จากใจคนที่เรียนจบมาแล้ว "ตกงาน" : บ่นให้ฟัง เผื่อเป็นแนวทางให้รุ่นน้อง !!!

หมายเหตุ : กระทู้นี้ผมมีความตั้งใจจะเขียนขึ้น เพราะนั่งเล่นกระทู้ในห้องสยามแสควร์มา 1 สัปดาห์เต็มๆ พบว่ามีน้องๆระดับ ม.ปลาย มาตั้งกระทู้ทำนอง หาตัวเองไม่เจอ ไม่รู้จะเรียนต่อคณะอะไร เป็นจำนวนมาก จึงอยากจะแชร์ประสบการณ์ตรงจากการที่เคยผ่านจุดนั้นมา จนเรียนจบมาได้ มาสู่ขั้นตอนในการสมัครงานในยุคปัจจุบัน ที่คนตกงานกันระนาว และผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ฉะนั้น ของดดราม่านะครับ ตั้งใจมาแชร์ ไม่ได้จะมาดราม่าอะไร ขอบคุณครับ

ก่อนจะกล่าวไปถึงประสบการณ์ที่จะพูดต่อไปยาวๆนั้น ขอเกริ่นถึงปูมหลังทางการศึกษา และประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมาของผมโดยสังเขปก่อนนะครับ ผมจบจาก ม.รัฐบาลแห่งหนึ่ง ด้วยคะแนนไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แม้จะเป็นคณะดังก็ตาม ประสบการณ์ทำงานก็เคยผ่านบริษัทเอกชนเล็กๆมา 6 เดือน ในตำแหน่ง ฝ่ายบุคคล และผ่านงานธุรการในองค์กรรัฐวิสาหกิจมาอีก 8 เดือน รวมๆแล้วก็มีประสบการณ์ทำงานแค่ปีกว่าๆ ครั้งล่าสุดตัดใจลาออกช่วงที่เกิดโควิดรอบแรกพอดีเพราะช่วงนั้นมีปัญหาสุขภาพ แล้วก็ตกงานยาวมาจนถึงปัจจุบันครับ ระหว่าง 2 ปีที่ผ่านมานี้ ก็หางานอยู่ทุกวัน ทั้งเอกชน รัฐวิสาหกิจ ราชการ เน้นไปสอบรัฐวิสาหกิจ/ราชการ เป็นหลัก สอบอยู่บ่อยครั้ง ผ่านรอบข้อเขียนเป็นส่วนใหญ่ แต่ตกรอบสัมภาษณ์เป็นประจำ คงเป็นเพราะผู้สัมภาษณ์อาจจะเห็นว่าผมยังไม่มีความพร้อมมากพอที่จะเหมาะสมกับตำแหน่งของเขา (ล่าสุดก็เพิ่งไปสอบมาอีก ยังรอผลสอบอยู่อีกหลายที่)

เอาล่ะครับ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า สิ่งที่ผมสังเกตเห็นเมื่อเร็วๆนี้ในห้องสยามฯก็คือ มีน้องๆระดับ ม.ปลายหลายคนมาตั้งกระทู้ถาม หรือหาที่ปรึกษาเกี่ยวกับการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยอยู่บ่อยครั้ง ส่วนใหญ่จะถามไปในประเด็นเดียวกันว่า ไม่รู้จะเรียนคณะอะไรดี เรียนของ ม.อะไรดี และมีวิธีการสอบเข้าอย่างไรบ้าง ต้องเรียน ม.ปลายสายไหนมาถึงจะสอบเข้าได้ แล้วจบไปทำงานอะไรได้บ้าง เป็นต้น ซึ่งผมจะขอรีวิวการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยจากประสบการณ์ตรงของผมเป็นข้อๆดังต่อไปนี้

- คนส่วนใหญ่มักตั้งคำถามในการเรียนต่อด้วย คะแนนที่ทำได้ในวิชาต่างๆ หรือ ความรู้สึกว่าตัวเองทำได้ดีในวิชานั้นๆ ซึ่งขอบอกเลยว่ามันเอาไปใช้ตัดสินว่าคุณมีศักยภาพในการเรียนต่อมหาวิทยาลัยในคณะใดหรือไม่ไม่ได้เลย (ยิ่งนำไปตัดสินเรื่องการจบมาแล้วทำงาน ยิ่งใช้ไม่ได้มากกว่าเดิม) เพราะคะแนนหรือความรู้สึกว่าทำได้ดีนั้น มันเป็นเพียงแค่ ตัวชี้วัดจำลอง ที่ระบบการศึกษาสร้างขึ้น เพื่อเอาไว้ตัดเกรด ง่ายๆแค่นั้นเอง แต่ถ้าพูดกันโดยความสามารถที่แท้จริงแล้ว เราควรจะต้องมาพูดถึงความสามารถของพวกคุณในเชิง ทักษะ เสียมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น ด้านภาษา ด้านตรรกะ ด้านความเป็นเหตุเป็นผล หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ IQ EQ และ Q อื่นๆ นั่นเอง จริงๆแล้วคะแนนเหล่านี้ก็เป็นตัวชี้วัดที่จำลองขึ้นมาเหมือนกัน แต่มันจำลองขึ้นมาเพื่อวัดทักษะของคุณโดยเฉพาะ ว่ามีขีดความสามารถในระดับใด ต่างจากคะแนนวิชาเรียนต่างๆ ซึ่งจำลองขึ้นมาเพื่อพยายามจะวัดว่าคุณเข้าใจบทเรียนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งในทางปฏิบัติเราก็ร็ๆกันอยู่ว่าในการเรียนชั้นมัธยม มันไม่ได้มีแต่คะแนนสอบอย่างเดียว มันมีคะแนนเก็บจากงานด้วย ซึ่งส่วนนั้นไม่ได้วัดความเข้าใจโดยตรงแต่เหมือนเป็นคะแนนช่วยเสียมากกว่า ส่วนเรื่องคะแนนสอบ เรายังเถียงกันอยู่เลยว่าแต่ละโรงเรียนใช้ข้อสอบที่มีความเข้มข้นไม่เท่ากัน ฉะนั้น สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ เกรด หรือความเชื่อมั่นว่าทำได้ในวิชาต่างๆ ไม่สามารถนำมาเป็นตัวชี้วัดในการเลือกคณะ มหาวิทยาลัย หรืออาชีพได้ นั่นเอง

- นอกจากนั้นแล้ว ปัญหาการไม่วางแผนการเรียนให้สอดคล้องกับความต้องการ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นหลักที่ทำให้หลายๆคนพลาดในการที่ไม่สามารถเข้าเรียนคณะต่างๆได้ตามที่ตั้งใจไว้ ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ เช่น ความไม่รู้ว่าวิธีวางแผนการเรียนต้องทำยังไงบ้าง หรือ ทัศนคติเก่าๆที่สนใจแค่สักแต่เรียน สะกดจิตตัวเองด้วยคำว่า เรียนให้เก่งๆเข้าไว้ อย่างอื่นเดี๋ยวค่อยคิดทีหลัง ก็ทำให้ผิดแผนกันมานักต่อนักแล้ว เพราะพลาดไม่ได้ไปสอบในสิ่งที่นอกเหนือจากที่ระบบปกติได้กำหนดไว้ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เราต้องเรียนอย่างฉลาดด้วย ถึงจะสร้างความได้เปรียบมากกว่าคนอื่น ยกตัวอย่างเช่น การเรียนพิเศษในวันหยุด แน่นอนว่าเด็กสมัยนี้ส่วนใหญ่เรียนกันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่จะมีบางบ้านที่พยายามอัดให้เด็กเรียนมากที่สุดเท่าที่จะเรียนได้ ซึ่งบางทีมันหนักเกินไปที่เขาจะรับไหว มันก็ไม่เกิดประโยชน์กลับกลายเป็นโทษแทนเสียมากกว่าเพราะทำให้เด็กล้า และไม่มีประสิทธิภาพในการเรียนตามปกติ 

- เรื่องนี้ก็อีกเช่นกัน สมัยนี้มักเชื่อในมายาคติที่ว่า ควรได้เรียนในสิ่งที่รัก/ที่ถนัด/ที่ชอบ ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยผมก็คิดอย่างนั้นแหละ พอได้เรียนจริงเริ่มคิดว่ามันก็ไม่ทั้งหมดมั๊ง เพราะเริ่มเรียนปี 1 มันก็ต้องเรียนปรับพื้นกันก่อนอยู่แล้ว ยิ่งพอเข้าปีหลังๆยิ่งเห็นเพื่อนย้าย ม.บ้าง ลาออกบ้าง ซิ่วบ้าง ด้วยสาเหตุต่างๆนาๆ พอเรียนจบมาทำงานจึงคิดได้ว่า ถ้าชีวิตเราเรียนเพื่อจบมาทำงานหาเงินได้ งั้นไม่จำเป้นต้องเรียนในสิ่งที่รัก/ที่ถนัด/ที่ชอบหรอก แต่เรียนในสิ่งที่ตลาดแรงงานเปิดรับน่าจะดีกว่า เพราะไอ้ที่เราชอบจบมาตลาดอาจจะไม่ต้องการก็ได้ ถ้าตลาดไม่ต้องการ งั้นแปลว่าที่ทนเรียนภาคบังคับมา 18 ปี + มหาวิทยาลัยอีก 4 ปี นั้นจบมาเพื่อตกงานหรือ ? หลายคนอาจบอกว่า งั้นก็ไม่ต้องทำงานตรงสายก็ได้ คำตอบคือ เมื่อถึงเวลาหางานไม่ได้ งานอะไรมันก็หาไม่ได้ครับ และจะมาบอกว่ารับทุกงาน ไม่เกี่ยงงาน มันก็ไม่ใช่สำหรับทุกคนรึป่าว เพราะคนเราต้นทุนชีวิตไม่เท่ากัน สมมติได้งานที่สยามเหมือนกัน คนแรกอยู่คอนโดในเมือง อีกคนบ้านอยู่ชานเมือง แค่นี้ค่ารถก็ไม่เท่ากันแล้ว แล้วจะมาบอกว่าเกี่ยงงานได้ยังไง ในเมื่อเราต้องมองถึงความคุ้มค่าในการรับงานด้วย จริงมั๊ย ? นั่นแหละครับ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนถึงตกงานกันระนาวในปัจจุบัน

บ่นมาถึงตรงนี้แล้ว สิ่งสุดท้ายที่อยากจะฝากไว้ก็คือ ถ้าคิดไม่ออกว่าจะเรียนคณะอะไรดี ลองย้อนกลับไปสำรวจตัวเองใหม่ ว่าตัวเองมีต้นทุนชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง ? คำถามนี้ผมไม่อยากให้คิดโดยเอาความชอบหรืออยากเรียนเป็นปัจจัยหลัก แต่อยากให้เอา ความจำเป็นและสถานการณ์ภายในครอบครัว เป็นตัวตั้งมากกว่า เพราะอย่าลืมว่าพวกเราเรียนมาเพื่อจบมาทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวกันเป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้น การเลือกเรียนอะไรเพื่อประกอบอาชีพอะไรในแนาคตของคุณมันส่งผลต่อคนอื่นในครอบครัวของคุณด้วย ยิ่งถ้าต้นทุนชีวิตคุณติดลบ ที่บ้านมีหนี้สิน ฐานะไม่ได้ร่ำรวย ยิ่งต้องคิดให้มากว่าคณะอะไรและอาชีพอะไรจึงจะตอบโจทย์คุณและครอบครัวของคุณได้ แต่ก็ไม่อยากให้เน้นภาพจำ คือไม่ใช่คิดแค่ว่าอยากรวยต้องเป็นหมอ เพราะเอาเข้าจริงเป็นหมอคุณจะลำบากไปอีกเกือบสิบปี จนกว่าจะเรียนเฉพาะทางจบ คือจะเป็นอะไรมันก็ต้องลำบากมาก่อนด้วยกันทั้งนั้น ฉะนั้น อย่าเอาความรวยมาเป็นโจทย์ แต่ต้องเอา โอกาสในความก้าวหน้ามาเป็นโจทย์ + ความสามารถของเราเอื้อหรือไม่ นั่นแหละคือสมการว่าเราควรจะเลือกอาชีพ เลือกคณะอย่างไร

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่