . . . แล้วพี่พยาบาลที่เค้าดูแลเรื่องคืวผู้ป่วยตรงนั้นเค้าน่าจะเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดน่ะครับ เค้าเลยรีบรัดคิวให้เจอคุณแม่แบบเดี๋ยวนั้นเลย ณ ตอนนั้นผมก็ไม่ไดรุ้สึกอะไรหรอกนะครับ แต่พอโตขึ้นมาแล้วกลับมาคิดดูแล้วก็ประทับใจและอยากขอบคุณแกมาก ๆเลย มาเข้าเรื่องกันต่อเนอะ 555 พอผมได้พบแพทย์แล้วจำได้เลยว่าร้องไห้ฟูมฟายเลย พูดแค่ว่า ผมไม่อยากเป็นแบบนี้แล้ว ผมกลัวแล้ว อะไรต่าง ๆนานา ๆ มีคิดว่าตัวเองโดนผีเข้าบ้างแหละ คิดว่าคนจะมาทำร้ายบ้างแหละ กลัวครอบครัวไม่รักเพราะเราเป็นบ้าบ้างแหละ โอ้ย ตอนนั้นคือแบบ ที่สุดของชีวืตแล้ว แต่เชื่อไหมครับในตอนที่ผมนั้งก้มหน้าร้องไห้จะเป็นจะตาย คุณหมอไม่พูดอะไรซักคำ แกแค่เอามือมาลูบหัวผม รุ้ไหมครับว่ากระการทำเพียงเล็กน้อยนั้นของหมอ มันส่งส่งผลอิมแพคเข้าไปในใจผมมากขนาดไหน ผมรู้สึกโคตรอบอุ่นหัวใจ มันทำให้เราหยุดความเศร้าโศก หยุดอาการตอนนั้นไปได้ขณะนึงเลย ถึงต่อมาไม่นานผมจะกลับไปเป็นแบบเดิมอีกก็เหอะ แหะ ๆ ในวันนั้นไม่จำอะไรไม่ค่อยได้เลยครับ นอกจากหมอแกถามว่าผมกังวลเรื่องพวกสารแอมเฟตามีนไหม(หมอคงเข้าใจว่าผมติดยาจากการที่ผมบอกว่า"เอามันออกไป"มั้งนะ แต่ผมไม่ได้ข้องเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อยู๋แล้วครับ) แล้วก็สั่งให้ผมงดไปโรงเรียน7วัน พร้อมทั้งนัดอีกที 5 หรือ 7 วันหลังจากนั้นผมก็ไม่แน่ใจ แต่ที่จำได้แม่นเลยคือหมอจัดยาให้ผมชุดใหญ่เลย คือมีทั้งยาบำรุง ยาปรับสารเคมีในสมอง และอะไรอีกไม่รู้เยอะแยะเลยครับ ตอนนั้นผมคงจะอาการหนักมากจริง ๆ แหละครับทั้งหมอและพยาบาลเลยเมตตาผมมากขนานนี้ ขอบคุณน้าาา คุมหมอ คุมพยาบาล ที่ให้ในวันนั้นให้ความสำคัญกับผม ไม่งั้นวันนี้ผมอาจะไม่ได้มานั้นเล่าประสบณ์การชีวิตในเพื่อน ๆในนี้ฟังก็ได้ ขอบคุณจริง ๆครับ
หลังจากที่ผมได้ยามาแม่ก็ดูแลผมอย่างดีเลยครับ ดุแลเรื่องอาหารการกินมากขึ้น พยายามหาของที่คิดว่ามีประโยชน์กับลูกชายตัวเองมาให้กินตลอดในช่วงนั้น ผมอาจจะโชคดีดูอย่างนึงนะครับที่ผมได้เกิดเป็นลูกของแม่คุนนี้ ทั้งชีวิตผมแม่ดูแลผมมาอย่างดูตลอด ไม่เคยขาดตกบกพร่องในหน้าที่ของคนเป็นแม่เลย ให้ทั้งความรักความเอ็นดูมาอย่างเปี่ยมล้น แถมยังเปิดใจรับลูกชายที่เป็นเกย์แบบผมได้อีก ซึ่งต่างจากพ่อของผมอย่างสิ้นเชิงในเรื่องนี้เลยครับ คนนั้นเค้ามีความหลังที่ไม่ค่อยดีกับเพศที่สามซักเท่าไหร่ ถึงขนานเคยบอกว่าถ้าผมเป็นเกย์จะฆ่าให้ตายเลยด้วยซ้ำ โอเค กลับมาเรื่องของเราต่อเนอะ 555 พอผ่านไปได้ซักระยะนึงหลังจากที่กินยาไปแล้วผมก็ค่อย ๆดีขึ้นนะครับ ถึงจะมีอาการนอนหลับ ๆ ตื่น ๆแต่ อย่างงน้อยมันก้ยังได้นอนบ้าง แล้วบางครั้งมันก็มีอาการที่ตัวเองหลับไปแล้วแต่คิดว่ายังไม่หลับอีก ( อ่อเพิ่งนึกได้ ตอนที่อาการพีค ๆก่อนไปหาหมออ่ะ มันจะมีการกลัวการนอนไม่หลับจนเครียดเลยทำให้นอนไม่หลับด้วยนะเพื่อน ๆ ตอนนั้นเลยกลายเป็นเหมือนคนกลัวการนอนหลับไปเลยอ่ะ ) แต่ยังดีที่มีแม่คอยเตือนว่าหลับไปแล้วจริง ๆนะ ตอนนั้นมีเถียงแม่ด้วยนะว่ายังไม่ได้นอน แต่ด้วยความอดทนของแม่ก็พยายามจับมือกันฟันฟ่าช่วงนั้นมาได้ครับ แต่มันก็มีอุปสรรคอยู่บ้างนะ ซึ่งมันแย่ที่จะบอกว่าอุปสรรคนั้นก็คือคนในครอบครัวของผมเองนี่แหละครับ. . . ซึ่งคนนั้นก็คือพ่อของผมนี่แหละ คือชีวิตผมแมร่งเศร้านะ ถ้าใครได้รับรู้เรื่องราวภายในครอบครัวผมเค้าก็คงไม่แปลกใจที่ผมเป็นโรคซึมเศร้าได้ขนานนี้ คือก่อนหน้าที่ผมจะไปหาหมอมันมีช่วงนึงที่ผมไม่ยอมกลับหอไปเรียนหนังสือ ที่บ้านก็พยายามถามเหตุผลว่าทำไม แต่ผมก็ไม่ได้ได้บอก แหงดิใครจะอยากให้พ่อแม่ตัวเองรู้ว่าตัวเองโดนรุ่นพี่ที่หอพักคุมคามทางเพศ แต่พอเค้าเซ้าซี้มาก ๆเข้าผมก็เลือกที่จะบอกเรื่องนี้กับแม่ก่อนเพราะคิดว่าท่านน่าจะเข้าใจผมได้มากที่สุด แม่ผมดูตกใจมากนะตอนนั้น แต่เค้าก็เลือกที่จะเก็บเรื่องนี้ไว้กับตัวเองมากกว่าที่จะไปอธิบายให้ที่บ้านเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ผมก็ดื้อไม่ยอมกลับไปโรงเรียนซักทีจนคืนนึงพ่อผมทนดูหงุดหงิดมาก เหมือนใกล้จะหมดความอดทนกับผมแล้ว แม่เลยตัดสินใจบอกพ่อว่าลุกชายเราเกือบจะโดนข่มขืนที่หอพักแล้วนะ เชื่อไหมครับสิ่งแรกที่พ่อผมทำคือเอาไม้ตะพดจะมาตีผมให้ตาย แต่เดชะบุญที่คุณยายกับคุณแม่เข้ามาห้ามได้ทัน ไม่อย่างงั้นผมเชื่อครับว่าผมต้องตายไปแล้วแน่ ๆ มันแย่เนอะที่คนให้ชีวิตเรามากับคนที่จะพรากมันไปดันเป็นคนๆเดียวกัน ผมกล้ายอมรับเลยนะว่าที่ผ่านมาผมแทบไม่รักพ่อแต่วันนั้นมันเป็นจุดเปลี่ยนจากคำว่าแทบไม่รักกลายเป็น"ไม่รัก"ไปเลย แต่ยังดีที่มีแม่และคุณยายเป็นแสงของความสุขในชีวิตเลยทำให้ผมไม่ต้องทนทุกข์กับเรื่องพวกนี้ในชีวิตมากนัก
หลังจากที่ผมได้รับการรักษาอยู่ระยะหนึ่ง อาการมันก็เริ่มดีขึ้นตามเรื่อย ๆนะครับ แต่มันลำบากใจตรงที่ผมต้องกลับไปอยุ่หอโรงเรียนประจำหอเดิมนี่สิ ที่บ้านเลยให้ผมเช่นหอใกล้ ๆโรงเรียนอยู่เองไปก่อนจนกว่าจะให้หอประจำใหม่ให้ผมได้ อาการต่าง ๆ มันไม่ดีขึ้นเลยเวลาผมอยู่คนเดียวมันมีแต่จะแย่ลง ๆ ไปเรื่อย ๆ จนต้องลำบากให้คุณแม่มาดูแลผมที่หออีก ก็ประคับประคองกันไปจนมาถึงจุดเปลี่ยนทั้งสำคัญในชีวิตของผม ที่ผมเองก็เพิ่งมารู้ไม่นานมานี้ว่ามันเป้นจุเปลี่ยนยังไง เพื่อน ๆพอจะนึกภาพคนที่ถ้าอาการป่วยต่าง ๆ ไม่ดีขึ้นก็จะหันหน้าไปเพิ่งวิธีที่ตัวเองคิดว่าได้ผลออกใช่ไหมครับ พ่อแม่ผมก็เข้าตำรานี้เลย ด้วยความที่อาการของผมรักษาไปแค่สองเดือนแล้วมันยังไม่ดีทันใจเค้ามั้ง ผมเองก็คิดแบบเดียวกับพ่อแม่ในตอนนั้นด้วยเลยพากันอิกนอร์หมอ หนุดยาเองโดนที่ไม่ได้ปรึกษาหมอ ด้วยความที่พ่อแม่ผมจบแพทย์แผนไทยแถมพ่อเค้ายังเรียนต่อจนจบเภสัชกรมาด้วยเลยคิดว่าจะรักษาลูกเอง บอกเลยนะครับว่าเป็นวิธีที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะขึ้นชื่อว่าโรคแล้วมันก็ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางรักษา จะมารักษากันเองแบบเดา ๆแบบนี้ผิดมหันต์เลยครับ มันอาจจะได้ผลในระยะสั้น ๆ แต่ไม่คุ้มเสียระยะยาวเลย เพราะหลังที่พยามยามกันอยู่พักนึงผมและครอบครัวก็เข้าใจว่าผมหายจากโรคแล้ว ก็พยายามเรียนจนจบมัธยมมาได้ แต่มันมีเรื่องแปลกอย่างนึงที่เกิดกับตัวผมทุกปี คืออาการนอนไม่หลับมันจะตามมาหลอกหลอนผมปีล่ะครั้ง มันจะคล้าย ๆกับอาการตอนที่เป็นแรก ๆแต่เบากว่าอ่ะครับ มากน้อยแล้วแต่ความเครียดในช่วงนั้น ๆ ก็เป็นแบบนี้มาตลอด 9 ปีจนผมชินและคิดว่ามันเป็น"ปกติ"ของชีวิตผมไปแล้ว มีหลาย ๆครั้งที่ผมคิดอยากกลับไปรักษากับจิตแพทย์แบบจริงจัง ๆ แต่ที่บ้านก็จะพยายามให้ผมหลีกเลี่ยงบ้าง เพราะกลัวว่าถ้ากินยาหมอไปแล้วผมจะสติแตกแบบตอนม.4อีก จนความคิดนี้มันก็ฝังลึกลงไปในตัวผมเป็นเวลานาน เคยกลั้นใจไปชวนแม่หาหมออยู่เเหมือนกันนะครับ แต่พอไปหาเสร็จแม่ก็จะบอกว่า "หนูแค่เครียด แค่กังวลเอง ไปทำอะไรให้มันสบายใจเดี๋ยวก็หาย" แล้วก็เป็นแบบนี้มาตลอด จนมาวันนี้ วันที่ผมติดสินในมาเล่าเรื่องของตัวเองลงในนี้ ผมเริ่มมีอาการนอนไม่วิตกกังวลเริ่มขึ้นแล้วครับ ผมเริ่มมีอาการสมองเสื่อม หลง ๆลืม ๆ หลาย ๆครั้งจัดในความของคำที่คุยด้วยไม่ได้ แล้วเหมือนจะเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำเพิ่มมาอีก เป็นงงเลย ตากตอนแรกมีแค่ซึมเศร้า แต่กลับหลอกตัวเองว่าหายแล้วมาตั้งหลายปีดีดัก คิดว่าสิ่งที่เราเป็นมันก็แค่อาการปกติ เดี่ยวผ่านไปไม่กี่อาทิตย์ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมโดยไม่ได้คิดเลยว่าร่างกายมันจะสื่อสารอะไรกับเรา มัวแต่โง่งมงายกับอะไรที่มันไม่ได้ช่วยเราจริง ๆจัง ๆ หลอกตัวเองไปเรื่อย ๆ ทุกปี ๆที่อาการกำเริบ จนทุกวันนี้ใช้ชีวิตแบบปกติไม่ได้เลยครับ ผมกลายเป็นคนยอมรับความจริงไม่ได้ ไม่กล้าเผญิชหน้ากับปัญหา แลกที่จะหนีมันมาโดยตลอด เป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฟ่อ ไปทำงานที่ไหนถ้าเครียดสะสมมาก ๆ หรือถ้าอาการกำเริบอีกก็ต้องเสียการเสียงานจนทุกวันนี้ไม่มีงานทำแล้วครับ ทุกวันนี้ผมเหมือนโดนพัธนาการด้วยโซ่ตรวนในใจผมที่จักลับมามัดผมปีล่ะครั้ง ปกติผมเป็นคนร่าเริง มนุษย์สัมพันธ์ดี เป็นมิตร แต่พอเพื่อนเก่าที่ไม่อยากเจอที่ชื่อว่าคุณนอนไม่หลับโผล่มาทีไรเค้าจะเข้ามาทำลายชีวิตผมทุกที เพื่อน ๆ ครับผมควรไปรักษาจริง ๆ จังใช่ไหมครับ จริง ๆ อ่ะมีคำตอบในใจอยู่แล้วแหละ แต่ได้โปรดเถอะครับ ได้โปรดมอบความกล้าและกำลังใจให้ผมก้าวผ่านเรื่องนี้และตัดสินใจไปหาจิตแพทย์แบบจริงจังด้วยนะ เพราะที่ผ่านมาผมมันเป็นไอ้ขี้ขลาด หนีความจริงมาโดยตลอด ถ้าได้กำลังใจจากเพื่อน ๆก็คงจะดีไม่น้อยเลยล่ะครับ