เมื่อฉันพยายามหนีโรคซึมเศร้ามากเกือบ10ปี

   สวัสดีครับ เพื่อนพันทิปทุกคน วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องชีวิตและประสบการณ์การเป็นซึมเศร้ามาเกือบ10ปีของผมให้ฟังนะครับ 
 เผื่อจะได้เป็นวิทยาทานให้คนที่ผ่านมาเห็นหรือเพื่อน ๆที่เป็นโรคนี้อยู่  
   อาการซึมเศร้าของผมเริ่มต้นตอนช่วงอายุประมาณ16 -17 ปี  คือขอเล่าก่อนว่าตอนนั้นเรียนโรงเรียนประจำแล้วเหมือนเรามีอาการวิตกกังวลมากจนนอนไม่หลับไปหลายวันเลยครับ  แล้วไม่ใช่ว่านอนไม่หลับแบบหลับ ๆ ตื่น ๆนะ  คือไม่หลับเลย  แล้วยิ่งอยู่รร.ประจำมันก็ระเบียบวินัยมาก  ต้องกิน นอน อ่านหนังสือเป็นเวลา  ก็เลยทำให้อึดอัดอยู่ไม่น้อยเลยในช่วงนั้น    พอผมนอนไม่หลับมาก ๆ เข้ามันก็ก่อนอาการหลาย ๆอย่างตามมาถูกไหมครับ  จำไม่ได้แล้วว่าช่วงแรก ๆ อาการมันเป็นยังไง  แต่ช่วงหลัง ๆเนี่ยเริ่มมีอาการหวาดระแวง  วิตกจริตอย่างหนัก กลัวในเรื่องที่ไม่ควรกลัว  อยากให้ครอบครัวที่แตกร้าวกลับมาอบอุ่นอีกครั้ง  เพ้อเจ้อ พูดอะไรไม่รู้เรื่อง  คือเอาง่าย ๆ ถ้าใครมาเห็นผมตอนนั้นก็คงคิดว่าผมบ้าแน่ ๆ  ใช่ครับถ้าเค้าจะคิดแบบนั้นก้ไม่แปลกเลย เพราะตอนนั้นผมก็คิดว่าผมบ้าไปแล้วเหมือนกัน  แต่เรื่องที่แปลกมาก ๆคืออะไรรู้ไหม  คือครอบครัวผมพยายยามที่จะหลีกเลี่ยงให้ผบไปพบจิตแพทย์  คือพอผมนอนไม่หลับก็ในตอนแรก ๆเค้าก็เป็นห่วง พยามยามหาวิธีให้ผมหลับต่าง ๆ ทั้งพูดคุยกับผม ให้กำลังใจในเรื่องที่เรากังวล  ทั้งพาไปเที่ยวบ้านสวนเพราะคิดว่ามันอาจจะทำให้ผมผ่อนคลายและนอนหลับได้  แต่ผมเองในตอนนั้นจำได้เลยครับว่าพอเรานอนไม่หลับมันก็คิดฟุ่งซ่า่นไปเรื่อย ๆ ไม่หยุด แล้วผลที่ตามมาคืออะไรล่ะ ? ก็ไปกวนพ่อ กวนแม่เวลาเค้าจะนอนบ้าง เดินไปรอบ ๆ บ้านแบบไม่มีสติบ้าง  เรียกร้องความสนใจแบบไร้เหตุผลสุด ๆ  จนทีนี้อาการมันเรื่มหนักเข้า ๆ ผมก็เลยทนตัวเองไม่ไหว ต้องขอให้ที่บ้านพาไปหาจิตแพทย์แบบด่วน ๆ เลย  จำได้ว่าตอนนั้นรู้สึกว่าถ้าไม่นอนอีกวันเดียวคงจะต้องตายแล้วแน่ ๆ  คือความรู้สึกในใจมันทรมานมาก ๆ  ยอมรับเลยครับว่าตอนนั้นอยากจะหนีจากความทรมานนี้ไปให้พ้น ๆ ด้วยวืธีที่ไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่    

      ถ้าใครเคยไปโรงพยาบาลของรัฐก็น่าจะรู้กันดีเนอะว่าการรอคิวมันนานขนานไหน   ยิ่งเป็นผู้ป่วยใหม่ด้วยเนี่ย  โอโหวววว  รอไปยาว ๆเลยจ้าา ผมเองก็เป็นหนึ่งคนที่ต้องรอคิวหมอ  ขนานตอนไหนรีบไปโรงบาบตั้งแต่ตี4 เพื่อที่จะรีบไปเอาคิว แต่กว่าจะได้เจอหมอจริง ๆก็เกือบ ๆเที่ยงเลยครับ  เออนี่เพื่อน ๆครับผมมีเรื่องประทับใจจะเล่าให้ฟังระหว่างรอคิวด้วย  คือตอนนั้นผมไปกับพ่อแม่ใช่มะ  แล้วทีนี้ด้วยอาการในตอนนั้นคือไม่ไหวจริง ๆ  ผมเลยซบไปที่อกพ่อแล้วร้องไห้  แบบร้องสะอื้น ๆ  แล้วตอนนั้นผมไม่ได้สนใจหรอกว่าใครจะมองหรืออะไรยังไง  แต่สิ่งที่ผมลิมคิดไปคืออะไรรู้ไหม ?  คือการที่พ่อแม่ของเราต้องมาเห็นลูก(คนเดียว)ของเค้าเป็นแบบนี้มันจะรู้สึกยังไง  แต่คำตอบมันก็ร่วงลงมาใส่หัวผมครับ  น้ำตาพ่อไหลตามผม. . . . . .  แล้วพี่พยาบาลที่เค้าดูแลเรื่องคืวผู้ป่วยตรงนั้นเค้าน่าจะเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดน่ะครับ เค้าเลยรีบรัดคิวให้เจอคุณแม่แบบเดี๋ยวนั้นเลย  ณ ตอนนั้นผมก็ไม่ไดรุ้สึกอะไรหรอกนะครับ แต่พอโตขึ้นมาแล้วกลับมาคิดดูแล้วก็ประทับใจและอยากขอบคุณแกมาก ๆเลย    มาเข้าเรื่องกันต่อเนอะ 555   พอผมได้พบแพทย์แล้วจำได้เลยว่าร้องไห้ฟูมฟายเลย พูดแค่ว่า ผมไม่อยากเป็นแบบนี้แล้ว  ผมกลัวแล้ว  อะไรต่าง ๆนานา ๆ  มีคิดว่าตัวเองโดนผีเข้าบ้างแหละ  คิดว่าคนจะมาทำร้ายบ้างแหละ  กลัวครอบครัวไม่รักเพราะเราเป็นบ้าบ้างแหละ  โอ้ย ตอนนั้นคือแบบ ที่สุดของชีวืตแล้ว  แต่เชื่อไหมครับในตอนที่ผมนั้งก้มหน้าร้องไห้จะเป็นจะตาย  คุณหมอไม่พูดอะไรซักคำ   แกแค่เอามือมาลูบหัวผม   รุ้ไหมครับว่ากระการทำเพียงเล็กน้อยนั้นของหมอ มันส่งส่งผลอิมแพคเข้าไปในใจผมมากขนาดไหน   ผมรู้สึกโคตรอบอุ่นหัวใจ  มันทำให้เราหยุดความเศร้าโศก  หยุดอาการตอนนั้นไปได้ขณะนึงเลย  ถึงต่อมาไม่นานผมจะกลับไปเป็นแบบเดิมอีกก็เหอะ  แหะ ๆ  ในวันนั้นไม่จำอะไรไม่ค่อยได้เลยครับ นอกจากหมอแกถามว่าผมกังวลเรื่องพวกสารแอมเฟตามีนไหม(หมอคงเข้าใจว่าผมติดยาจากการที่ผมบอกว่า"เอามันออกไป"มั้งนะ  แต่ผมไม่ได้ข้องเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อยู๋แล้วครับ) แล้วก็สั่งให้ผมงดไปโรงเรียน7วัน พร้อมทั้งนัดอีกที 5 หรือ 7 วันหลังจากนั้นผมก็ไม่แน่ใจ  แต่ที่จำได้แม่นเลยคือหมอจัดยาให้ผมชุดใหญ่เลย  คือมีทั้งยาบำรุง ยาปรับสารเคมีในสมอง และอะไรอีกไม่รู้เยอะแยะเลยครับ   ตอนนั้นผมคงจะอาการหนักมากจริง ๆ แหละครับทั้งหมอและพยาบาลเลยเมตตาผมมากขนานนี้  ขอบคุณน้าาา คุมหมอ คุมพยาบาล ที่ให้ในวันนั้นให้ความสำคัญกับผม  ไม่งั้นวันนี้ผมอาจะไม่ได้มานั้นเล่าประสบณ์การชีวิตในเพื่อน ๆในนี้ฟังก็ได้  ขอบคุณจริง ๆครับ  

    หลังจากที่ผมได้ยามาแม่ก็ดูแลผมอย่างดีเลยครับ  ดุแลเรื่องอาหารการกินมากขึ้น  พยายามหาของที่คิดว่ามีประโยชน์กับลูกชายตัวเองมาให้กินตลอดในช่วงนั้น  ผมอาจจะโชคดีดูอย่างนึงนะครับที่ผมได้เกิดเป็นลูกของแม่คุนนี้  ทั้งชีวิตผมแม่ดูแลผมมาอย่างดูตลอด  ไม่เคยขาดตกบกพร่องในหน้าที่ของคนเป็นแม่เลย  ให้ทั้งความรักความเอ็นดูมาอย่างเปี่ยมล้น แถมยังเปิดใจรับลูกชายที่เป็นเกย์แบบผมได้อีก ซึ่งต่างจากพ่อของผมอย่างสิ้นเชิงในเรื่องนี้เลยครับ  คนนั้นเค้ามีความหลังที่ไม่ค่อยดีกับเพศที่สามซักเท่าไหร่ ถึงขนานเคยบอกว่าถ้าผมเป็นเกย์จะฆ่าให้ตายเลยด้วยซ้ำ  โอเค  กลับมาเรื่องของเราต่อเนอะ  555  พอผ่านไปได้ซักระยะนึงหลังจากที่กินยาไปแล้วผมก็ค่อย ๆดีขึ้นนะครับ ถึงจะมีอาการนอนหลับ ๆ  ตื่น ๆแต่ อย่างงน้อยมันก้ยังได้นอนบ้าง แล้วบางครั้งมันก็มีอาการที่ตัวเองหลับไปแล้วแต่คิดว่ายังไม่หลับอีก ( อ่อเพิ่งนึกได้  ตอนที่อาการพีค ๆก่อนไปหาหมออ่ะ มันจะมีการกลัวการนอนไม่หลับจนเครียดเลยทำให้นอนไม่หลับด้วยนะเพื่อน ๆ  ตอนนั้นเลยกลายเป็นเหมือนคนกลัวการนอนหลับไปเลยอ่ะ   )  แต่ยังดีที่มีแม่คอยเตือนว่าหลับไปแล้วจริง ๆนะ  ตอนนั้นมีเถียงแม่ด้วยนะว่ายังไม่ได้นอน  แต่ด้วยความอดทนของแม่ก็พยายามจับมือกันฟันฟ่าช่วงนั้นมาได้ครับ   แต่มันก็มีอุปสรรคอยู่บ้างนะ  ซึ่งมันแย่ที่จะบอกว่าอุปสรรคนั้นก็คือคนในครอบครัวของผมเองนี่แหละครับ. . . ซึ่งคนนั้นก็คือพ่อของผมนี่แหละ       คือชีวิตผมแมร่งเศร้านะ  ถ้าใครได้รับรู้เรื่องราวภายในครอบครัวผมเค้าก็คงไม่แปลกใจที่ผมเป็นโรคซึมเศร้าได้ขนานนี้   คือก่อนหน้าที่ผมจะไปหาหมอมันมีช่วงนึงที่ผมไม่ยอมกลับหอไปเรียนหนังสือ  ที่บ้านก็พยายามถามเหตุผลว่าทำไม แต่ผมก็ไม่ได้ได้บอก  แหงดิใครจะอยากให้พ่อแม่ตัวเองรู้ว่าตัวเองโดนรุ่นพี่ที่หอพักคุมคามทางเพศ  แต่พอเค้าเซ้าซี้มาก ๆเข้าผมก็เลือกที่จะบอกเรื่องนี้กับแม่ก่อนเพราะคิดว่าท่านน่าจะเข้าใจผมได้มากที่สุด   แม่ผมดูตกใจมากนะตอนนั้น แต่เค้าก็เลือกที่จะเก็บเรื่องนี้ไว้กับตัวเองมากกว่าที่จะไปอธิบายให้ที่บ้านเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น  ผมก็ดื้อไม่ยอมกลับไปโรงเรียนซักทีจนคืนนึงพ่อผมทนดูหงุดหงิดมาก   เหมือนใกล้จะหมดความอดทนกับผมแล้ว  แม่เลยตัดสินใจบอกพ่อว่าลุกชายเราเกือบจะโดนข่มขืนที่หอพักแล้วนะ   เชื่อไหมครับสิ่งแรกที่พ่อผมทำคือเอาไม้ตะพดจะมาตีผมให้ตาย แต่เดชะบุญที่คุณยายกับคุณแม่เข้ามาห้ามได้ทัน  ไม่อย่างงั้นผมเชื่อครับว่าผมต้องตายไปแล้วแน่ ๆ  มันแย่เนอะที่คนให้ชีวิตเรามากับคนที่จะพรากมันไปดันเป็นคนๆเดียวกัน   ผมกล้ายอมรับเลยนะว่าที่ผ่านมาผมแทบไม่รักพ่อแต่วันนั้นมันเป็นจุดเปลี่ยนจากคำว่าแทบไม่รักกลายเป็น"ไม่รัก"ไปเลย   แต่ยังดีที่มีแม่และคุณยายเป็นแสงของความสุขในชีวิตเลยทำให้ผมไม่ต้องทนทุกข์กับเรื่องพวกนี้ในชีวิตมากนัก    

หลังจากที่ผมได้รับการรักษาอยู่ระยะหนึ่ง  อาการมันก็เริ่มดีขึ้นตามเรื่อย ๆนะครับ แต่มันลำบากใจตรงที่ผมต้องกลับไปอยุ่หอโรงเรียนประจำหอเดิมนี่สิ ที่บ้านเลยให้ผมเช่นหอใกล้ ๆโรงเรียนอยู่เองไปก่อนจนกว่าจะให้หอประจำใหม่ให้ผมได้   อาการต่าง ๆ มันไม่ดีขึ้นเลยเวลาผมอยู่คนเดียวมันมีแต่จะแย่ลง ๆ ไปเรื่อย ๆ จนต้องลำบากให้คุณแม่มาดูแลผมที่หออีก  ก็ประคับประคองกันไปจนมาถึงจุดเปลี่ยนทั้งสำคัญในชีวิตของผม  ที่ผมเองก็เพิ่งมารู้ไม่นานมานี้ว่ามันเป้นจุเปลี่ยนยังไง    เพื่อน ๆพอจะนึกภาพคนที่ถ้าอาการป่วยต่าง ๆ ไม่ดีขึ้นก็จะหันหน้าไปเพิ่งวิธีที่ตัวเองคิดว่าได้ผลออกใช่ไหมครับ   พ่อแม่ผมก็เข้าตำรานี้เลย  ด้วยความที่อาการของผมรักษาไปแค่สองเดือนแล้วมันยังไม่ดีทันใจเค้ามั้ง  ผมเองก็คิดแบบเดียวกับพ่อแม่ในตอนนั้นด้วยเลยพากันอิกนอร์หมอ  หนุดยาเองโดนที่ไม่ได้ปรึกษาหมอ  ด้วยความที่พ่อแม่ผมจบแพทย์แผนไทยแถมพ่อเค้ายังเรียนต่อจนจบเภสัชกรมาด้วยเลยคิดว่าจะรักษาลูกเอง   บอกเลยนะครับว่าเป็นวิธีที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง  เพราะขึ้นชื่อว่าโรคแล้วมันก็ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางรักษา จะมารักษากันเองแบบเดา ๆแบบนี้ผิดมหันต์เลยครับ  มันอาจจะได้ผลในระยะสั้น ๆ แต่ไม่คุ้มเสียระยะยาวเลย   เพราะหลังที่พยามยามกันอยู่พักนึงผมและครอบครัวก็เข้าใจว่าผมหายจากโรคแล้ว ก็พยายามเรียนจนจบมัธยมมาได้  แต่มันมีเรื่องแปลกอย่างนึงที่เกิดกับตัวผมทุกปี  คืออาการนอนไม่หลับมันจะตามมาหลอกหลอนผมปีล่ะครั้ง  มันจะคล้าย ๆกับอาการตอนที่เป็นแรก ๆแต่เบากว่าอ่ะครับ  มากน้อยแล้วแต่ความเครียดในช่วงนั้น ๆ ก็เป็นแบบนี้มาตลอด 9 ปีจนผมชินและคิดว่ามันเป็น"ปกติ"ของชีวิตผมไปแล้ว  มีหลาย ๆครั้งที่ผมคิดอยากกลับไปรักษากับจิตแพทย์แบบจริงจัง ๆ แต่ที่บ้านก็จะพยายามให้ผมหลีกเลี่ยงบ้าง  เพราะกลัวว่าถ้ากินยาหมอไปแล้วผมจะสติแตกแบบตอนม.4อีก  จนความคิดนี้มันก็ฝังลึกลงไปในตัวผมเป็นเวลานาน  เคยกลั้นใจไปชวนแม่หาหมออยู่เเหมือนกันนะครับ แต่พอไปหาเสร็จแม่ก็จะบอกว่า "หนูแค่เครียด แค่กังวลเอง  ไปทำอะไรให้มันสบายใจเดี๋ยวก็หาย" แล้วก็เป็นแบบนี้มาตลอด  จนมาวันนี้  วันที่ผมติดสินในมาเล่าเรื่องของตัวเองลงในนี้ ผมเริ่มมีอาการนอนไม่วิตกกังวลเริ่มขึ้นแล้วครับ   ผมเริ่มมีอาการสมองเสื่อม  หลง ๆลืม  ๆ หลาย ๆครั้งจัดในความของคำที่คุยด้วยไม่ได้  แล้วเหมือนจะเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำเพิ่มมาอีก   เป็นงงเลย ตากตอนแรกมีแค่ซึมเศร้า แต่กลับหลอกตัวเองว่าหายแล้วมาตั้งหลายปีดีดัก  คิดว่าสิ่งที่เราเป็นมันก็แค่อาการปกติ  เดี่ยวผ่านไปไม่กี่อาทิตย์ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมโดยไม่ได้คิดเลยว่าร่างกายมันจะสื่อสารอะไรกับเรา  มัวแต่โง่งมงายกับอะไรที่มันไม่ได้ช่วยเราจริง ๆจัง ๆ  หลอกตัวเองไปเรื่อย ๆ ทุกปี ๆที่อาการกำเริบ   จนทุกวันนี้ใช้ชีวิตแบบปกติไม่ได้เลยครับ  ผมกลายเป็นคนยอมรับความจริงไม่ได้  ไม่กล้าเผญิชหน้ากับปัญหา  แลกที่จะหนีมันมาโดยตลอด  เป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฟ่อ  ไปทำงานที่ไหนถ้าเครียดสะสมมาก ๆ หรือถ้าอาการกำเริบอีกก็ต้องเสียการเสียงานจนทุกวันนี้ไม่มีงานทำแล้วครับ   ทุกวันนี้ผมเหมือนโดนพัธนาการด้วยโซ่ตรวนในใจผมที่จักลับมามัดผมปีล่ะครั้ง  ปกติผมเป็นคนร่าเริง  มนุษย์สัมพันธ์ดี เป็นมิตร แต่พอเพื่อนเก่าที่ไม่อยากเจอที่ชื่อว่าคุณนอนไม่หลับโผล่มาทีไรเค้าจะเข้ามาทำลายชีวิตผมทุกที   เพื่อน ๆ ครับผมควรไปรักษาจริง ๆ จังใช่ไหมครับ  จริง ๆ อ่ะมีคำตอบในใจอยู่แล้วแหละ  แต่ได้โปรดเถอะครับ   ได้โปรดมอบความกล้าและกำลังใจให้ผมก้าวผ่านเรื่องนี้และตัดสินใจไปหาจิตแพทย์แบบจริงจังด้วยนะ เพราะที่ผ่านมาผมมันเป็นไอ้ขี้ขลาด หนีความจริงมาโดยตลอด    ถ้าได้กำลังใจจากเพื่อน ๆก็คงจะดีไม่น้อยเลยล่ะครับ  
 
ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้นะครับ


ปล. ผมมีโอกาสได้บวชเมื่อเดือนสิงหาที่ปีที่ผ่านมา  ทำให้ผมรู้จักกับความสงบสุขอย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในชีวิต  แต่ด้วยอาการเหล่านี้ที่ผมเป็นเลยไม่สามารถทำให้ผมนั่งสมาธิ หรือปฎิบัติธรรมที่ต้องใช้สมาธิได้เลย  ทำได้แค่สวดมนต์ภาวนาและศึกษาธรรมมะขั้นพื้นฐานเท่านั้น  ผมตั้งใจไว้ว่าถ้าผมรักษาตัวเองจนสามารถนั่งสมาธิได้ ผมก็อยากจะศึกษาธรรมมะแบบจริงจังครับ  เพราะผมสนใจเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่